เที่ยวเกาะ Roosevelt Island ชมวิวหมู่ตึกแมนฮัตตันสุดตระการตา พร้อมฟินไปกับดอกซากุระบาน

ใครไปเที่ยวนิวยอร์ก ห้ามพลาดที่จะไปเที่ยวที่เกาะ Roosevelt Island (เกาะ รูสเวลท์ ไอซ์แลนด์) เพราะที่นี่คือที่ที่จะได้เห็นหมู่ตึกระฟ้าบนเกาะแมนฮัตตัน แบบเต็มตา เต็มอารมณ์ ส่วนผมนอกจากจะเป็นคนรักตึกแล้ว ที่นี่ยังเป็นหนึ่งในฉากแอคชั่นในเรื่อง Spider-Man ที่ติดค้างในใจว่าถ้าได้มาที่นิวยอร์กต้องมาเยือนสักครั้ง ผมมั่นใจว่าที่ เกาะ Roosevelt Island จะทำให้คุณหลงรักนิวยอร์กมากขึ้นแน่นอน

เกาะ Roosevelt Island เป็นเกาะเล็กๆที่อยู่ระหว่าง ฝั่ง Manhattan กับ Queens (บ้านของ Spider-man ในเรื่อง) เป็นเกาะเล็กๆที่มีแม่น้ำ Hudson และ East river ขนาบ เป็นเกาะเล็กๆที่เงียบสงบ สามารถเดินเที่ยวได้ครบในเวลาไม่นานนัก ซัก 1-2 ชั่วโมง ถ้าคุณไม่ติดใจความสงบ และชิลล์ของที่นี่ซะก่อน เพราะผมติดใจจนมาเที่ยวถึง 2 หนในทริปครั้งนี้

ก่อนที่จะไปชมสถานที่ท่องเที่ยวและวิว เรามารู้ประวัติของที่นี่กันก่อน เพื่อที่จะได้อินกับการเดนเที่ยวกันนะครับ

Roosevelt Island มีหลายชื่อมาก ในสมัยที่ยังเป็นเกาะของชาว Native American มีชื่อว่า Minnahannock และเปลี่ยนชื่อเป็น Varkins Island ในช่วงที่ถูกครอบครองโดยชาวดัช ในช่วงปี 1600s ถูกครอบครองโดยครอบครัว Blackwell จึงตั้งชื่อเป็น Blackwell Island ก่อนขายต่อให้กับ the City of New York ในปี 1828 ในราคา $30,000

ในช่วงปี 19th Century เกาะถูกใช้เป็นพื้นที่สำหรับโรงพยาบาลจิตเวช โรงพยาบาลกักกันโรคติดต่อ โรงเลี้ยงหมู รวมถึงบ้านพักสำหรับผู้ยากไร้ และถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Welfare Island ในปี 1921 หลังจากนั้นถูกเปลี่ยนเป็นที่อยู่อาศัยราคาประหยัด และเปลี่ยนชื่อเป็น Roosevelt Island

  • ในปี 1600s พื้นที่บนเกาะ Roosevelt Island เคยเป็นฟาร์มหมูมาก่อน และเริ่มมีการสร้างบ้านอาศัยในปี 1796 (Blackwell’s House)
  • ในปี 1828 ที่นี่เคยใช้เป็นที่กักกันนักโทษคดีร้ายแรงจาก Manhattan
  • ในปี 1841 มีการสร้างบ้านพักอาศัย และเป็นที่อยู่ของผู้ยากไร้
  • ในปี 1973 เกาะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Roosevelt Island ตามชื่อประธานาธิบดี คนที่ 32  ของ สหรัฐอเมริกา Franklin D. Roosevelt และปรับปรุงอาคารต่างๆเป็นที่พักอาศัย

การเดินทางไป Roosevelt Island

สามารถเดินทางไป Roosevelt Island ได้ 4 วิธี

  1. Q102 Bus – สำหรับเดินทางจากฝั่ง Queens ผ่านทาง Roosevelt Island Bridge
  2. นั่ง Uber – สำหรับเดินทางจากฝั่ง Queens ผ่านทาง Roosevelt Island Bridge
  3. Subway F – สำหรับเดินทางจาก Queens และ Manhattan สามารถเดินทางด้วย Subway สาย F ลงสถานี Roosevelt Island
  4. Tram (กระเช้าลอยฟ้า) – สำหรับเดินทางจากฝั่ง East Manhattan ซึ่งเป็นระบบเดียวกันกับ MTA หรือ Subway ค่าโดยสารเที่ยวละ $2.75 แต่หากใครใช้บัตร metro card รายสัปดาห์หรือรายเดือน ก็สามารถนั่งได้ฟรี

ส่วนผมนั้นมีบัตร metro card 7 วันอยู่ใมมือ เลยเลือกนั่ง Subway สาย F มาลงที่สถานี Roosevelt Island เลย แล้วขากลับเลือกขึ้น Tram กลับไปยังฝั่ง Manhattan ที่สามารถเห็นวิวแม่น้ำ Hudson และ วิวเมืองแบบเต็มตาในมุมสูงอีกด้วย

สะพาน Queensboro Bridge

เมื่อเดินขึ้นมาจาก Subway เราก็จะเห็นอพาร์ทเม้นท์หรูสุดแพง ที่ชาวเกาหลีนิยมมากอยู่กัน และ สะพาน Queensboro Bridge ซึ่งเป็นสะพาน 2 ชั้น เชื่อมระหว่างเกาะแมนฮัตตันกับควีนส์ ที่พาดข้ามเกาะนี้ไปแบบไม่ใยดี ตรงตีนสะพานมีต้นซากุระกำลังบานสะพรั่งสีชมพูสด

Cherry Walk

เดินมาสักพักก็จะถึง Cherry Walk หรือเส้นทางเดินชมดอกซากุระ ที่จะบานอยู่ริม แม่น้ำฮัตสัน ยาวประมาณ 800 เมตร  ก่อนมาก็ลุ้นว่าจะเจอซากุระบานบ้างหรือเปล่า เพราะปีนี้หนาวเย็นนานเป็นพิเศษ แต่พอมาถึงก็มีให้เห็นบ้างประปราย แแต่ส่วนมากยังไม่บาน รู้สึกเสียดายบ้าง แต่ได้ไปเห็นที่ Washington DC มาแล้ว เลยพอทำใจได้ ถ้าใครมาช่วงที่ดอกซากุระบานเต็มที่นี่ก็สวยไม่แพ้ที่ญี่ปุ่นเลยทีเดียว ลองคิดภาพตามนะครับ ซากุระที่บานฟูเต็มต้น ยาวเกือบกิโล ที่มีฉากหลังเป็นหมู่ตึกบนเกาะแมนฮัตตัน แค่คิดก็ฟินแล้วใช่มั้ยครับ ซึ่งถ้าใครมา เที่ยวนิวยอร์ก ช่วง Spring ฤดูใบไม้ผลิแบบนี้ แล้วมีแผนการเดินทางมาเที่ยวที่ Roosevelt Island อย่าลืมเช็คดีๆนะครับ ซึ่งดอก ซากุระ ที่นี่ จะมี 2 สายพันธุ์ จะบานห่างกันประมาณ 2 สัปดาห์

ผมใช้เวลาถ่ายภาพวิว และภาพตัวเอง ที่นี่นานมาก เพราะเป็นบรรยากาศในแบบที่ผมฝันไว้ ผมนั่งบนม้านั่งที่มีตลอดเส้นทาง ปล่อยอารมณ์ แล้วมองไปทางเกาะแมนฮัตตัน จนเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จึงไปต่อสถานที่ต่อไป

Smallpox Hospital

เดินต่อเข้าไปใน Park จะเจอกับซากปรักหักพังของโรงพยาบาล Smallpox Hospital หรือโรงพยาบาลรักษาและกักกันโรคฝีดาษในอดีต ที่นี่ล้อมรั้วไว้ เราสามารถถ่ายรูปได้จากนอกรั้วเท่านั้น ไม่สามารถเข้าไปได้

Franklin D.Roosevelt Four Freedoms State Park

เมื่อเดินต่อมาจะพบกับ Franklin D.Roosevelt Four Freesoms State Park ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานแห่งแรกของท่าน ที่อยู่ใน New York City เปิดตั้งแต่ปี 2012 (แต่การออกแบบยังดูทันสมัยมากๆ) ออกแบบโดย Louis I. Kahn ตั้งอยู่ทางปลายใต้สุดของ Roosevelt Island

Four Freedoms ประกอบด้วย Freedom of Expression, Freedom of Speech, Freedom of worship, Freedom from want และ freedom from fear.

Four Freedoms ประกอบด้วย Freedom of Expression, Freedom of Speech, Freedom of worship, Freedom from want และ freedom from fear.
Four Freedoms ประกอบด้วย Freedom of Expression, Freedom of Speech, Freedom of worship, Freedom from want และ freedom from fear.

รูปปั้นบรอนซ์ Franklin D.Roosevelt ตั้งอยู่ที่ปลายทาง
รูปปั้นบรอนซ์ Franklin D.Roosevelt ตั้งอยู่ที่ปลายทาง
ปลายเกาะเผยให้เห็นแม่น้ำและเกาะ Manhattan สวยๆแบบนี้
ปลายเกาะเผยให้เห็นแม่น้ำวิวสวยๆแบบนี้
จากเกาะ Roosevelt Island สามารถมองเห็นป้าย Pepsi-Cola ที่ Long Island City อย่างชัดเจน
จากเกาะ Roosevelt Island สามารถมองเห็นป้าย Pepsi-Cola ที่ Long Island City อย่างชัดเจน

Cornell Tech Campus

หลังจากผมเดินไปสุดปลายสวน Freedom Park แล้วจึงเดินย้อนกลับมาเพื่อที่จะขึ้น Tram กลับไปแมนฮัตตัน แต่ก่อนกลับเลยแวะเข้าไปเดินชม Cornell Tech Campus วิทยาเขตของ Cornell สถาบันดัง ที่ตั้งอยู่ข้างๆกันกับ Cherry Walk ซึ่งเป็นกลุ่มตึกและ Park ขนาดใหญ่ วันที่อากาศดีๆ จะมีคนมานั่งเล่น นอนเล่น หรือปิคนิคกันเลยก็มี แถมยังมีจุดถ่ายรูปสวยๆกับ Queenboro Bridge อีกด้วย ตอนนี้ก็เที่ยงพอดี ก็เลยถือโอกาสไปกินข้าวเที่ยงในโรงอาหารของมหาวิทยาลัยซะเลย ขอบอกว่าอาหารที่นี่ทั้งถูกและอร่อย ผมเลือกกินพิซซ่าที่สามารถเลือกส่วนผสมของหน้าได้เองตามความชอบ และ ซื้อน้ำ และ ไอศครีม ที่มี logo ของ มหาวิทยาลัยมากินปิดท้าย แถมได้ถ่ายรูปเท่ๆเช็คอินอีกด้วย เท่มากๆขอบอก

ขากลับ เราเลือกนั่ง Tram เป็นเคเบิ้ลคาร์กลับไปที่ฝั่งแมนฮัตตัน ใช้ บัตร metro card 7 วัน ที่อยู่ในมือผ่านเข้าประตูไปได้เลย ผมเลือกจะยืนชิดกระจกด้านซ้ายเพื่อชมวิว แมนฮัตตัน ฝั่ง Downtown ซึ่งก็ไม่ผิดหวังวิวสวยมากจริงๆ แถมฟรีอีกด้วยนะครับ ^^

ทั้งหมดนี้คือส่วนเติมเต็มความฝันของผมที่ตั้งใจใส่ลงในแผนเที่ยวในทริปนิวยอร์กครั้งนี้ เกาะ Roosevelt Island ทำให้ผมมีความสุขมากจริงๆ เกาะเล็กๆแห่งนี้เงียบสงบชิลล์ ต่างกันสุดขั้วกับฝั่งแมนฮัตตัน ถ้าได้มีโอกาสกลับมาเที่ยวอเมริกา และที่ New York อีกครั้ง ผมก็จะใส่ รูสเวลท์ ไอซ์แลนด์ แห่งนี้ลงในแผนการเที่ยวอีก นี่คือหนึ่งสถานที่ที่อยากจะให้ทุกคนได้มาเยี่ยมชม แล้วทุกคนจะหลงรักเหมือนผม

 

ตามรอยเส้นทางสู่อิสรภาพของอเมริกากับ Freedom Trail ใน Boston

สิ่งที่ทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกาน่าค้นหา นอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว วัฒนธรรม สถาปัตยกรรมแล้ว หนึ่งในนั้นหนีไม่พ้นเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในอดีตที่เริ่มตั้งแต่การก่อตั้งประเทศ จนเกิดการรวมชาติที่แข็งแกร่งในปัจจุบัน

การมาเที่ยวบอสตัน ครั้งนี้จะไม่สมบูรณ์เลยถ้าขาดการเติมความรู้ด้านประวัติศาสตร์ผ่านตึกรามบ้านช่อง วิหาร และ อาคารต่างๆ โดยเรื่องราวสู่อิสรภาพของสหรัฐอเมริกาในเมืองบอสตันถูกเรียกว่า Freedom Trail

ฟรีดอมเทรล หรือ Freedom Trail ในเมือง บอสตัน นั้น ได้ถูกจัดการให้นักท่องเที่ยวอย่างเราๆนั้น เดินเที่ยวชม และศึกษาประวัติศาตร์การสร้างชาติ การปฏิวัติ การเกิดขึ้นของวีรบุรุษที่เราคุ้นชื่อ อย่างง่าย และได้ความรู้อย่างแน่นเอี๊ยดเลยทีเดียว

การเดินชมเส้นทาง Freedom Trial นั้น เมืองบอสตันได้วางอิฐบล็อคบนถนนเป็นเส้นยาวผ่านอาคารบ้านเรือน และสถานที่สำคัญๆ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงจุดสุดท้าย ดังนั้นผมรับรองว่าถ้าเดินตามเส้นที่ขีดไว้นี้ไม่มีทางหลงแน่นอน พร้อมทั้งยังเก็บได้ครบทุกสถานที่ในเส้นทาง ที่สำคัญ สถานที่ส่วนใหญ่แล้วนั้นไม่เก็บค่าเข้าชม ก็จะมีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่เก็บค่าเข้าชม เช่น the Old South Meeting House, the Old State House และ the Paul Revere House นอกนั้นไม่ต้องจ่าย หรือจะบริจาคก็ได้

ขอลงรูปตัวเองด้วยนะครับ :p เพราะในภาพมีเส้นที่พื้น เป็นเส้นทางเดิน Freedom Trail

เรามาเริ่มการเดินชมเส้นทางแห่งอิสรภาพนี้กันเลยครับ โดยจุดเริ่มจะอยู่ในส่วนย่านดาวน์ทาวน์กลางเมือง ที่ Boston Common และไปสิ้นสุดที่ Bunker Hill Monument รวมสถานที่ประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น 16 แห่ง

    1. Boston Common
    2. Massachusetts State House
    3. Park Street Church
    4. Granary Burying Ground
    5. King’s Chapel and Burying Ground
    6. Benjamin Franklin statue and former site of Boston Latin School
    7. Old Corner Bookstore
    8. Old South Meeting House
    9. Old State House
    10. Site of the Boston Massacre
    11. Faneuil Hall
    12. Paul Revere House
    13. Old North Church
    14. Copp’s Hill Burying Ground
    15. USS Constitution
    16. Bunker Hill Monument

Boston Common

สวนแห่งนี้คือสวนสาธารณะกลางเมือง ที่ครองตำแหน่งสวนสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศสหรัฐอเมริกา ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 1634 หรือเกือบจะ 400 ปีแล้ว นานมากก และอาจจะไม่ผิดถ้าคิดว่าที่นี่คือสวน Central Park ใน New York เวอร์ชั่นย่อส่วน เพราะที่นี่มีทั้งคนในเมือง และ นักท่องเที่ยว มาเดินเล่น นอนอาบแดด เล่นบอล หรือแม้แต่ประท้วง!! ใครมาถึงแล้วก็อย่าลืมไปขอข้อมูลการเที่ยวเมืองบอสตันได้ที่ศูนย์ Visitor Center นะครับ แล้วเราก็เริ่มเดินตามเส้นสีแดงตามพื้นมุ่งหน้าสู่ Beacon Hill ไปสถานที่ต่อไปกันเลย

Massachusetts State House

อาคารที่มียอดโดมสีทองเด่นมาแต่ไกล ที่นี่คืออาคารรัฐสภาของมลรัฐ Massachusetts ซึ่งเป็นออฟฟิศของผู้ว่าการรัฐ ตั้งอยู่บนเนินที่เรียกว่า Beacon Hill

Park Street Church

สร้างขึ้นในปี 1809 อยู่ตรงหัวมุมถนน Park และ Tremont ที่นี่เคยเป็นสถานที่วางแผนการเลิกทาส ของนักขบวนการเลิกทาส และเหตุการณ์ ในอดีตเป็นเหมือนสัญลักษณ์หนึ่งของเมืองบอสตัน ที่แสดงความไม่สิ้นสุดความเป็นผู้นำของเมืองบอสตันในช่วงยุคสงครามปฏิวัติ

Granary Burying Ground

สุสานเก่าแก่ข้างๆกับ Park Street Church มีศพถูกฝังตั้งแต่ยุคแรกที่คนมาตั้งรกรากที่นี่ ย้อนกลับไปเมื่อปี 1660 เลยทีเดียว ป้ายหน้าหลุมฝังศพส่วนมากสลักด้วยรูปหัวกระโหลก และปีก นิกาย พิวริตัน โดยหลุมฝังศพคนดังเช่น Paul Revere, John Hancock และ Samuel Adams

King’s Chapel

เป็นโบสถ์แรกในเมืองบอสตันที่ไม่ใช่ของนิกายพิวริตัน สถาปัตยกรรมเป็นแบบจอร์เจีย และ ประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษของบอสตัน เดิมโครงสร้างเป็นไม้ สร้างในปี 1688 และต่อมาใช้หินสร้างครอบทับอีกทีแล้วจึงรื้อโครงไม้เดิมทิ้งไป

Boston Latin School

โรงเรียนสร้างเสร็จในปี 1645 เป็น public school ที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา บุคคล 5 คนที่มีส่วนสำคัญในการประกาศอิสรภาพของอเมริกาก็เรียนที่โรงเรียนนี้ คือ Franklin, Samuel Adams, John Hancock, Robert Treat Paine และ William Hooper ที่นี่ยังมีรูปปั้นของ Benjamin Franklin เขาย้ายไป  Philadelphia ก่อนที่จะจบการศึกษา

ร้านกาแฟ Starbucks สาขาติดกับ Boston Latin School

Old Corner Book Store

อาคารนี้เป็นหนึ่งอาคารที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองบอสตันที่อยู่รอดปลอดภัยจากสงครามนานหลายปี เป็นตึกย่านธุรกิจที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา ร้านหนังสือนี้ถูกสร้างในปี 1718 เป็นศูนย์รวมสมาคมนักกวี นักเขียน ของเมืองบอสตัน อาทิ Ralph Waldo Emerson, Louisa May Alcott และ Nathaniel Hawthorne แต่ตอนนี้ไม่ใช่ร้านหนังสือแล้ว แต่กลายเป็นร้าน Chipotle

Old South Meeting House

สถานที่สำคัญที่ Samuel Adams ได้กล่าวเพื่อชวนฝูงชนให้เกิดเหตุการณ์ไปเทใบชาของอังกฤษทิ้งในอ่าวบอสตันเพื่อทำการต่อต้านภาษีใบชาที่มาจากความไม่เป็นธรรมเป็นชนวนนำไปสู่สงครามการปฏิวัติอเมริกา

Old State House

ถูกสร้างในปี 1713 เคยเป็นที่ประชุมของสมาชิกสภานิติบัญญัติเมืองบอสตัน จนกระทั่งรัฐบาลอังกฤษเข้ามาบริหาร

ตรงบริเวณลานด้านหน้า Old State House นี้ เรียกว่า The Boston Massacre ซึ่งในระหว่างการปฎิวัติมีช่วงที่มีการปะทะกันระหว่างชาวบอสตันกับกองทัพอังกฤษ ทำให้มีประชาชน 5 คนเสียชีวิตจากการถูกยิงบริเวณนี้

Faneuil Hall และ Quincy Market 

ตลาดเก่าแก่ประจำเมือง แบ่งเป็นตลาดฝั่งใต้ (South Market) ตลาดฝั่งเหนือ (North Market) และตลาดควินซี่ (Quincy) มีร้านอาหารมากมาย และยังเป็นแหล่งงานฝีมือสินค้าพื้นเมือง มีการแสดงเปิดหมวกมากมาย 

พอมาถึงตรงนี้เหล่าพลพรรคพี่ๆน้องๆที่มาด้วยกันต่างเหนื่อย และหิว เลยแวะทานอาหารในตลาดควินซี่ แล้วก็เลยตัดสินใจไปเที่ยวสถานที่อื่นในบอสตันกันต่อ เลยจบ Fredom Trail ไว้ตรงนี้ แต่ผมได้ไปหาข้อมูลมาเผื่อใครมาแล้วมีแรงเดินต่อก็ไปต่อได้เลยนะคร้าบบบ ^_^

Paul Revere House

บ้านของ Paul Revere ช่างเงินที่มีชื่อเสียงของประเทศ ที่นี่รวบรวมคอลเลคชั่นเครื่องประดับของเขาไว้ให้ได้ชมกัน ส่วนตัวบ้านนั้นเป็นสไตล์อเมริกันยุดบุกเบิก

By gocity.com

Old North Church

ด้านหน้าของ Old North Church เป็นส่วนของลานกว้างเป็นที่ตั้งของรูปปั้น Paul Revere ที่กำลังขี่ม้านเตือนชาวเมืองให้ระวังภัยจากกลุ่มติดอาวุธ

ถึงแม้ว่าจะไม่รู้ถึงประวัติศาสตร์ของที่นี่ แต่ก็ยังควรค่าแก่การไปเยี่ยมชม เพราะที่นีคือ โบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดในบอสตันที่ยังเหลือรอดมาถึงวันนี้

By Adavyd (Own work) [CC BY-SA 3.0], via Wikimedia Commons

Copp’s Hill Burial Ground

ที่นี่เป็นเนินสูง สามารถมองไปเห็นวิวส่วน North End และ แม่น้ำบอสตันได้ คุ้มค่าแก่การปีนขึ้นมา ซึ่งสุสานนี้เก่าแก่เป็นอันดับที่สองรองลงมาจาก King’s Chapel

By Jan Miller (Own work) [CC BY-SA 3.0], via Wikimedia Commons

U.S.S. Constitution

เมื่อเดินข้ามสะพาน Charlestown Bridge มาถึงที่จอดเรือ ที่นี่สร้างในปี 1797 และมีเรือรบเรือทหารสัญญาบัตรที่เก่าแก่ที่สุดในโลกโชว์อยู่ และมีพิพิธภัณฑ์ U.S.S. Constitution Museum ให้เข้าชมด้วย 

By (U.S. Navy photo by Seaman Matthew R. Fairchild/Released) 140704-N-OG138-866 (https://www.flickr.com/photos/usnavy/14595957594/) [Public domain], via Wikimedia Commons

Bunker Hill Monument

หลังจากไต่ถนนแคบๆอย่าง Charlestown ขึ้นมาถึงด้านบนก็จะพบกับอนุสรณ์สถานแก่การต่อสู้ที่ Bunker Hill เป็นเสาโอเบลิสก์สูงตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า พอมาถึงที่นี่ก็ถือว่าสิ้นสุดเส้นทาง Freedom Trail ของเมืองบอสตันแล้ว

Image Credit: Brandon Turner

หลังจากเดินจนชมจนครบทุกสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของบอสตันบนเส้นทาง Freedom Trail แล้ว หลายคนอาจจะเหนื่อย แต่ผมว่ามันคุ้มค่ากับความเหนื่อยเหล่านั้น เพราะเราจะได้เติมเต็มความรู้ ความเข้าใจของประวิศาสตร์อเมริกา เพื่อเราจะได้ไปเที่ยวต่อในสถานที่ต่างๆได้อย่างเข้าใจมากขึ้น ก็จะทำให้เที่ยวได้สนุกขึ้นอีกด้วย

แผนที่ เดิน เที่ยว Boston Freedom Trail
แผนที่ เดิน เที่ยว Boston Freedom Trail

ลุยทุ่งลาเวนเดอร์ 3สวน ฟุระโนะ-บิเอะ แบบคัดแล้วเน้นๆ ไปเองด้วยรถไฟง่ายๆ #Furano #Biei #Hokkaido

ใครไปฮอกไกโด ฤดูร้อนแบบนี้ คนที่รักดอกไม้หลากสี โดยเฉพาะคนที่รักดอกลาเวนเดอร์จะต้องฟิน!!! วันนี้ผมได้รวบรวม 3 สวน ที่สามารถไปเดินเล่นในทุ่งลาเวนเดอร์ โดยเดินทางด้วยรถไฟจากเมืองซับโปโร แบบง่ายมากๆ และ 3 สวนนี้ ถือว่าไปแล้ว ครบ คุ้ม เน้น จริงๆ

1. Tomita Farm
ฟาร์มลาเวนเดอร์ที่ใครๆ ต้องรู้จัก กันดาวเด่นแห่งฟูราโนะ “ฟาร์มโทมิตะ” โดดเด่นกับทุ่ง 7 สี “อิโรโดริ” 
2. Shikisai no Oka
ฟาร์มชิกิไซ โนะ โอกะ มาพร้อมด้วยดอกไม้กว่า 30 ชนิด ปลูกสลับกับไป
3. Nakafurano Lavender EN 
ลานสกีฟุราโนะ ถูกเปลี่ยนไปเแปลงดอกลาเวนดอร์ เปลี่ยนเนินเขาโฮคุเซให้กลายเป็นสีม่วงสวย ขึ้นลิฟท์ไปด้านบนสุดเพื่อชมวิวสวบสุดฟิน

Tomita Farm

ฟาร์มลาเวนเดอร์ที่ถือว่าเป็นพระเอกของฟูราโนะ “ฟาร์มโทมิตะ” โดดเด่นกับทุ่ง 7 สี “อิโรโดริ” นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมต่างๆ ให้ได้เพลิดเพลินกับกิจกรรมลาเวนเดอร์ด้วย อาทิ สาธิตการทำน้ำมันหอมระเหย กิจกรรมเวิร์คช็อปต่างๆ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และ ห้ามพลาดกับไอศกรีมลาเวนเดอร์แสนอร่อยของที่นี่ พร้อมชิมเมล่อนหอมหวาน กินไปชมดอกไม้ไป ไม่มีอะไรที่แฮปปี้กว่านี้อีกแล้ว!!

การเดินทาง
ด้วยรถไฟสายพิเศษ ฟุระโนะ บิเอ โนรกโกะ (Furano Biei Norokko Train) จากสถานี Sapporo โดยสารรถไฟ LTD. EXP LILAC ไปลงที่สถานี Asahikawa ใช้เวลา 85 นาที แล้วค่อยต่อรถไฟ Furano Biei Norokko Train ที่นั่น เพื่อมาลงหน้าฟาร์ม Tomita เลย
หรือจะนั่งยาวๆมาจาก Sapporo โดยนั่ง JR ลง Naka-furano เดินต่อ 25 นาที

ที่อยู่ : Kisen Kita 15-go, Nakafurano-cho, Sorachi-gun
โทร : +81-167-39-3939
Web : http://www.farm-tomita.co.jp/en/

Nakafurano Lavender EN

ลานสกีฟุราโนะในฤดูหนาวที่หิมะปกคลุม หลังจากหิมะละลายที่เนินเขานี้จะถูกเปลี่ยนไปแปลงดอกลาเวนดอร์ กลายเป็นสีม่วงสโลปจากบนถด้านล่าง ที่นี่อยู่ใกล้กับสถานี JR Naka-Furano ใครไปที่ Tomita Farm มาแล้ว ก่อนจะขึ้นรถไฟกลับ ก็แวะมาฟินต่อได้อีกหนึ่งที่ แต่ที่นี่จะสวยต่างจากที่นั่นเพราะวิวมุมสูง ให้ขึ้นกระเช้านั่งห้อยขาขึ้นไปด้านบนสุดเพื่อชมความงามของเมืองอย่างสุดลูกหูลูกตา วันไหนที่อากาศดีสามารถเห็นไปถึงเทือกเขาโทคาจิดาเกะได้

การเดินทาง
โดยรถไฟง่ายมากกก จากสถานร JR Nakafurano เดินผ่านเมืองที่เงียบสงบ เพียง 10 นาทีเท่านั้น

ที่อยู่ : Nakafurano, Miyamachi 1-41
โทร : +81-167-44-2123

Shikisai no Oka

ที่สุดของฟาร์มดอกไม้ของเมืองบิเอ Biei กับฟาร์มชิกิไซ โนะ โอกะ มาพร้อมด้วยดอกไม้กว่า 30 ชนิด ปลูกสลับกับไปยาวนานถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วง ใกล้ๆยังมีฟาร์มอัลปาก้าน่ารักๆให้ถ่ายรูป ด้านหน้ามีแลนด์มาร์กซึ่งนำม้วนฟางมาทำเป็นตุ๊กตาตัวใหญ่ ที่นี่แนะนำให้ชิมซอฟท์ครีมลาเวเดอร์ ที่ก่อนจะกินก็สามารถถ่ายรูปลง IG สวยๆก่อนก็ได้ แต่ขอเตือนว่าลมแรงทำให้ละลายเร็มมากๆ 55+ การชมสวนดอกไม้นั้น ใครแรงดีก็เดินชมตามเนินเขา สู่ อีกเนินเขาได้ ส่วนใครอยากชิลล์ ก็สามารถนั่งรถพ่วงอีแต๋นไปลงตามจุดต่างๆก็ได้ ในอาคารที่พักนั้น มีร้านอาหาร มุมขายผัก และของฝากมากมายจากเมืองบิเอให้เราได้เลือกซื้อเลือกชมกัน

การเดินทาง
ด้วยรถไฟ 15 นาที เดินทางมาลงสถานี Bibaushi แล้วต่อ Taxi ประมาณ 1200¥
ส่วนผมเดินไป ชมทุ่งหญา ทุ่งข้าวบาเลย์ไป ประมาณ 2 กม. ใช้เวลาเดินประมาณ 20 นาที อากาศไม่ร้อน เดินชิลล์ๆ

ที่อยู่ : Biei, Shinsei dai 3
โทร : +81-166-95-2758
Web : http://www.shikisainooka.jp/english/index.html

Floaters Homemade Ice cream ร้านไอศครีมโฮมเมด ซอยอารีย์ อร่อย คุณภาพแน่น

เมื่อเราเดินเล่นแบบไม่มีแผน เรามักจะเจอร้านที่คาดไม่ถึงเสมอ วันนี้ก็เช่นกัน ผมเดินชิลล์แบบไม่มีแผนว่าจะเข้าคาเฟ่ร้านไหนเป็นพิเศษ บริเวณแถวๆปากซอยอารีย์ แต่ในใจก็นึกแหละว่าจะไปร้านนี้ดีมั้ยน้าาา แต่พอไปถึงหน้าร้านกลับเปลี่ยนใจ จนกระทั่งกำลังจะเดินทางกลับโดย BTS ได้บังเอิญหลงเข้าไปในซอกเล็กๆ ที่มีภาพกราฟิตี้ถูกเพ้นท์ไว้ เมื่อเดินเข้ามาสู่ลานกว้างหลังอาคารพาณิชย์ที่ถูกรีโนเมทใหม่ในชื่อ “สนั่นนภา” เวิ้งนี้ถูกปรับปรุงเป็นร้านอาหาร คาเฟ่เล็ก ที่ปกคลุมด้วยไม้เลื้อยเต็มลาน

ผมได้ค้นพบกับบูธไอศครีมโฮมเมดที่เห็นเครื่องปั่นไอศครีมมาแต่ไกล ซึ่งเป็นเครื่องการันตีได้ว่าโฮมเมดแท้ๆแน่นอน ร้านมีชื่อว่า “Floaters Homemade Ice cream” วันนี้มีไอศครีมอยู่ด้วยกัน 6 รสชาติ จากปกติ 9รสด้วยกัน แต่เนื่องจากเจ้าของทำไม่ทันเลยมีเท่านี้ นี่คืออีกหนึ่งความโฮมเมด การผลิดทีละน้อยๆ แต่มีคุณภาพ พร้อมความใส่ใจของเจ้าของร้าน

"Floasters Homemade Ice cream"
“Floaters Homemade Ice cream” บูธเล็กๆ ที่ผลิตไอศครีมโฮมเมดที่นี่ในทุกเช้า

ไอศครีม 6 รส วันนี้มี Dark Chocolate , Hojicha, Macadamia, Malt Wafer, Peach Sherbet และ Strawberry Yoghurt โดยผมได้ลองกิน 4 รส อร่อยทุกรส และ รับรู้ได้ถึงคุณภาพของวัตถุดิบจริงๆ นอกจากนี้ยังมีรสชาติที่ไม่ได้ทำขายวันนี้คือ Ume Cranberry, Banoffee อีกอันจำไม่ได้จริงๆ 55+ น่าจะเป็น Green Tea มั้ง

วันนี้มี Dark Chocolate , Hojicha, Macadamia, Malt Wafer, Peach Sherbet และ Strawberry Yoghurt
วันนี้มี Dark Chocolate , Hojicha, Macadamia, Malt Wafer, Peach Sherbet และ Strawberry Yoghurt

นอกจากรสชาติไอศครีมที่อร่อยแล้ว ยังมีราคาที่ไม่สูงมากด้วย เพราะเจ้าของร้านอยากให้ทุกคนได้เข้าถึงความอร่อยได้ทุกคน โดย สกู๊ปใหญ่ 59 บาท แต่ถ้าอยากกิน 2 รส มีให้เลือกแบบ 2 สกู๊ปเล็ก 89 บาท เท่านั้น

วันนี้มี Dark Chocolate , Hojicha, Macadamia, Malt Wafer, Peach Sherbet และ Strawberry Yoghurt
วันนี้มี Dark Chocolate , Hojicha, Macadamia, Malt Wafer, Peach Sherbet และ Strawberry Yoghurt

ไม่ว่าจะสภาพอากาศแบบไหน ผมเชื่อว่าการได้กินไอศครีมรสชาติโปรดนั้นจะฟินมาก แถมเป็นไอศครีมที่อร่อยๆด้วยแล้วมันคือสวรรค์ของแท้ ใครได้ไปแถวซอยอารีย์ ก็สามารถแวะไปทักทายกับเจ้าของร้าน และเลือกชิมไอศครีมโฮมเมดรสชาติจัดเต็มได้นะครับ

ที่ตั้ง “Floaters Homemade Ice cream”

โครงการสนั่นนภา
ปากซอยพหลโยธิน 7 (ซอยอารีย์) ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม.

การเดินโดยรถไฟฟ้า BTS ลงที่สถานีอารีย์ เดินเข้าซอยอารีย์ จากปากซอยเล็กน้อย ซอกเล็กๆจะอยู่ด้านซ้ายมือ

Dark Chocolate
ไอศครีมรส Dark Chocolate
ไอศครีมรส Dark Chocolate
ไอศครีมรส Dark Chocolate
เจ้าของร้าน ผลิตเอง ขายเอง
เจ้าของร้าน ผลิตเอง ขายเอง
ไอศครีมรส Hojicha
ไอศครีมรส Hojicha
ไอศครีมรส Macadamia
ไอศครีมรส Macadamia
ไอศครีมรส Macadamia
ไอศครีมรส Macadamia
ไอศครีมรส Peach ที่ผลิตจากพีชจริงๆ
ไอศครีมรส Peach ที่ผลิตจากพีชจริงๆ

 

8 สิ่งมหัศจรรย์แห่ง มัลดีฟส์ ณ จุดดำน้ำ 8 จุดสุดพิเศษ

เตรียมตัวสัมผัสประสบการณ์ 8 สิ่งมหัศจรรย์แห่งมัลดีฟส์

ออกสำรวจโลกใต้ทะเลของมัลดีฟส์ ณ จุดดำน้ำ 8 จุด ภายในโครงการ “ครอสโร้ดส์”
จุดหมายปลายทางสำหรับการพักผ่อนและสันทนาการครบวงจรแห่งแรกในมัลดีฟส์

เอ็มบูดู แคนยอน (Emboodhoo Canyon) หนึ่งจุดดำน้ำ 8 จุดสุดพิเศษ ที่รอให้นักดำน้ำมาค้นพบที่โครงการ “ครอสโร้ดส์” มัลดีฟส์
เอ็มบูดู แคนยอน (Emboodhoo Canyon) หนึ่งจุดดำน้ำ 8 จุดสุดพิเศษ ที่รอให้นักดำน้ำมาค้นพบที่โครงการ “ครอสโร้ดส์” มัลดีฟส์

18 กรกฎาคม 2562 – สิงห์ เอสเตท (Singha Estate) นับถอยหลังเปิดตัวโครงการ “ครอสโร้ดส์” (CROSSROADS) จุดหมายปลายทางแห่งการพักผ่อนแบบครบวงจรแห่งแรกในมัลดีฟส์ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ โดยตัวโครงการตั้งอยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติเวลานาเพียง 15 นาทีโดยสปีดโบ๊ท และอยู่ในระยะที่มองเห็นได้จากเมืองหลวงมาเล่ของสาธารณรัฐมัลดีฟส์ พร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ให้แก่ผู้มาเยือนหลากหลายกลุ่ม โดยหนึ่งในกิจกรรมที่โครงการครอสโร้ดส์เตรียมไว้ให้ผู้มาเยือนก็คือกิจกรรมดำน้ำ ณ จุดดำน้ำ 8 จุดสุดพิเศษ หรือ 8 สิ่งมหัศจรรย์ในมัลดีฟส์ พร้อมเปิดโอกาสให้แขกผู้มาเยือนได้สัมผัสความงดงาม พร้อมเรียนรู้วิธีการอนุรักษ์ทรัพยากรและความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติของโลกใต้ทะเลของมัลดีฟส์ในเวลาเดียวกัน

  1. สำรวจแนวปะการังน้ำตื้นที่คอรัล วิลเลจ (Coral Village)

คอรัล วิลเลจ (Coral Village) เป็นจุดอนุรักษ์ปะการัง ขนาด 64,000 ตารางเมตร เป็นพื้นที่สงวนไว้เพื่อดูแลรักษาระบบนิเวศแนวปะการัง และเป็นจุดฟื้นฟูปะการังในธรรมชาติที่ได้จากการอนุบาลในห้องแล็บของศูนย์เรียนรู้ทางทะเล (Marine Discovery Centre: MDC) เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางระบบนิเวศ โดยเปิดเป็นพื้นที่สำหรับศึกษาค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของปะการังให้กับกลุ่มนักอนุรักษ์ โดยนักท่องเที่ยวผู้มาเยือนสามารถดำน้ำเยี่ยมชมได้ในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งก็ยังสามารถเพลิดเพลินไปกับความงามของแนวปะการังตามธรรมชาติของโลกใต้น้ำแห่งท้องทะเลมัลดีฟส์

 

  1. เยี่ยมชมประติมากรรมทูน่าใต้ทะเล (Tuna Sculptures) พร้อมเรียนรู้ทักษะการดำน้ำ

บนพื้นทรายใต้ทะเลที่ความลึกเพียง 6 เมตร ระหว่างโรงแรมซาย ลากูน มัลดีฟส์ (SAii Lagoon Maldives) และโรงแรมฮาร์ด ร็อค โฮเทล มัลดีฟส์ (Hard Rock Hotel Maldives) เป็นที่ตั้งของประติมากรรมทูน่า ซึ่งเป็นประติมากรรมใต้ทะเลแห่งเดียวของมัลดีฟส์  อีกทั้งเป็นจุดดำน้ำที่ปลอดภัยสำหรับผู้ฝึกดำน้ำทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่กำลังเริ่มต้นหรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ โดยเน้นการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถดำน้ำได้โดยไม่รบกวนระบบนิเวศทางทะเล ในบริเวณนี้นักดำน้ำจะได้พบกับสัตว์ทะเลหลากหลายสายพันธุ์ อาทิ ฝูงปลาการ์ตูนมัลดีฟส์ (Maldivian clownfishes) ที่อาศัยอยู่กับดอกไม้ทะเล เป็นต้น

  1. สนุกกับการดำน้ำตื้นตามแนวปะการังที่คอรัล การ์เดน (Coral Garden)

แนวอนุบาลปะการังน้ำตื้นที่วางตัวรายล้อมอยู่รอบวิลล่าเหนือน้ำ (Water Villa) ในพื้นที่ของโรงแรมซาย ลากูน มัลดีฟส์ (SAii Lagoon Maldives) และโรงแรมฮาร์ด ร็อค โฮเทล มัลดีฟส์ (Hard Rock Hotel Maldives) นอกจากจะเป็นพื้นที่ๆมีไว้สำหรับการขยายพันธุ์ปะการังแล้ว ยังเป็นพื้นที่ที่เหมาะสำหรับการดำน้ำตื้น (Snokeling) เพื่อชมแนวปะการังอีกด้วย โดยนักดำน้ำจะได้พบกับหมู่ปลาสีสันสดใสและสัตว์น้ำอีกหลายสายพันธุ์

  1. ทักทายฝูงโลมาที่จุดชมพระอาทิตย์ตก (Sunset Point)

จุดชมพระอาทิตย์ตก (Sunset Point) นั้น นอกจากจะเป็นแนวปะการังน้ำตื้นซึ่งเป็นที่อยู่ของสัตว์น้ำหลากหลายสายพันธุ์แล้ว ยังเป็นที่ๆผู้มาเยือนสามารถดื่มด่ำกับช่วงเวลายามพระอาทิตย์ตกได้อย่างเพลิดเพลินอีกด้วย และถ้าโชดดี ผู้มาเยือนอาจจะมีโอกาสทักทายฝูงโลมาที่ว่ายน้ำแวะเวียนอยู่ที่ด้านนอกแนวน้ำลึกใกล้กับโครงการ

 

  1. เสริมความรู้ด้านปะการังที่คอรัล แพทช์ (Coral Patch)

ไม่ไกลจากเดอะ มารีน่า แอท ครอสโรดส์ (The Marina at CROSSROADS Maldives) เป็นที่ตั้งของคอรัล แพทช์ (Coral Patch) พื้นที่สำหรับติดตามการเจริญเติบโตของปะการัง โดยเจ้าหน้าที่ Marine Biologist ของโครงการ โดยจุดนี้เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศแนวปะการังอย่างจริงจัง ซึ่งลักษณะพิเศษของปะการังในบริเวณนี้คือมีการเจริญเติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็วคล้ายคลึงกับปะการังในบางจุดของประเทศไทย

  1. ศึกษาแหล่งพ่อแม่พันธุ์ปะการัง (Coral Recruit Site)

แหล่งพ่อแม่พันธุ์ปะการัง (Coral Recruit Site) คือจุดดำน้ำที่สงวนไว้ให้เฉพาะสำหรับนักชีววิทยาและนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลเท่านั้น โดยเปิดโอกาสให้พวกเขาสำรวจแนวปะการังที่ผ่านพ้นเหตุการณ์ปะการังฟอกขาว (Coral Bleaching) ครั้งใหญ่ โดยปะการังเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นแหล่งพ่อแม่พันธุ์ปะการังตามธรรมชาติ หากปะการังเหล่านี้มีการแตกหัก ทีมนักชีววิทยาทางทะเลของศูนย์เรียนรู้ทางทะเล จะเคลื่อนย้ายปะการังเหล่านี้ให้ไปอยู่ในความดูแลของ Marine Discovery Centre เพื่อขยายพันธ์และนำสู่แหล่งอนุบาลปะการังต่อไป

  1. สัมผัสกับโลกใต้น้ำอันน่าประทับใจ ณ แนวปะการังเฮลมุธ รีฟ (Helmuth Reef)

แนวปะการังเฮลมุธ รีฟ (Helmuth Reef) เป็นจุดดำน้ำที่มีลักษณะเฉพาะตัวของมัลดีฟส์ คือเป็นหน้าผาที่มีความชันและลึกจนสุดสายตาเหมาะสำหรับการดำน้ำลึก (Scuba Diving) ซึ่งนักดำน้ำจะได้ตื่นตาตื่นใจไปกับการสำรวจแนวปะการังหลายรูปแบบ ทั้งแนวปะการังน้ำลึก แนวปะการังน้ำตื้น และสันขอบแนวปะการัง พร้อมทั้งสัมผัสกับความสวยงามของโลกใต้ทะเลในระหว่างที่แหวกว่ายอยู่ท่ามกลางเหล่าฝูงปลาในแนวปะการังหลากหลายชนิด อาทิ ปลาทองทะเล (Orange Basslet) ปลาวัวตัวตลก (Clown triggerfish) และถ้าโชคดีอาจจะได้เจอกับ ฝูงปลาโอแถบ (Skipjack tuna) และฝูงปลากระเบนปีศาจ (Devil ray) อีกด้วย

 

  1. สำรวจเอ็มบูดู แคนยอน (Emboodhoo Canyon)

เอ็มบูดู แคนยอน (Emboodhoo Canyon) เป็นอีกหนึ่งบริเวณเหมาะสำหรับการดำน้ำลึกเช่นเดียวกัน ที่ความลึก 18 เมตร ท่านจะได้ตื่นตาไปกับหุบผาชันใต้น้ำ นับเป็นขุมทรัพย์แห่งประสบการณ์ใหม่ๆ ที่รอให้นักดำน้ำมาค้นพบ อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่นักดำน้ำสามารถเจอกับสัตว์น้ำหายาก อาทิ ฉลามครีบขาว (Whitetip reef shark) กระเบนธง (Stingray) และปลานโปเลียน (Humphead wrasse)

ไม่ว่าจะเป็นนักดำน้ำที่ตั้งใจมามัลดีฟส์เพื่อมาสำรวจความงดงามของโลกใต้ทะเล หรือเป็นผู้เริ่มต้นดำน้ำที่กำลังสนใจอยากจะเปิดโลกทัศน์ใหม่ รับรองว่าครอสโร้ดส์ และ 8 สิ่งมหัศจรรย์แห่งมัลดีฟส์จะสามารถนำเสนอประสบการณ์ใหม่ๆให้แก่ผู้มาเยือนทุกท่านได้อย่างแน่นอน แค่เตรียมอุปกรณ์ดำน้ำให้พร้อม แล้วไปกันเลย!

เกี่ยวกับโครงการ ครอสโร้ดส์ (CROSSROADS)

การพัฒนาโครงการ ครอสโร้ดส์ คือ การสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ในมัลดีฟส์ ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการพักผ่อนหย่อนใจและสันทนาการที่ครบวงจรแห่งแรก เพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวจากทั่วทุกมุมโลก ตัวโครงการได้รับแรงบันดาลใจมาจากการผสานวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกบนเส้นทางการเดินเรือผ่านเส้นทางสายไหมทางทะเลในสมัยโบราณ ตั้งอยู่บนหมู่เกาะที่มีความยาว 7 กิโลเมตร และใช้เวลาเดินทางโดยเรือเร็วเพียง 15 นาทีจากสนามบินนานาชาติเวลานา นับเป็นการมอบประสบการณ์อันแตกต่างให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ที่พำนักอาศัยในเมืองหลวงแห่งนี้ โดยในโครงการประกอบด้วย ท่าเทียบเรือยอชท์สุดหรู 30 ท่า โรงแรมที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ รวมไปถึงการนำเสนอความบันเทิงหลากหลายรูปแบบอย่างลงตัวไม่ว่าจะเป็น บีชคลับระดับลักชัวรี  ร้านค้าและร้านอาหารชั้นเลิศ นอกจากนี้ยังมีศูนย์วัฒนธรรมมัลดีฟส์ที่จะส่งเสริมคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน และงานฝีมือท้องถิ่นของชาวมัลดีฟส์ รวมถึงศูนย์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลที่ช่วยส่งเสริมการอนุรักษ์และรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศทางทะเลของมัลดีฟส์ ให้ ครอสโร้ดส์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบยั่งยืนอย่างแท้จริง

โรงงานช็อคโกแล็ต Shiroi Koibito Park สวยดั่งเทพนิยาย แห่งเมืองซัปโปโร #TEDRJapan #Sapporo #Hokkaido #ShiroiKoibitoPark

Shiroi Koibito Park เป็นแหล่งท่องเที่ยวธีมพาร์ค ในเมืองซัปโปโร ที่ประกอบด้วยหลายส่วนให้ได้เยี่ยมชม อย่าง “Ishiya Chocolate Factory” ที่เป็นโรงงานผลิตช็อกโกแลตอันเลื่องชื่ออย่าง Shiroi Koibito Cookie ของฝากยอดนิยม ของเกาะฮอกไกโด ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงโรงงานผลิตช็อคโกแล็ตเท่านั้น และยังเปิดให้นักท่องเที่ยวอย่างเราได้เข้าชมวิธีการผลิตแบบเห็นกระบวนการอย่างชัดเจน รวมทั้งมีพิพิธภัณฑ์ของสะสมล้ำค่าให้ได้เดินดูเพลินๆอีกด้วย

ี่ขาดไม่ได้รอบบริเวณของโรงงานยังมีสวนกว้าง ที่ในฤดูร้อน ต้นไม้ ดอกไม้ จะบานอวดสีสันสวยงามมากๆ ไฮไลท์เด็ดของสวนหนีไม่พ้นหอนาฬิกาที่ไม่ใช่หอนาฬิกาธรรมดา เนื่องจากทุกชั่วโมง จะมีโชว์ตุ๊กตาเต้นระบำ ทั้งบนหอ และรอบบริเวณสวน แบบสัมพันธ์กัน น่ารักมากๆ โดยโชว์จะใช้เวลา 10 นาที ใครไปเที่ยวห้ามพลาดชมเด็ดขาด

เดินดูรอบๆแล้วก็ถึงเวลาหาของอร่อยๆทานกัน ที่นี่มีคาเฟ่ขนาดใหญ่ Chocolate Lounge Oxford ที่ขายขนมหวาน กาแฟ และ ช็อคโกแล็ต หลากหลายเมนู ส่วนผมเลือกชิม White Roll Cake เค้กเนื้อนุ่มฟูที่สอดไส้ไวท์ช็อคโกแล็ต เสิร์ฟพร้อมผลไม้สดๆ และเมื่อมาโรงงานช็อคโกแล็ตทั้งที ไม่พลาดสั่งเครื่องดื่มช็อคโกแล็ตร้อนๆ มาดื่มคู่กัน ฟินสุดๆเลย

และสุดท้ายที่นี่ยังเป็นสนามฝึกซ้อมของทีมฟุตบอล Consadole Sapporo ที่ เมสซี่เจ ชนาธิป สรงกระสินธ์ นักฟุตบอลทีมชาติไทย สังกัดอยู่ด้วย ถ้าบังเอิญทีมมาซ้อมก็แวะไปให้กำลังใจหนุ่มเจกันได้อีกด้วย

Shiroikoibito Park

เวลา : 9.00-18.00 ซื้อตั๋วเข้าชมได้ถึง 17.00 น.
โทร: +81-11-666-1481
ที่อยู่: Miyanosawa 2-jo 2-chome, Nishi-ku, Sapporo
เวบไซต์: http://www.shiroikoibitopark.jp/english/
Subway Miyanosawa เดินต่อ 7 นาที

บริเวณสวน

ส่วนของพิพิธภัณฑ์ และ โรงงานช็อคโกแล็ต

คาเฟ่ Chocolate Lounge-Oxford

ของฝาก