ครั้งแรกของเอเชีย! บานาฮิลล์ ทุ่มทุนสร้างมหาปรากฏการณ์ ทิ วลิป 36 สายพันธุ์ 1 ล้านดอก ปกคลุมยอดเขาดานังนาน 2 เดือน


แผนเที่ยวเซี่ยงไฮ้ฉบับสมบูรณ์ ที่รวมทุกไฮไลท์เด็ดตั้งแต่ย่านหรู สถาปัตยกรรมสุดอาร์ต คาเฟ่ระดับโลก ไปจนถึงดินแดนแห่งเวทมนตร์อย่างดิสนีย์แลนด์ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง
เดินทางถึงสนามบินเซี่ยงไฮ้ผู่ตง (PVG) นั่งรถไฟ Maglev เข้าเมือง เช็คอินที่พักย่าน People’s Square หรือ Jing’an จากนั้นเริ่มต้นทริปที่ เดอะบันด์ (The Bund) เดินชมสถาปัตยกรรมคลาสสิกริมแม่น้ำหวงผู่ จุดถ่ายรูปมหาชนที่ต้องมา
ข้ามไปฝั่ง ผู่ตง (Pudong) ขึ้นไปชมวิวมหานครเซี่ยงไฮ้บน เซี่ยงไฮ้ทาวเวอร์ (Shanghai Tower) หรือ หอไข่มุกตะวันออก (Oriental Pearl Tower) เพื่อเก็บภาพเส้นขอบฟ้าที่น่าตื่นตาตื่นใจ
ดินเนอร์สุดหรูพร้อมวิวหลักล้าน หรือเลือกลิ้มลองอาหารจีนโมเดิร์นที่ร้าน Hakkasan Shanghai บน The Bund ที่ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติและบรรยากาศ
ย้อนเวลาไปกับ สวนอี้หยวน (Yu Garden) และตลาดพื้นเมือง Yuyuan Bazaar ที่อยู่ติดกัน ที่นี่ไม่ได้มีแค่เสี่ยวหลงเปาเจ้าดัง แต่ยังมีร้านขายของที่ระลึกและสตรีทฟู้ดให้ลองชิมมากมาย
เข้าสู่ย่านฮิปสเตอร์ เทียนจื่อฝาง (Tianzifang) ตรอกซอกซอยที่เต็มไปด้วยร้านค้าดีไซน์เก๋ แกลเลอรีศิลปะ คาเฟ่ และบาร์ลับๆ เป็นแหล่งรวมวัยรุ่นและชาวต่างชาติ
เดินทางต่อไปยัง ซินเทียนตี้ (Xintiandi) ย่านที่ผสมผสานอาคารอิฐแดงแบบโบราณเข้ากับร้านค้าแบรนด์เนมและร้านอาหารหรู บรรยากาศช่วงค่ำคืนคึกคักและมีสไตล์
มีร้านอาหารนานาชาติให้เลือกมากมายในย่านซินเทียนตี้ หรือจะลอง Din Tai Fung (鼎泰豐) สาขา Xintiandi เพื่อลิ้มรสเสี่ยวหลงเปาระดับมิชลิน
เตรียมพลังให้พร้อมแล้วไปสนุกกันทั้งวันที่ เซี่ยงไฮ้ดิสนีย์แลนด์ (Shanghai Disneyland)! ที่นี่เป็นดิสนีย์แลนด์ที่ใหม่และใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดดเด่นด้วยโซนพิเศษอย่าง Zootopia และเครื่องเล่นสุดล้ำอย่าง TRON Lightcycle Power Run แนะนำให้ซื้อตั๋วล่วงหน้าและดาวน์โหลดแอปของดิสนีย์เพื่อวางแผนการเที่ยว
สำรวจ ย่านสัมปทานฝรั่งเศส (Former French Concession) เริ่มจาก ถนนอู่คัง (Wukang Road) ที่มี ตึก Wukang Mansion รูปทรงเรือเป็นแลนด์มาร์ค เดินต่อไปยัง ถนนอันฝู (Anfu Road) และ ถนน Fuxing สองข้างทางร่มรื่น มีร้านบูติกเก๋ๆ และคาเฟ่สวยๆ มากมาย
เดินทางไปชม Tian An 1000 Trees แลนด์มาร์คและศูนย์การค้าแห่งใหม่ที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมสุดล้ำ ราวกับภูเขาที่ปกคลุมด้วยต้นไม้นับพันต้น ที่นี่เป็นจุดถ่ายรูปที่สวยงามแปลกตามาก จากนั้นเดินต่อไปยัง M50 Creative Park ที่อยู่ไม่ไกลกัน เพื่อเสพงานศิลป์ในแกลเลอรีและสตูดิโอของศิลปินร่วมสมัย
กลับมาที่ ถนนหนานจิงตะวันออก (Nanjing Road East) เพื่อสัมผัสบรรยากาศยามค่ำคืน ที่นี่เป็นถนนคนเดินที่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้าใหญ่ ร้าน POPMART สาขาใหญ่ที่สุด และแสงสีที่ไม่เคยหลับใหล
วันสุดท้ายของการเดินทาง มุ่งหน้าสู่ ถนนหนานจิงตะวันตก (West Nanjing Road) ย่านช้อปปิ้งที่หรูหราที่สุดของเซี่ยงไฮ้
เดินทางไปยังสนามบินผู่ตง (PVG) เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทย พร้อมความทรงจำดีๆ และของฝากเต็มกระเป๋า
TravelEatDrinkReview – มหานครเซี่ยงไฮ้เปรียบดั่งมังกรหลากสีที่ขดตัวอยู่ริมฝั่งแปซิฟิก เกล็ดหนึ่งของมันสะท้อนภาพอดีตอันรุ่งโรจน์ของ “ปารีสแห่งตะวันออก” ในขณะที่อีกเกล็ดหนึ่งส่องประกายแสงนีออนเจิดจ้าของโลกอนาคต การเดินทาง 5 วัน 4 คืนในนครแห่งนี้ จึงไม่ใช่เป็นเพียงการย้ายจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่คือการเดินทางข้ามผ่านพรมแดนแห่งกาลเวลา ที่ซึ่งประวัติศาสตร์และจินตนาการไหลรวมกันเป็นหนึ่งเดียว

อรุณรุ่งแห่งการเดินทาง: สองฟากฝั่งแม่น้ำหวงผู่
วันแรกของเราเริ่มต้นขึ้นด้วยเสียงหวีดแหลมของรถไฟแม็กเลฟ ที่ทะยานจากสนามบินผู่ตงเข้าสู่ใจกลางเมืองด้วยความเร็วราวกับลูกธนู มันคือปฐมบทที่ประกาศให้เรารู้ว่า เราได้ก้าวเข้ามาสู่เมืองที่ทุกสิ่งเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
เมื่อฝากสัมภาระไว้กับที่พัก เรามุ่งหน้าสู่ เดอะบันด์ (The Bund) เส้นเลือดใหญ่ในประวัติศาสตร์ของเซี่ยงไฮ้ ณ ริมฝั่งแม่น้ำหวงผู่แห่งนี้ มรดกทางสถาปัตยกรรมจากยุคสัมปทานตะวันตกตั้งตระหง่านเรียงรายราวกับทหารยามผู้ภักดี อาคารหินสไตล์นีโอคลาสสิกและอาร์ตเดโคเหล่านี้เคยเป็นที่ตั้งของธนาคารและสโมสรที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเอเชีย ลมที่พัดผ่านช่องว่างระหว่างตึกราวกับจะกระซิบเล่าเรื่องราวความมั่งคั่งและความวุ่นวายในวันวาน

แต่เพียงแค่หันกายข้ามแม่น้ำ โลกอีกใบหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ย่านผู่ตง (Pudong) คือภาพสะท้อนของความทะเยอทะยานแห่งเซี่ยงไฮ้ยุคใหม่ ยอดแหลมของ หอไข่มุกตะวันออก และเกลียวตึกระฟ้าของ เซี่ยงไฮ้ทาวเวอร์ ที่บิดทะยานสู่ก้อนเมฆ คือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าเมืองนี้ไม่ได้มองไปยังอดีตเพียงอย่างเดียว เราเลือกฝากมุมมองของเราไว้บนยอดตึกสูง มองลงมายังแสงไฟของเมืองที่เริ่มสว่างไสวราวกับหมู่ดาวบนผืนดิน มันคือภาพของปัจจุบันขณะที่งดงามจนแทบลืมหายใจ

ย่างก้าวสู่ใจกลางวัฒนธรรม
วันที่สอง เราปลีกตัวจากความโอ่อ่าของเดอะบันด์ เพื่อค้นหาจิตวิญญาณดั้งเดิมของเซี่ยงไฮ้ที่ซ่อนอยู่ใน สวนอี้หยวน (Yu Garden) สวนจีนโบราณแห่งนี้คือโลกอีกมิติที่เวลาเดินช้าลง ศาลากลางน้ำ สะพานหินซิกแซก และหลังคาทรงป้านที่ประดับด้วยมังกรปั้น คือองค์ประกอบของความสงบงามตามหลักปรัชญาจีน เราเดินผ่านกำแพงมังกรเลื้อย ท่ามกลางกลิ่นหอมของดอกไม้และเสียงจอแจจาก ตลาดเฉินหวังเมี่ยว ที่โอบล้อมสวนไว้ ที่นั่น เราได้ลิ้มรสเสี่ยวหลงเปาคำแรกของทริป ไอร้อนที่ลอยขึ้นจากเข่งไม้ไผ่หอมกรุ่นและน้ำซุปที่แตกซ่านในปาก คือรสชาติของเซี่ยงไฮ้ที่เรียบง่ายแต่ล้ำลึก

ช่วงบ่าย เราท่องไปในเขาวงกตแห่งความสร้างสรรค์ที่ เทียนจื่อฝาง (Tianzifang) ตรอกซอกซอยแคบๆ ที่เคยเป็นย่านที่อยู่อาศัยเก่าแก่ ถูกชุบชีวิตให้กลายเป็นย่านฮิปของเหล่าศิลปิน ร้านค้าดีไซน์เก๋ แกลเลอรีเล็กๆ และบาร์น่านั่งซ่อนตัวอยู่ทุกหัวมุม ก่อนจะปิดท้ายวันที่ ซินเทียนตี้ (Xintiandi) ที่ซึ่งอาคารอิฐแดงแบบ “สือคู่เหมิน” ถูกขัดเกลาให้กลายเป็นพื้นที่ของความหรูหรา ที่นี่คือจุดบรรจบที่สมบูรณ์แบบของเซี่ยงไฮ้เก่าและใหม่อย่างแท้จริง

วันที่โลกแห่งจินตนาการมีชีวิต
วันที่สาม เราละทิ้งโลกแห่งความจริงไว้เบื้องหลัง และปล่อยให้หัวใจเด็กในตัวนำทางไปสู่ เซี่ยงไฮ้ดิสนีย์แลนด์ (Disneyland Shanghai) ที่นี่ไม่ใช่แค่สวนสนุก แต่คืออาณาจักรที่ทุกรายละเอียดถูกรังสรรค์ขึ้นจากเวทมนตร์ ปราสาท Enchanted Storybook ที่สูงตระหง่าน คือภาพฝันที่กลายเป็นจริง และเสียงกรีดร้องที่ดังมาจากเครื่องเล่น TRON คือเสียงสะท้อนของเทคโนโลยีและความตื่นเต้น วันทั้งวันหมดไปกับการผจญภัยในโลกแห่งเทพนิยายและอนาคต ก่อนจะปิดฉากลงด้วยภาพพลุที่ส่องสว่างเหนือปราสาท เป็นภาพจำที่จะตราตรึงอยู่ในใจไปอีกนาน

ศิลปะ สถาปัตยกรรม และร่มเงาไม้
วันที่สี่ เรากลับสู่ความรื่นรมย์ของเมืองอีกครั้งใน ย่านสัมปทานฝรั่งเศส ถนนหนทางที่ทอดยาวใต้ร่มเงาของต้นแพลตตินพาเราย้อนกลับไปสู่ยุคที่แตกต่าง เราเดินไปตามถนนอู่คัง เพื่อชม ตึก Wukang Mansion ที่สง่างามราวกับเรือเดินสมุทรซึ่งเกยตื้นอยู่กลางเมือง แสงแดดที่ส่องลอดใบไม้ลงมากระทบบนกำแพงอิฐและร้านกาแฟน่ารักๆ ทำให้ย่านนี้มีเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใคร

จากนั้น เส้นทางได้นำเราไปสู่สองขั้วของงานสร้างสรรค์ Tian An 1000 Trees คือสถาปัตยกรรมแห่งจินตนาการ ที่ซึ่งอาคารถูกเปลี่ยนให้เป็นภูเขาสีเขียวที่ปกคลุมด้วยต้นไม้นับพันต้น มันคือทัศนียภาพที่ท้าทายทุกกฎเกณฑ์ของสถาปัตยกรรมเมือง ก่อนที่เราจะข้ามฝั่งไปสู่ M50 Creative Park โกดังศิลปะที่ดิบและเปี่ยมไปด้วยพลัง ที่ซึ่งศิลปินรุ่นใหม่ของจีนได้ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาออกมาอย่างอิสระ

บทส่งท้าย: กลิ่นกาแฟ ความหรูหรา และการอำลา
วันสุดท้ายของเราคือบทสรุปของความทันสมัยในเซี่ยงไฮ้ เราเริ่มต้นที่ ถนนหนานจิงตะวันตก (West Nanjing Road) ที่ซึ่งความหรูหราไม่ได้เป็นเพียงคำพูด แต่คือสิ่งที่สัมผัสได้จากทุกตารางนิ้ว ที่นี่คือที่ตั้งของ Starbucks Reserve Roastery ซึ่งเป็นมากกว่าร้านกาแฟ แต่คือโรงละครแห่งเมล็ดกาแฟ ที่ทุกขั้นตอนตั้งแต่การคั่วจนถึงการชงถูกนำเสนออย่างน่าตื่นตาตื่นใจ
ไม่ไกลกันนัก คือที่ตั้งของ “The Louis” เรือสำราญลำยักษ์จาก Louis Vuitton ที่จอดเทียบท่าอยู่ใจกลางเมือง มันคือหมุดหมายใหม่ล่าสุด ที่ประกาศศักดาของเซี่ยงไฮ้ในฐานะเมืองหลวงแห่งแฟชั่นของเอเชีย การได้จิบกาแฟในคาเฟ่ของที่นี่และเดินชมนิทรรศการ คือการปิดท้ายการเดินทางที่สมบูรณ์แบบ

เมื่อเครื่องบินทะยานขึ้นจากสนามบินผู่ตงในเย็นวันนั้น ภาพของมหานครเซี่ยงไฮ้เบื้องล่างคือภาพของมังกรที่ยังคงเติบโตอย่างไม่หยุดนิ่ง เมืองที่อดีตไม่ได้ถูกลบเลือน แต่ถูกเก็บรักษาไว้เพื่อเป็นรากฐานให้กับอนาคตที่สูงเสียดยิ่งกว่าตึกระฟ้าใดๆ และเราเป็นเพียงนักเดินทางที่โชคดี ที่ได้มีโอกาสสัมผัสเศษเสี้ยวหนึ่งของตำนานที่กำลังถูกเขียนขึ้นในปัจจุบัน…ขณะนี้

TravelEatDrinkReview จะพาคุณไปสำรวจ 11 เมืองในญี่ปุ่น (ไม่นับโตเกียวและโอซาก้า) ที่หลายคนโหวตให้เป็นเมืองที่ “ไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ” แต่ละเมืองมีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำให้นักเดินทางหลายคนหลงรักจนอยากกลับไปซ้ำแน่นอน
เมืองศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยความสงบและมนต์ขลัง ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวญี่ปุ่น
เมืองแห่งบ่อน้ำพุร้อนที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ควันไอน้ำที่ลอยฟุ้งไปทั่วเมืองคือภาพจำสุดคลาสสิก
เมืองใหญ่ที่ไม่วุ่นวาย มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมในภูมิภาคชูบุ
เมืองท่าสุดโรแมนติกที่ตั้งอยู่ในฮอกไกโด มีคลองเก่าแก่และอาคารอิฐแดงสุดคลาสสิก
เกาะสวรรค์แห่งท้องทะเลใต้ของญี่ปุ่น ที่ผสมผสานวัฒนธรรมหลากหลายได้อย่างลงตัว
จังหวัดที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงามของเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น โดดเด่นเรื่องกีฬาฤดูหนาว
จังหวัดที่ตั้งอยู่ริมทะเลญี่ปุ่น มีบรรยากาศเงียบสงบและธรรมชาติที่สมบูรณ์
เมืองท่าทางตอนใต้ของฮอกไกโดที่มีความโรแมนติกและมีประวัติศาสตร์ยาวนาน
เมืองเล็ก ๆ ในเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น ที่ยังคงสถาปัตยกรรมดั้งเดิมจากสมัยเอโดะเอาไว้
เมืองหลวงเก่าที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมญี่ปุ่นอันงดงาม มีมรดกโลกมากมาย
เมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะคิวชู บรรยากาศสบาย ๆ และมีทุกอย่างครบครัน
เมืองหลวงที่ไม่เคยหลับใหล ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับวัฒนธรรมเก่าแก่ได้อย่างลงตัว
เมืองแห่งอาหารที่เต็มไปด้วยสีสันและชีวิตชีวา มีอาหารอร่อยและแหล่งช้อปปิ้งมากมาย
ทั้งหมดนี้คือเมืองที่คนโหวตว่า “ไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ” ลองไปสัมผัสเสน่ห์ของแต่ละเมืองด้วยตัวคุณเองดูนะครับ แล้วอย่าลืมมาบอกเราด้วยนะว่าเมืองไหนของญี่ปุ่นที่คุณชอบที่สุด!
อ้างอิง Go Went Go
TravelEatDrinkReview – สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังมองหาทริปสุดพิเศษเพื่อเติมความหวานให้กับความรัก วันนี้ผมขอมาแชร์แพลนเที่ยวฮอกไกโดช่วงฤดูดอกไม้บานที่รับรองว่าโรแมนติกจนลืมไม่ลงแน่นอน! ทริป 5 วัน 4 คืนนี้จะพาคุณไปสัมผัสความงามของธรรมชาติที่รายล้อมไปด้วยดอกไม้นับล้าน และสร้างความทรงจำดีๆ ที่แสนอบอุ่นด้วยกัน
เพื่อความคล่องตัวและเป็นส่วนตัวตลอดการเดินทาง ทริปนี้เราจะขับรถยนต์ส่วนตัวที่เช่าไว้ ซึ่งจะทำให้คุณแวะพักที่ไหนก็ได้ตามใจต้องการ และมีเวลาดื่มด่ำกับบรรยากาศสวยๆ ได้อย่างเต็มที่ สิ่งสำคัญที่ต้องเตรียมคือ ใบขับขี่สากล และ ใบขับขี่ไทย เพื่อใช้ประกอบการเช่ารถ ที่สำคัญอย่าลืมเพิ่ม บัตรทางด่วน (Easy Pass) ไปด้วย เพื่อให้การเดินทางราบรื่น ไม่ต้องเสียเวลาจ่ายค่าทางด่วนบ่อยๆ ครับ
เราเริ่มต้นทริปด้วยการขับรถจากสนามบินนิวชิโตเสะตรงไปยังเมือง ฟุราโนะ (Furano) ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ระหว่างทางจะได้สัมผัสกับบรรยากาศชนบทที่แสนโรแมนติก ท้องฟ้าสีคราม และทุ่งหญ้าเขียวขจีที่มองไปสุดลูกหูลูกตา




หลังจากเต็มอิ่มกับธรรมชาติแล้ว เราขับรถจากฟุราโนะมุ่งหน้าสู่ โอตารุ (Otaru) ซึ่งห่างจากซัปโปโรประมาณ 1 ชั่วโมง ที่นี่เป็นเมืองท่าเก่าแก่ริมคลองที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์นีโอคลาสสิกผสมผสานกับสถาปัตยกรรมญี่ปุ่น ทำให้ได้บรรยากาศเหมือนเดินอยู่ในเมืองแถบยุโรป
สถานที่ห้ามพลาดในโอตารุคือ ถนนคนเดินซาคาอิมาจิ (Sakaimachi Street) ที่เต็มไปด้วยร้านรวงมากมาย ทั้งร้านขนมชื่อดังอย่าง LeTAO ร้านขายเครื่องแก้ว และที่สำคัญคือ พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี (Music Box Museum) ที่มีกล่องดนตรีกว่าหมื่นชิ้น! และที่ขาดไม่ได้คือ คลองโอตารุ ที่จะยิ่งสวยงามและโรแมนติกขึ้นไปอีกในช่วงเย็นย่ำ แนะนำให้ลองเดินเล่นริมคลองในช่วงเย็นๆ เพื่อชมอาคารโกดังเก่าที่เปิดไฟส่องสว่าง และอย่าลืมแวะชม นาฬิกาไอน้ำโอตารุ (Otaru Steam Clock) ซึ่งจะส่งเสียงและพ่นไอน้ำทุกๆ 15 นาที!

ช่วงสุดท้ายของทริปเราเข้าสู่เมืองหลวงของฮอกไกโดอย่าง ซัปโปโร (Sapporo) ที่นี่คือศูนย์กลางของความทันสมัยและแหล่งรวมของอร่อย!



นอกจากแลนด์มาร์กสำคัญใจกลางเมืองแล้ว ซัปโปโรยังมีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายที่รอให้คุณไปสำรวจ ลองมาดูสถานที่อื่น ๆ ที่น่าสนใจกันครับ


นอกจากนี้ ยังมีสถานที่ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบกีฬาและกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น ซัปโปโรโคคุไซสกีรีสอร์ท (Sapporo Kokusai Ski Resort) และ สวนสัตว์มารุยามะ (Maruyama Zoo) ซึ่งมีหมีขั้วโลกเป็นไฮไลท์สำคัญอีกด้วย
เรียกได้ว่าเป็นข่าวดีสำหรับแฟน ๆ ภาพยนตร์แอนิเมชันในดวงใจอย่าง “Toy Story” และใครที่กำลังวางแผนเที่ยวญี่ปุ่น! TOBU TOWER SKYTREE ผู้บริหาร TOKYO SKYTREE แลนด์มาร์กสำคัญของกรุงโตเกียว ประกาศจัดอีเวนต์สุดยิ่งใหญ่ “To the Sky Beyond Imagination TOY STORY SKY IN TOKYO SKYTREE” เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่ภาพยนตร์ Toy Story ครบรอบ 30 ปี
อีเวนต์พิเศษนี้ได้เริ่มขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม และจะจัดยาวไปจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2025 ชวนนักท่องเที่ยวและแฟน ๆ ไปสัมผัสโลกแห่งของเล่นเหนือจินตนาการบนตึกที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น

ภายในงาน นักท่องเที่ยวจะได้ดื่มด่ำไปกับโลกของ Toy Story อย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะบนชั้น Tembo Galleria ที่ความสูง 450 เมตร ซึ่งจะถูกตกแต่งและจัดแสดงนิทรรศการในธีม Toy Story ราวกับว่า TOKYO SKYTREE ได้กลายเป็นห้องของเล่นขนาดมหึมาบนก้อนเมฆ ตามคอนเซ็ปต์ภาพโปรโมตหลักของงาน ที่เหล่าตัวละครอย่างวู้ดดี้และบัซ ไลท์เยียร์ กำลังสนุกสนานอยู่บนยอดสกายทรี
นอกจากนี้ ในช่วงเวลากลางคืน ยังมีความพิเศษรออยู่อีกมากมาย:

แน่นอนว่ามาอีเวนต์สุดพิเศษแบบนี้จะขาดของที่ระลึกและเมนูอร่อย ๆ ไปไม่ได้ ภายในงานมีโซนจำหน่าย สินค้าลิมิเต็ดเอดิชัน ที่ออกแบบมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ หาซื้อที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว รวมถึง เมนูพิเศษจากคาเฟ่ ที่รังสรรค์ขึ้นในธีม Toy Story ให้แฟน ๆ ได้เก็บความทรงจำทั้งในรูปแบบของสะสมและรสชาติอร่อย ๆ กลับบ้านไป
ทาง TOBU TOWER SKYTREE หวังเป็นอย่างยิ่งว่านักท่องเที่ยวจากทั่วโลก รวมถึงชาวไทยที่เดินทางมายังประเทศญี่ปุ่น จะแวะมาเยี่ยมชมและสนุกสนานไปกับอีเวนต์พิเศษครั้งนี้ที่ TOKYO SKYTREE

ใครที่มีแพลนจะไปเที่ยวโตเกียวในช่วงเวลาดังกล่าว ห้ามพลาดเด็ดขาดที่จะใส่ TOKYO SKYTREE เข้าไปในลิสต์ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลอง 30 ปีแห่งมิตรภาพของเหล่าของเล่นที่เรารัก!
“Tohoku Four Seasons & Tohoku Kizuna Festival” ที่ EXPO 2025 Osaka
รวมที่สุดของเทศกาลหน้าร้อน 6 จังหวัดโทโฮคุในหนึ่งเดียว
หนึ่งในไฮไลต์สุดยิ่งใหญ่ของ EXPO 2025 Osaka, Kansai, Japan ระหว่างวันที่ 13-15 มิถุนายน 2025 ที่ผ่านมา คือการจัดงาน “Tohoku Four Seasons & Tohoku Kizuna Festival” ที่ได้รวบรวมมนต์เสน่ห์จากภูมิภาคโทโฮคุ (Tohoku) ทางตอนเหนือของญี่ปุ่นมาไว้ ณ จุดเดียว โดยเฉพาะ ขบวนพาเหรด Tohoku Kizuna Festival ซึ่งนำเอาเทศกาลหน้าร้อนชื่อดังทั้ง 6 แห่งของโทโฮคุ มาร่วมแสดงอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ
ประวัติความเป็นมา: จากน้ำตา…สู่รอยยิ้ม
ต้นกำเนิดของ Tohoku Kizuna Festival เริ่มขึ้นจากความสูญเสียครั้งใหญ่ในเหตุการณ์ แผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่เมื่อปี 2011 หรือที่รู้จักในชื่อ “The Great East Japan Earthquake” เทศกาลนี้ถูกจัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงผู้สูญเสีย และเป็นสัญลักษณ์แห่งการรวมพลังใจ (“Kizuna” แปลว่า “สายใยผูกพัน”) เพื่อการฟื้นฟูภูมิภาคโทโฮคุ
เทศกาลนี้เป็นผู้สืบทอดจิตวิญญาณจาก Tohoku Rokkon Festival และโดยปกติจะจัดหมุนเวียนใน 6 เมืองหลวงของจังหวัดในโทโฮคุ ทว่าปีนี้ ได้รับเกียรติให้มาจัดแสดงพิเศษที่งาน World Expo ในโอซาก้า
เทศกาลที่รวม “ที่สุดของที่สุด” จากโทโฮคุ
ในงานปีนี้ ได้รวมเอาเทศกาลฤดูร้อนที่มีชื่อเสียงระดับประเทศของทั้ง 6 จังหวัด ได้แก่:
🏮 Aomori Nebuta Festival (อาโอโมริ)
“โคมไฟนักรบลุกโชน สาดแสงแห่งตำนาน”
📅 วันที่จัด: 2 – 7 สิงหาคม ของทุกปี
เทศกาลฤดูร้อนสุดยิ่งใหญ่ของจังหวัดอาโอโมริที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก จุดเด่นอยู่ที่ ขบวนโคมไฟเนบุตะขนาดยักษ์ ส่องแสงเจิดจ้าในยามค่ำคืน โดยมีรูปนักรบ เทพเจ้า หรือตัวละครจากวรรณกรรมปรากฏในรูปแบบศิลปะกระดาษวาชิพร้อมแสงไฟภายใน ขบวนจะเคลื่อนไปท่ามกลางเสียงกลองไทโกะและการเต้น “ฮาเนโตะ” ที่มีจังหวะสนุกสนาน
🥁 Morioka Sansa Odori Festival (อิวาเตะ)
“ร่ายรำแห่งกลองสะท้านฟ้า เมืองโมริโอกะ”
📅 วันที่จัด: 1 – 4 สิงหาคม ของทุกปี
ถือเป็นเทศกาลเต้นรำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น โดยเฉพาะในด้านจำนวนกลองและนักแสดง ผู้ร่วมขบวนหลายพันคนจะร่ายรำด้วยจังหวะกลองไทโกะ ขลุ่ย และเสียงร้องประสานอย่างสนุกสนาน เทศกาลนี้ถือกำเนิดจากตำนานการขอบคุณเทพเจ้าที่ขับไล่ภูตผีจากเมืองไปได้
🎐 Akita Kanto Festival (อาคิตะ)
“ศิลปะการทรงโคมไฟ สู่ฟากฟ้าแห่งพลังจิต”
📅 วันที่จัด: 3 – 6 สิงหาคม ของทุกปี
นักแสดงในเทศกาลนี้จะแสดงทักษะการทรงเสาโคมไฟยักษ์ “คันโต” ที่บรรจุโคมไฟกว่า 40 ดวงด้วยท่วงท่าละเอียดอ่อน เช่น บนหน้าผาก ไหล่ หรือสะโพก เสาแต่ละต้นมีน้ำหนักกว่า 50 กิโลกรัมและสูงถึง 12 เมตร ถือเป็นการอธิษฐานขอให้ได้ผลผลิตทางการเกษตรดีในปีนั้น ๆ
✨ Sendai Tanabata Festival (มิยางิ)
“เทศกาลแห่งดวงดาว ความหวัง และสีสัน”
📅 วันที่จัด: 6 – 8 สิงหาคม ของทุกปี
แม้ต้นแบบ Tanabata จะมาจากวันที่ 7 กรกฎาคม แต่ที่เซนไดจัดในเดือนสิงหาคมตามปฏิทินจันทรคติแบบญี่ปุ่น เทศกาลนี้มีชื่อเสียงในด้าน ตุงกระดาษประดับที่สูงและสวยงาม ห้อยจากไม้ไผ่และเรียงรายไปทั่วเมือง เป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง ความฝัน และคำอธิษฐานของผู้คน
🌸 Yamagata Hanagasa Festival (ยามากาตะ)
“ระบำหมวกดอกไม้แห่งความสุข”
📅 วันที่จัด: 5 – 7 สิงหาคม ของทุกปี
ขบวนรำ “ฮานะกาสะ” นี้เต็มไปด้วยพลังบวกและความอ่อนช้อย นักรำจะสวมชุดยูกาตะและถือ หมวกฟางที่ประดับด้วยดอกไม้สีสด ร่ายรำไปพร้อมเสียงเพลงพื้นบ้าน “ฮานากาสะ ออนโดะ” ที่ติดหูและชวนขยับตาม บรรยากาศของเทศกาลเต็มไปด้วยความสนุกสนานและกลิ่นอายวัฒนธรรมท้องถิ่น
👣 Fukushima Waraji Festival (ฟุกุชิมะ)
“ก้าวย่างแห่งศรัทธา ด้วยรองเท้า Waraji ยักษ์”
📅 วันที่จัด: สุดสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม (โดยปกติมักเป็น วันศุกร์-อาทิตย์แรก)
ในเทศกาลนี้จะมีขบวนแห่ รองเท้า Waraji ยักษ์ ยาวกว่า 12 เมตร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังและความเชื่อในโชคดี ผู้ร่วมขบวนจะร้องเพลงประจำเทศกาลและเต้นประกอบอย่างครึกครื้น เทศกาลนี้มีต้นกำเนิดจากศรัทธาในศาลเจ้า Higashi-Honganji และกลายเป็นงานรวมใจคนทั้งเมืองฟุกุชิมะ
ตลอดระยะเวลา 3 วัน มีนักแสดงกว่า 550 คน เข้าร่วมขบวนพาเหรดและกิจกรรมมากมาย แม้จะมีฝนตกในวันเสาร์ ทำให้บางกิจกรรมต้องย้ายขึ้นเวทีในร่ม แต่ในวันอาทิตย์ ขบวนพาเหรดได้จัดเต็มสองรอบกลางแจ้งอย่างอลังการ
สัมผัสฤดูกาลทั้งสี่ของโทโฮคุในที่เดียว
นอกจากขบวนพาเหรดแล้ว ภายในงานยังจัดโซน “Tohoku Four Seasons” ให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวโทโฮคุในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น:
ความสำคัญเชิงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว
การจัดงานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความร่วมมือของภูมิภาคโทโฮคุในการฟื้นฟูจากภัยพิบัติ แต่ยังเป็นเวทีในการเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวาของท้องถิ่นออกสู่สายตาชาวโลก ด้วยเป้าหมายดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศให้มาเยือนภูมิภาคที่เปี่ยมด้วยธรรมชาติ ศิลปะ อาหาร และจิตวิญญาณ


กรุงเทพมหานคร, 11 กุมภาพันธ์ 2568 – Coldplay เปิดตัวมิวสิควิดีโอเพลง ‘Man in The Moon‘ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามเพลงที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ใน Moon Music (Full Moon Edition) อัลบั้มชุดพิเศษของ Moon Music ซึ่งเป็นอัลบั้มล่าสุดที่ได้รับความนิยมอันดับหนึ่งทั่วโลกของ Coldplay
Coldplay กล่าวว่า “ขณะที่อยู่ในสิงคโปร์ เราได้ถ่ายวิดีโอและบันทึกภาพของผู้คนหนุ่มสาวที่มีชีวิตชีวาที่เราได้พบ เราสนใจที่จะถ่ายสิ่งต่างๆ ในสถานที่ที่เราไม่เคยถ่ายทำมาก่อน และรวมผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มันสนุกมากที่ได้จัดปาร์ตี้กลางน้ำที่มีแต่พวกเราและตัวนากแสนน่ารัก”
มิวสิควีดีโอเพลงนี้ถ่ายทำโดยมีฉากหลังเป็นทัศนียภาพอันเป็นเอกลักษณ์ของสิงคโปร์ โดยมีทั้งสถานที่อันโดดเด่นและสถาน ที่ที่เป็น Hidden gems ในสิงคโปร์ ตั้งแต่ Marina Bay สุดตระการตา ไปจนถึง Fort Canning Park ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน รวมไปถึงย่านใกล้เคียงที่มีชีวิตชีวา มิวสิควีดีโอเพลง ‘Man in The Moon’ มีนักแสดงรุ่นใหม่จากภูมิหลังและอัตลักษณ์ที่หลากหลาย ซึ่งทั้งหมดเป็นกลุ่มคนที่มีความสามารถในสิงคโปร์ ตั้งแต่นักคอสเพลย์ไปจนถึงเหล่าครีเอทีฟที่กล้าคิดกล้าทำ โดยมีสภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสิงคโปร์เป็นฉากหลัง ที่ซึ่งผู้คนจากพื้นเพและเรื่องราวที่แตกต่างมารวมตัวกัน สื่อถึงธีมเพลงที่กล่าวถึงความสามัคคีและประสบการณ์ที่ผู้คนเหล่านี้มีร่วมกันโดยไม่ถูกกีดกั้นด้วยความแตกต่าง ฉากสุดท้ายแสดงให้เห็นถึงคนรุ่นใหม่ที่มารวมกันกับ Coldplay บนเวทีลอยน้ำที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษสำหรับมิวสิควีดีโอเพลงนี้ และร่วมร้องท่อนคอรัสด้วยกัน
มิวสิควิดีโอเพลงนี้กำกับโดย Ben Mor ผู้กำกับชื่อดังจากผลงานมิวสิควีดีโอเพลง ‘Hymn For The Weekend’ ของ Coldplay โดยร่วมมือกับ Warner Music Singapore และการท่องเที่ยวสิงคโปร์
เพลง ‘Man in The Moon’ ถ่ายทำในเดือนมกราคม 2024 ระหว่างการหยุดพักทัวร์คอนเสิร์ต Music of the Spheres World Tour ของวงที่สิงคโปร์ โดยมีการจัดงานปาร์ตี้สุดพิเศษสำหรับแฟน ๆ Coldplay เพื่อเฉลิมฉลองอัลบั้ม Moon Music ที่สิงคโปร์ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2025 บนชั้นดาดฟ้า SkyPark ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ของ Marina Bay Sands ซึ่งเป็นสถานที่ฉายมิวสิควิดีโอรอบ Premiere
ดู MV ‘Man in The Moon’
กำกับโดย Ben Mor
สวนสาธารณะฟอร์ทแคนนิง
สวนสาธารณะฟอร์ทแคนนิงถือเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของสิงคโปร์ ตั้งอยู่บนเนินเขาตอนกลางของสิงคโปร์ ใกล้กับถนนออชาร์ด และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของสิงคโปร์ (National Museum) แต่เดิมสวนสาธารณะแห่งนี้มีชื่อว่าบูกิต ลารางกาน (Bukit Larangan) หรือ ‘เนินเขาต้องห้าม’ ในภาษามาเลย์ ปัจจุบันมีพื้นที่ 18 เฮคเตอร์ เต็มไปด้วยสิ่งที่น่าสนใจ เช่น โบราณวัตถุสำหรับผู้สนใจในประวัติศาสตร์ ลานสนามหญ้ากลางแจ้งสำหรับจัดคอนเสิร์ต และโรงแรมฟอร์ทแคนนิง (Hotel Fort Canning) โรงแรมสไตล์บูติกด้วยเช่นกัน จุดเด่นของสวนสาธารณะฟอร์ทแคนนิงได้แก่ มาริไทม์ คอร์เนอร์ แอท ฟอร์ท แคนนิง (Maritime Corner @ Fort Canning) ที่บอกเล่าเรื่องราววิวัฒนาการของสิงคโปร์ตั้งแต่เป็นเมืองท่าจนมาเป็นศูนย์กลางทางทะเลระดับสากล และฟอร์ทเกต (Fort Gate) ซากป้อมปราการที่ยังเหลืออยู่ซึ่งสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19 นอกจากนี้ยังมี Spice Garden, ASEAN Sculpture Garden และ Battle Box ที่เคยเป็นจุดรวมพลใต้ดินของทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
การ์เด้นส์ บาย เดอะ เบย์
การ์เด้นส์ บาย เดอะ เบย์ ครอบคลุมพื้นที่ 100 เฮกตาร์ริมน้ำในอ่าวมารีน่า มีสิ่งก่อสร้างแห่งอนาคต 2 แห่ง มีการออกแบบโดยคำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมรวมถึงใช้เทคโนโลยีอันทันสมัยเพื่อประสิทธิภาพด้านพลังงานที่ดีขึ้น ได้แก่ เรือนกระจกปรับอากาศ Flower Dome (ฟลาวเวอร์โดม) และ Cloud Forest (คลาวด์ฟอเรสต์) ซึ่งมีชื่ออยู่ในบันทึกสถิติโลกกินเนสส์เมื่อปี 2015 ในฐานะเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไม่เพียงเท่านั้นยังมีซูเปอร์ทรี (Supertree) อันโดดเด่นให้ชื่นชม เนื่องจากสวนแนวตั้งสูง 25 ถึง 50 เมตร และยังสามารถเดินเที่ยวบนทางเดินลอยฟ้า OCBC Skyway ระยะทาง 128 เมตร รวมทั้งชมวิวมุมสูงของสวนและทิวทัศน์อันงดงามของอ่าวมารีน่าได้ที่ Supertree Observatory

แหล่งท่องเที่ยวในสนามบินชางงีของประเทศสิงคโปร์ที่มีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติเลือกทำได้หลากหลาย ทั้งน้ำตก HSBC Rain Vortex ที่เป็นไฮไลท์สำคัญของ Jewel Changi น้ำตกในร่มที่สูงที่สุดในโลกแห่งนี้มีความสูงถึง 40 เมตร, Shaw Theatres Jewel โรงภาพยนตร์ระบบ IMAX ที่เหมาะสำหรับการชมภาพยนตร์สำหรับครอบครัวที่เดินทางมากับเด็กๆ, Changi Experience Studio สตูดิโอโลกเสมือนจริงที่สามารถเล่นเกมและชมการแสดงต่าง ๆ , Canopy Park สนามเด็กเล่นชั้นบนสุดของ Jewel รายล้อมไปด้วยธรรมชาติอันร่มรื่น รวมถึงร้านค้าและร้านอาหารชื่อดังต่าง ๆ

บาร์ Level Up – Arcade and Live Music ตั้งอยู่บริเวณท่าเรือคลาร์ก คีย์ (Clarke Quay) ซึ่งศูนย์กลางของการพบปะสังสรรค์ของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นบาร์หรือร้านอาหาร บาร์แห่งนี้มีคอนเซปต์คือไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง เน้นบรรยากาศเป็นกันเอง มีตู้เกมสไตล์เรโทร การเล่นดนตรีสดจากศิลปินท้องถิ่นชื่อดัง และมีเครื่องดื่มให้เลือกมากมายเพื่อให้นักท่องเที่ยวทุกคนได้ร่วมใช้เวลาด้วยกันอย่างสนุกสนาน
ย่านแม็กเฟอร์สัน อีกหนึ่งในย่านที่เต็มไปด้วยศิลปะที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนตั้งอยู่ใจกลางเมืองของประเทศสิงคโปร์ โดยได้รับการตั้งชื่อตามผู้พันโรนัลด์ แม็กเฟอร์สัน ผู้ออกแบบ Saint Andrews Cathedral ที่ห้องโถงชั้นหนึ่งของตึกที่ถนน Pipit จะได้พบกับภาพที่ทำซ้ำภาพ Starry Night ของ Van Gogh วาดโดยกลุ่มศิลปะ Social Creatives ภาพบนฝาผนังนี้ได้รับรางวัล Special Community Project Award และเป็นส่วนหนึ่งของความคิดริเริ่มที่จะเปลี่ยนพื้นที่สาธารณะในชุมชนให้เป็นพื้นที่แสดงศิลปะสำหรับประชาชน
อ่าวมารีน่า เบย์
เป็นตัวแทนของความหรูหราและความทันสมัยตั้งแต่ร้านอาหารยอดนิยมไปจนถึงสถานที่พักผ่อนการเที่ยวชมอ่าวมารีน่าช่วยให้ได้รับประสบ การณ์ที่น่าประทับใจ ตั้งแต่สถาปัตยกรรมที่โดดเด่น ไปจนถึงจนถึงวิวที่สวยที่สุดจากแซนด์ส สกายพาร์ค (Sands SkyPark) ที่มารีน่า เบย์ แซนด์ส (Marina Bay Sands) หรือการชมธรรมชาติที่การ์เด้นส์ บาย เดอะ เบย์ (Gardens by the Bay) และ Supertree Grove นอกจากนี้ ยังมีแหล่ง ท่องเที่ยวอย่างมารีน่า เบย์ ครูซ เซ็นเตอร์ (Marina Bay Cruise Centre) และกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การแข่งเรือมังกรและการแสดง ดนตรี
มารีน่า เบย์ แซนด์ส เป็นรีสอร์ทแบบครบวงจร ประกอบด้วยโรงแรมหรูหรา, ห้างสรรพสินค้าพรีเมี่ยม, และสระว่ายน้ำลอยฟ้าที่สามารถ รับชมทิวทัศน์แบบรอบด้าน พร้อมกับแซนด์ส สกายพาร์ค (Sands SkyPark) ที่เป็นจุดชมวิวบนชั้นดาดฟ้า สามารถเพลิดเพลินกับร้านบูติค และร้านอาหารชั้นนำที่เดอะ ช็อป (The Shoppes) นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ศิลปะ (ArtScience Museum) จัดแสดงนิทรรศการ ศิลปะและวิทยาศาสตร์ และกิจกรรมต่างๆ ที่คาสิโน, ไนท์คลับ MARQUEE และโรงละครแซนด์ส (Sands Theatre) ที่มีการแสดงระดับโลก

Mountain Coffee เป็นร้านอาหารยอดนิยมที่ตั้งอยู่ในย่านเกลัง (Geylang) ของสิงคโปร์ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง โดดเด่นในเรื่องอาหารจีน ประเภทผัดและทอด (tze char) ประกอบด้วยอาหารยอดนิยม เช่น หมาล่าเซียงกัว, ซี่โครงหมูซอสถั่วเหลือง, บี่หุ้นซุป XO ปลาดทอด (XO fish head bee hoon) นอกจากนี้ยังเป็นที่รู้จักในเรื่องบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง ปัจจุบันย่านเกลัง (Geylang) เต็มไปด้วยตึกแถวสีสันสดใส สุเหร่า วัด และบาร์ ขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งรวมเชื้อชาติและศาสนาอันหลากหลาย ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยังคงความดั้งเดิมของสิงคโปร์ไว้อยู่
ห้างสรรพสินค้าพีเพิลส์พาร์กคอมเพล็กซ์ (People’s Park Complex) ตั้งอยู่ในย่านไซน่าทาวน์ (Chinatown) เป็นอาคารสูงสีเหลืองเด่น ใช้ในเชิงพาณิชย์และเป็นที่อยู่อาศัย มีจุดเด่นคือเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ และมีการออกแบบลานกลาง (atrium) แห่งแรกในศูนย์การค้า โดยอาคารด้านล่างจะเป็นร้านค้า เช่นร้านนวดร้านขายมือถือและบริษัททัวร์นอกจากนี้สามารถรับชมทิวทัศน์ รอบเมืองสิงคโปร์ที่ชั้นดาดฟ้าของตึกนี้ได้อีกด้วย
พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำซีอควาเรียม (S.E.A. Aquarium) ตั้งอยู่ที่รีสอร์ทเวิลด์ เซ็นโตซ่า (Resorts World Sentosa) พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุด โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ Open Ocean Habitat ห้องจัดแสดงระบบนิเวศทางทะเลแบบเปิดผ่านกระจกใสขนาด x 8.3 เมตร ให้ความรู้สึกเหมือนจริง ราวกับอยู่ใต้ทะเล นอกจากนี้ยังเป็นที่อยู่ของสัตว์ทะเลมากกว่า 100,000 ตัว เช่น ฉลามเสือดาว, ปลากระเบนราหู, และหมึกยักษ์แปซิฟิก ถือว่าอควาเรียมนี้รวบรวมสัตว์แต่ละระบบนิเวศไว้อย่างครบครัน
