เที่ยว “เชียงราย แต้ แต้” ทริป 2 วัน 1 คืน ชมวัฒนธรรมชาวเขา สัมผัสกลิ่นไอสวรรค์บนดอย

เที่ยว “เชียงราย แต้ แต้” สุขทุกวัย สนุกทุกไลฟ์สไตล์ ทริป 2 วัน 1 คืน ชมประวัติศาสตร์วัฒนธรรมชาวเขาสัมผัสกลิ่นไอสวรรค์บนดอย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคเหนือ จัดทริปตัวอย่างท่องเที่ยววัฒนธรรมชมวิถีชุมชน สัมผัสเสน่ห์สวรรค์บนยอดดอย และเอกลักษณ์ที่แตกต่างของชนเผ่า เพื่อประสบการณ์ใหม่ๆตลอด 2 วัน 1 คืน ชวนทุกครอบครัวท่องเที่ยวจ.เชียงราย ภายใต้โครงการ “เชียงราย แต้ แต้” สุขทุกวัย สนุกทุกไลฟ์สไตล์ ตามแนวคิด “Chiang R A I” โดยใช้ตัวอักษร R A และ I สื่อความหมายว่า R คือ Relax เที่ยวชิลชิล A คือ Art เที่ยวอาร์ตๆ ชมงานศิลปะของศิลปินมากความสามารถทั้งงานสถาปัตยกรรมพุทธศิลป์ล้ำค่าของจังหวัด และ I คือ Inspiration การสร้างแรงบันดาลใจผ่านแหล่งท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวได้ทั้งปีเที่ยวได้ทุกวัย

เริ่มจากการเดินทางออกจากสนามบินแม่ฟ้าหลวงจ.เชียงราย แวะรับประทานอาหารเที่ยงเพื่อสัมผัสบรรยากาศเที่ยวชิลชิลชมธรรมชาติที่ ร้าน ๗พยางค์ ที่ของพ่อ น้ำพริกของแม่ ร้านอาหารเหนือ สวนผักปลูกเอง นำมาเป็นวัตถุดิบปรุงอาหาร ให้ลูกค้าได้ทานกันแบบสดใหม่อร่อยรสดีตำหรับอาหารเหนือ แล้วเดินทางไปที่อำเภอเชียงของ เพื่อเช็คอินเข้าสู่บ้านพักโฮมสเตย์แนวอนุรักษ์ธรรมชาติ ลันเจียลอดจ์ (LANJIA LODGE) ที่แปลว่าเย็น สดชื่น ตั้งอยู่ใจกลางธรรมชาติสวยงามเงียบสงบที่ก่อสร้างมานานกว่า 10 ปี ตั้งอยู่ในโครงการหมู่บ้านท่องเที่ยว บ้านกิ่วกาญจน์ หมู่บ้านของ 2 ชนเผ่าม้งและลาหู่ ซึ่งมีการสำรวจลงพื้นที่พูดคุยกับชุมชนชาวบ้านนานถึง 3 ปีก่อนที่จะมีการก่อสร้าง ทั้งนี้เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจกับชุมชนว่าเป็นโครงการที่มีส่วนร่วมพัฒนาเสริมสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยใช้สถาปนิกมาดูแลเรื่องการออกแบบก่อสร้างและให้ชาวบ้านมาช่วยสร้าง มีบ้านพักทั้งหมด 4 หลัง นอกจากการมาพักผ่อนที่นี่ยังมีการจัดกิจกรรมต่างๆเพื่อรับรองนักท่องเที่ยวศึกษาวัฒนธรรมชนเผ่า ฯ ชาวบ้านในพื้นที่มีหน้าที่เป็นทั้งพนักงานต้อนรับ แม่ครัว หมอผี ไกด์เดินป่า คนขับรถสองแถว สาธิตการทำผ้าบาติก รวมทั้ง ชาวเผ่านักแสดงที่มาร้องเล่นเต้นและโชว์เครื่องดนตรีของเผ่า ถือเป็นการสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนในหมู่บ้าน

นักท่องเที่ยวที่มาพัก 90% เป็นยุโรป อเมริกา อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส และ 10% เป็นเกาหลี ญี่ปุ่น สิงค์โปร ออสเตเลีย ส่วนคนไทยยังนับเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ แต่ในระยะหลังๆเริ่มมีคนไทยเข้าพักที่เกิดจากกระแสบล็อกเกอร์ และการรีวิวที่พักผ่านสื่อโซเซียล ทำให้คนไทยรุ่นใหม่ๆอยากที่จะสัมผัสความเป็นธรรมชาติที่แท้จริงๆ ส่วนใหญ่ชอบศึกษา

วัฒนธรรมวิถีชีวิตชนเผ่าและประสบการณ์ใหม่ๆ ได้เห็นวัฒนธรรมความเชื่อของชาวเขา ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ปลูกสวนยางพารา สวนส้ม สวนเงาะ สวนลิ้นจี่ ฯ  ชาวบ้านที่นี่จะพูดได้ 3 ภาษาคือ ภาษาไทย ภาษาม้ง และภาษาลาหู่ แต่จะใช้ภาษาหลักคือภาษาม้ง เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวม้ง มีชาวลาหู่เป็นส่วนน้อย เวลาต้องการสื่อสารอะไรผู้ใหญ่บ้านจะประกาศเป็นภาษาม้ง ทำให้ชาวบ้านต้องเรียนรู้ภาษาไปด้วยกัน

การท่องเที่ยวในหมู่บ้านถ้าได้ยินคำว่า “อาโบอิจา” หมายถึง คำทักทายสวัสดีของชาวลาหู่ ส่วนภาษาม้งจะพูดว่า “ยอยง” กิจกรรมที่ ลันเจีย ลอดจ์ ดำเนินการร่วมกับชุมชนคือ การพานักท่องเที่ยวชมหมู่บ้าน ซึ่งจะมีไกด์ชายชื่อ “พาน-ประพันธ์ นพวัชรวงค์” อายุ 57 ปี และไกด์หญิงชื่อ “จู้-นารีรัตน์ แซ่วือ” อายุ 27 ปีทั้งสองคนเป็นชาวเผ่าม้ง นำนักท่องเที่ยวออกกำลังขาเดินขึ้นลงเขาชมวิถีชีวิตชนเผ่า เยี่ยมชมบ้านหมอผีทั้ง 2 ชนเผ่าม้งและลาหู่ ซึ่งหน้าที่คล้ายๆกันคือ หมอผีเผ่าลาหู่ จะเป็นผู้เรียกขวัญเด็กแรกเกิดและตั้งชื่อให้ และร่วมทำพิธีในงานบุญต่างๆ เพื่อเกิดความเป็นสิริมงคล หากมีการเจ็บป่วย(ที่เกิดจากการกระทำของผี)ก็จะมาหาหมอผีให้ทำพิธีรักษา แต่ถ้ารู้ว่าอาการเจ็บป่วยเกิดจากโรคภัยต่างๆก็จะไปรักษากับหมอแผนปัจจุบันแทน หมอผีเผ่าม้ง เช่นกันจะรักษาคนที่ป่วยจากการกระทำของผี แต่การคัดเลือกทายาทของหมอผีทั้ง 2 เผ่าจะต่างกันคือ หมอผีเผ่าลาหู่จะสืบทอดทางสายเลือดเท่านั้น ส่วนหมอผีเผ่าม้ง จะถูกเลือกโดยผีฟ้า ไม่จำเป็นต้องสืบทอดกันทางสายเลือด

ต่อมาก็คือการเวิร์คชอปทำผ้าบาติก เป็นกิจกรรมเขียนเทียนบนผืนผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นศิลปะภูมิปัญญาของชาวม้งเขียวหญิงสาวจะใส่กระโปรง สาธิตเล่าถึงขั้นตอนและอธิบายการใช้อุปกรณ์ต่างๆในการวาดลวดลายเฉพาะของม้ง เมื่อเขียนเทียนวาดลวดลายเสร็จจึงนำไปย้อมสีและละลายเทียนออก ได้ลวดลายสีขาวบนผ้าพื้นสีน้ำเงินสวยงาม หากต้องการได้ผืนผ้าชิ้นใหญ่เป็นจำนวนมาก สามารถใช้อุปกรณ์แม่พิมพ์ ปั้มลวดลายต่างๆ ทำให้ผลิตผ้าได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเย็บปักถักร้อยของชาวม้งขาว ผู้หญิงจะใส่กางเกง ซึ่งเราสามารถแยกความแตกต่างระหว่างม้งขาว และม้งเขียวได้จากการแต่งกายนั่นเอง

เมื่อพระอาทิตย์ตกเขายามเย็น เราสามารถรับประทานอาหารเย็นพื้นเมืองพร้อมดื่มด่ำธรรมชาติกันอย่างชิลๆ พร้อมชมการแสดงทางวัฒนธรรมจาก 2 ชนเผ่าที่ปกตินิยมแสดงเฉพาะช่วงวันปีใหม่หรือวันสำคัญต่างๆเท่านั้น อาทิ การเป่าเครื่องดนตรีที่เรียกว่า แคน และ เต้ง เครื่องดนตรีชนเผ่าที่ให้เสียงไพเราะประกอบกับลีลาการเต้น ฟ้อนที่น่าประทับใจก่อนเข้าห้องกางมุ่งนอนซึมซับบรรยากาศธรรมชาติบนดอยที่ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ

ในยามเช้าวันใหม่ หลังอาหารเช้าสูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอดมุ่งหน้าเดินทางสู่ อ.เชียงแสน ไปเที่ยวอาร์ตๆชมงานศิลปะและสถาปัตยกรรมพุทธศิลป์ ไหว้พระเสริมศิริมงคลกันที่ วัดพระธาตุผาเงา พระธาตุสำคัญของหมู่บ้านสบคำ มีจุดแวะชม 3 จุดหลักคือบนสุดเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุพุทธนิมิตเจดีย์ ซึ่งสร้างครอบเจดีย์โบราณ อีกทั้งบนนี้ ยังเป็นจุดชมวิวสามแผ่นดินที่งดงามอย่างมาก ชมวิวไหว้พระแล้วไปต่อที่จุดที่ 2 ไฮไลท์คือพระอุโบสถไม้สักทองที่ภายในแกะสลักเรื่องราวพุทธประวัติอย่างสวยงาม และจุดล่างสุดที่อยู่เชิงเขาเป็นที่ตั้งของก้อนหินใหญ่อันเป็นที่มาของชื่อวัดพระธาตุผาเงา หินก้อนนี้มีรูปทรงสูงใหญ่ เมื่อแสงแดดสาดส่องมาจะเกิดเงาขนาดใหญ่ และได้มีการสร้างพระธาตุไว้ด้านบนก้อนหิน ส่วนวิหารที่อยู่ด้านข้างนั้นเป็นที่ประดิษฐาน หลวงพ่อผาเงา ซึ่งเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่และมีความศักดิสิทธิ์ ซึ่งถูกค้นพบในปี พ.ศ. 2519 มีอายุระหว่าง 700-1,300 ปี

ห่างออกมาไม่ไกลนักยังมีสถานที่ท่องเที่ยวย้อนอดีตที่ เมืองโบราณเชียงแสน ด้วยการนั่งรถรางชมเมืองโบราณศูนย์กลางอาณาจักรล้านนา เชียงแสนเป็นเมืองเก่าแก่มากแห่งหนึ่งในภาคเหนือเดิมชื่อเวียงหิรัญนครเงินยาง

ปัจจุบันมีซากกำแพงเมืองโบราณ 2 ชั้น มีโบราณสถานหลายแห่งปรากฏอยู่ทั้งในและนอกตัวเมือง ภายในเขตกำแพงเมืองเก่ามีวัดร้างและโบราณสถานที่สร้างในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 18-21 ในอดีตเมืองเชียงแสนเคยถูกน้ำท่วมหนักและมีดินตะกอนทับถม ชาวบ้านไม่ทราบว่ามีซากวัดเก่าอยู่จึงมาสร้างบ้านเรือนปัจจุบัน จึงเห็นภาพซากโบราณสถานอยู่ติดกับบ้านเรือน เป็นเมืองที่ซ้อนทับกันเป็นร่องรอยระหว่างอดีตกับปัจจุบัน แหล่งรวมวัฒนธรรมโบราณ และจุดกำเนิดของอาณาจักรล้านนา แห่งพญาเม็งราย นั่นเอง

เมื่อมาถึงเมืองเชียงแสนควรแวะมาไหว้พระขอพร หลวงพ่อเชียงแสน สิงห์1 ประดิษฐานเป็นองค์ประธานแห่ง วัดพระธาตุเจดีย์หลวง มีพระเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเชียงแสน องค์เจดีย์สูง 88 เมตร  ฐานกว้าง 24 เมตร ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุกระดูกหน้าอก ถือได้ว่าเป็นวัดที่สำคัญแห่งหนึ่งของเชียงแสน

เดินทางต่อไป อ.แม่สาย จ.เชียงราย ปิดทริปแบบชิลชิล จิบกาแฟแลหน้าผา กันที่ ร้านกาแฟโอโซนผาหมี ดอยผาหมี เป็นแหล่งปลูกกาแฟที่ใหญ่และมีชื่อเสียงอันดับต้นของประเทศไทย เครื่องยอดนิยมอีกอย่างคือ น้ำเสาวรสคั้นสดๆ ร้านนี้ตกแต่งด้วยข้าวโพดดิบห้อยประดับร้าน พร้อมกับพริกแห้งสีสันสดใส มีหลากหลายมุมให้เลือกนั่งได้ชื่นชมบรรยากาศสุดชิล ส่วนอาหารแต่ละเมนูก็ที่โดดเด่นไม่เหมือนที่อื่นอาทิ อาข่าสิบสองปันนา, ไก่ดำ, ปลานึ่งสิบสองปันนา, น้ำพริกถั่วดิน-น้ำพริกอาข่า, ยำผักสมุนไพร, อาข่าสะเบีย, ข้าวปุ๊กงาดำ, ตำอะลู, ซุปผักเลื่อน ฯ ล้วนเป็นอาหารชนเผ่าอาข่าที่มาแล้วอยากให้ลอง อร่อยถูกปากแน่นอน เพราะมาถึงในยามเที่ยงลูกค้าแน่ร้านจนต้องยืนรอ แถมยังเป็นร้านที่อนุรักษ์ธรรมชาติคืองดการใช้ถ้วย จาน ใส่อาหาร แต่นำวัสดุธรรมชาติเช่น กระบอกไม้ไผ่และใบตองมาใช้แทน ส่วนการทำความสะอาดจะไม่ใช้สารเคมีหรือน้ำยางล้างจาน จะใช้การต้มน้ำร้อนลวกและร่มควันฆ่าเชื้อแทน

สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจอยากจะมาเที่ยวที่เชียงรายแต้แต้ สามารถสอบถามรายละเอียดที่กิน ที่พัก ได้ที่ ททท.สำนักงานเชียงราย โทร.0-5374-4674 พร้อมแอดไลน์ @tatchiangrai แล้วกดรับคูปองจากโรงแรมที่พักที่ร่วมรายการ เช่น The Riverie by Katathani, Le Patta Hotel, บ้านกิ่วกาญจน์, ดอยสะโง้, สวรรค์บนดิน ฟาร์ม แอนด์ โฮมสเตย์, บ้านหล่อโย และอื่นๆ อีกมากมาย แถมยังมีส่วนลดอาหารเครื่องดื่มและกิจกรรมสนุกๆ หมดเขต 30 กันยายน 2562 นี้เท่านั้น

 “วัดร่องขุ่น ไลท์ เฟส ตอน ปฐมบท” สุดยอดโชว์มัลติมีเดียระดับโลกสูงเท่าตึก 4 ชั้น เนรมิตร 6 จุดให้มีชีวิต เปลี่ยนสี เปล่งแสงยามค่ำคืนในฤดูหนาว

ในปลายปี 2562 นี้ประเทศไทยจะได้โชว์ความยิ่งใหญ่งดงามตระการตาผ่านผลงานศิลปะของชาติที่เกิดจากความร่วมมือของ 2 ครีเอเตอร์คนสำคัญแห่งวงการอย่าง อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติผู้สร้าง “วัดร่องขุ่น” 1 ใน 10 “วัดที่สวยที่สุดในโลก” และ คุณเกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท   อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) กับโปรเจคยักษ์แห่งปี “วัดร่องขุ่น ไลท์ เฟส ตอน ปฐมบท” (Wat Rong Khun Light Fest, Episode: Begins)

นับเป็นครั้งแรกที่สถาปัตยกรรมพุทธศิลป์ที่มีอัตลักษณ์และคุณค่าได้ถูกนำมาผสมผสานกับเทคโนโลยีดิจิทัลระดับโลก เนรมิตรสุดยอดโชว์มัลติมีเดียที่มีความสูงเท่าตึก 4 ชั้น สร้างปรากฏการณ์เปิดมิติใหม่แห่งความมหัศจรรย์ที่ทั่วโลกรู้จักในชื่อของ “วัดขาว” กำลังจะถูกเปลี่ยนสี เปล่งแสงในยามค่ำคืน ร่วมตื่นตาตื่นใจไปกับอรรถรสการแสดง ผสมผสานเทคนิค 3D Mapping, เลเซอร์โชว์ และปรากฏการณ์ Immersive Experience ฯ สร้าง 6 จุดแลนด์มารค์ภายในวัดร่องขุ่นให้มีชีวิตในยามค่ำคืนเป็นครั้งแรก พร้อมปริศนาธรรมที่แฝงแง่คิดตามคำสอนทางพระพุทธศาสนา ภายใต้คอนเซปต์ “THE ILLUMINATION OF WHITE TEMPLE”

โดยพื้นที่จัดแสดงจุดที่ 1-5 เป็นการเดินชม มีทั้งหมด 6 จุด เริ่มจากจุดที่ 1.ปากพญามาร-ขุมนรก (THE SINS) โชว์แมปปิ้งเลเซอร์ที่ชวนสยองขวัญไปกับความน่ากลัวของขุมนรกและสะพานเชื่อมต่อทอดยาวที่รอรับเพียงดวงจิตที่บรรลุธรรมเพื่อเดินทางสู่พุทธภูมิเบื้องหน้าอันเป็นหนทางสู่สรวงสวรรค์จุดที่ 2.อุโบสถ (THE WAY TO HAVEN) จิตที่ละได้ซึ่งกิเกสตัญหาเจริญสู่แดนทิพย์วิมาน ประหนึ่งบัวหลุดพ้นน้ำเบิกบานจิต จุดที่ 3.บ่อน้ำอธิษฐานจิต (ASTROLOGY) แสงแห่งแรงอธิษฐานนำแสงสว่างมาสู่ภายในจิตใจ จุดที่ 4. ต้นโพธิ์แห่งการตรัสรู้ (ENLIGHTENING) การรู้แจ้งของพระพุทธเจ้า จุดที่ 5.เมรุ (CIRCLE OF LIFE) สัจธรรมแห่งชีวิต วงจรสังสารวัฏตระหนักถึง อนิจจัง (ไม่เที่ยง) ทุกข์ขัง (เป็นทุกข์) อนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน) เพื่อมุ่งสู่สุญญตา (ความว่างเปล่า)

โดยเฉพาะการแสดงไฮไลท์ในจุดที่ 6. การแสดงมัลติมีเดียผสมผสาน LIVE PERFORMANCE ณ หอพระพิฆเนศ (THE BEGINS) เป็นการนั่งชมจำกัดเพียง 1,000 ที่นั่ง ถ่ายทอดเรื่องราวปฐมบทของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ กว่าจะมาเป็นศิลปินแห่งชาติผู้ยิ่งใหญ่และเป็นผู้ก่อตั้ง “วัดร่องขุ่น” จนมีชื่อเสียงโด่งดังในระดับนานาชาติ ตลอดระยะเวลา 22 ปีแห่งความสำเร็จ ที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทยด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวมากกว่า 2 ล้านคนต่อปี

เป็นอีกโปรเจคไฮไลท์ของปีที่อาจจะเป็นแค่เพียงเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่เปิดวัดให้ชมความมหัศจรรย์ของสถาปัตยกรรมพุทธศิลป์ที่สวยงามระดับเวิลด์คลาสของไทยในยามค่ำคืน ที่จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวสร้างรายได้และชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ที่สำคัญยังได้ร่วมทำบุญรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายบัตรเข้าชมมอบให้โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

นอกจากนี้ “วัดร่องขุ่น ไลท์ เฟส ตอน ปฐมบท” ยังเป็นการรวมตัวของสุดยอดฝีมือจากวงการบันเทิงสาขาต่างๆอาทิ แน่น สราวุธ เลิศปัญญานุช นักแต่งเพลงชื่อดัง, ครูโจ้ วาไรตี้, บริษัท ไลท์ซอร์ส ผู้นำการออกแบบแสงในอุตสาหกรรมบันเทิง เป็นต้น

เปิดการแสดงทุกวัน เริ่มวันที่ 22 พ.ย.- 22 ธ.ค. 2562นี้ วันละ 2 รอบ รอบแรก เวลา 18:30 น. และรอบสองเวลา 20:30 น. ใช้เวลา 60 นาทีต่อรอบ (จำกัดเพียง 1,000 ที่นั่ง ต่อรอบเท่านั้น) ซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ ที่ไทยทิกเก็ตเมเจอร์ โทร 02 262 3456 หรือ www.thaiticketmajor.com ราคาบัตรตั้งแต่ 400 บาทถึง 1,150 บาท

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ facebook.com/Watrongkhunlightfest; Instagram: Watrongkhunlightfest; www.watrongkhunlightfest.com;

https://www.youtube.com/watch?v=GGXNa5OrIXY;