ร้าน “Kay’s” เสิร์ฟ อาหารสไตล์บรันซ์แบบโฮมมี่ ยกขบวน 4 เมนูใหม่! ปักหมุดความอร่อย 4 สาขา






















เรียกได้ว่าเป็นข่าวดีสำหรับแฟน ๆ ภาพยนตร์แอนิเมชันในดวงใจอย่าง “Toy Story” และใครที่กำลังวางแผนเที่ยวญี่ปุ่น! TOBU TOWER SKYTREE ผู้บริหาร TOKYO SKYTREE แลนด์มาร์กสำคัญของกรุงโตเกียว ประกาศจัดอีเวนต์สุดยิ่งใหญ่ “To the Sky Beyond Imagination TOY STORY SKY IN TOKYO SKYTREE” เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่ภาพยนตร์ Toy Story ครบรอบ 30 ปี
อีเวนต์พิเศษนี้ได้เริ่มขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม และจะจัดยาวไปจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2025 ชวนนักท่องเที่ยวและแฟน ๆ ไปสัมผัสโลกแห่งของเล่นเหนือจินตนาการบนตึกที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น

ภายในงาน นักท่องเที่ยวจะได้ดื่มด่ำไปกับโลกของ Toy Story อย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะบนชั้น Tembo Galleria ที่ความสูง 450 เมตร ซึ่งจะถูกตกแต่งและจัดแสดงนิทรรศการในธีม Toy Story ราวกับว่า TOKYO SKYTREE ได้กลายเป็นห้องของเล่นขนาดมหึมาบนก้อนเมฆ ตามคอนเซ็ปต์ภาพโปรโมตหลักของงาน ที่เหล่าตัวละครอย่างวู้ดดี้และบัซ ไลท์เยียร์ กำลังสนุกสนานอยู่บนยอดสกายทรี
นอกจากนี้ ในช่วงเวลากลางคืน ยังมีความพิเศษรออยู่อีกมากมาย:

แน่นอนว่ามาอีเวนต์สุดพิเศษแบบนี้จะขาดของที่ระลึกและเมนูอร่อย ๆ ไปไม่ได้ ภายในงานมีโซนจำหน่าย สินค้าลิมิเต็ดเอดิชัน ที่ออกแบบมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ หาซื้อที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว รวมถึง เมนูพิเศษจากคาเฟ่ ที่รังสรรค์ขึ้นในธีม Toy Story ให้แฟน ๆ ได้เก็บความทรงจำทั้งในรูปแบบของสะสมและรสชาติอร่อย ๆ กลับบ้านไป
ทาง TOBU TOWER SKYTREE หวังเป็นอย่างยิ่งว่านักท่องเที่ยวจากทั่วโลก รวมถึงชาวไทยที่เดินทางมายังประเทศญี่ปุ่น จะแวะมาเยี่ยมชมและสนุกสนานไปกับอีเวนต์พิเศษครั้งนี้ที่ TOKYO SKYTREE

ใครที่มีแพลนจะไปเที่ยวโตเกียวในช่วงเวลาดังกล่าว ห้ามพลาดเด็ดขาดที่จะใส่ TOKYO SKYTREE เข้าไปในลิสต์ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลอง 30 ปีแห่งมิตรภาพของเหล่าของเล่นที่เรารัก!
เคยจินตนาการถึงร้านปิ้งย่างที่เปลี่ยนจากเนื้อวัวมาเป็นปลาเกรดพรีเมียมไหม?
ในปี 2568 ที่เทรนด์ปิ้งย่างยังคงครองใจคนไทยอย่างเหนียวแน่น ร้านอาหารญี่ปุ่นน้องใหม่ “KAYAKI” (คายากิ) ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ เขย่าวงการด้วยคอนเซ็ปต์ “YAKIZAKANA” (ยากิซากานะ) หรือ “ปิ้งย่างปลา” สไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ ชูจุดเด่นเป็นเจ้าแรกในประเทศไทยที่ตอบโจทย์สายสุขภาพอย่างแท้จริง
วันนี้เราจะพาทุกคนไปสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษนี้ ที่ร้าน KAYAKI โครงการ YARD 49 กลางซอยสุขุมวิท 49 ครับ

KAYAKI เกิดจากแรงบันดาลใจของคุณเบ๊นซ์, คุณโบ๊ท และคุณเพลน สามผู้บริหารที่ไปพบร้านปลาย่างสุดยูนีคที่ญี่ปุ่น แล้วเกิดติดใจในรสชาติและคอนเซ็ปต์ที่แปลกใหม่ คือการนำปลาส่วนต่างๆ มาหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ แล้วย่างกึ่งสุกกึ่งดิบ คล้ายกับวัฒนธรรม Yakiniku (เนื้อย่าง) ที่เราคุ้นเคย พวกเขามองเห็นว่าเนื้อปลาเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ย่อยง่าย และไขมันดีสูง จึงนำคอนเซ็ปต์นี้มาเปิดเป็นเจ้าแรกในไทย เพื่อให้คนรักปิ้งย่างได้อร่อยแบบไม่รู้สึกผิด
ก้าวแรกที่เข้าร้าน KAYAKI ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดไปอยู่ในร้านอาหารที่ญี่ปุ่นจริงๆ การตกแต่งผสมผสานสไตล์ญี่ปุ่นร่วมสมัยกับความโมเดิร์นได้อย่างลงตัว โอบล้อมด้วยวิวสวนญี่ปุ่นที่ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง สบายตา เหมาะกับการมาทานมื้อพิเศษจริงๆ

ที่ KAYAKI ไม่ใช่แค่การนำปลามาย่าง แต่คือศิลปะของการดึงรสชาติที่ดีที่สุดของวัตถุดิบออกมา



ความพิเศษของที่นี่คือจะมีพนักงานผู้เชี่ยวชาญมาดูแลการย่างให้ที่โต๊ะแบบคำต่อคำ เพราะปลาแต่ละชนิด แต่ละส่วน ใช้ความร้อนและเวลาในการย่างไม่เท่ากัน โดยจะย่างแบบ “มีเดียมแรร์” ผิวด้านนอกสุกหอมกลิ่นสโมค แต่เนื้อในยังคงความฉ่ำหวานเหมือนทานซาชิมิ
เมื่อย่างได้ที่ พนักงานจะวางชิ้นปลาลงบนข้าวญี่ปุ่นร้อนๆ ที่ปรุงรสพิเศษ น้ำมันปลาจะซึมลงไปในเม็ดข้าว เพิ่มความหอมและรสชาติกลมกล่อม ก่อนจะแนะนำให้ทานคู่กับเครื่องเคียงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกลือมะนาว วาซาบิสด หรือซอสสูตรเฉพาะของทางร้านที่ออกแบบมาสำหรับปลาแต่ละชนิด ถือเป็นการเปิดประสบการณ์การทานปลาย่างที่เหนือระดับจริงๆ
ทางร้านจัดเซ็ตเมนูที่คุ้มค่ามาให้เลือก 3 ระดับ (ทุกเซ็ตเสิร์ฟพร้อมสลัด ข้าว ซุป และของหวาน)

ห้ามพลาด: สำหรับเซ็ต KAIYO และ KAYAKI สามารถอัปเกรดเมนู Akami เป็น Toro Bomb (ข้าวหน้าชูโทโร่, อูนิ, และไข่ปลาแซลมอน) ได้ในราคา 690 บาท บอกเลยว่าฟินสุดๆ
KAYAKI ไม่ใช่แค่ร้านอาหาร แต่คือประสบการณ์ใหม่ที่น่าตื่นเต้นสำหรับคนรักอาหารญี่ปุ่นและสายปิ้งย่าง เป็นการพิสูจน์ว่าความอร่อยระดับพรีเมียมกับสุขภาพที่ดีสามารถมาคู่กันได้ ใครที่กำลังมองหามื้อพิเศษที่ไม่เหมือนใคร หรืออยากลองเทรนด์ใหม่ก่อนใคร ต้องรีบปักหมุดที่นี่ไว้เลยครับ


TravelEatDrinkReview – นาทีนี้คงไม่มีใครไม่พูดถึง BAKE URBAN คาเฟ่เปิดใหม่ที่สร้างปรากฏการณ์คิวยาวล้นทะลักซอยอ่อนนุช 7 ตั้งแต่วันแรก! บอกได้เลยว่ากระแสของร้านนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และแน่นอนว่าคำถามสำคัญคือ เบื้องหลังความฮอตนี้ มีดีอะไรซ่อนอยู่ และคำตอบที่ได้ก็คือ… มันดีงามสมคำร่ำลือจริงๆ ครับ!
ตัวร้านโดดเด่นมาแต่ไกลด้วยโทนสีฟ้าพาสเทลสบายตา ตัดกับโลโก้มาสคอต “ปังกวิ้น” 🐧 สุดน่ารัก ที่สะท้อนคาแรคเตอร์ความสดใส ขี้เล่น ของน้องแดน (คิม อินฮยอน) ได้เป็นอย่างดี ภายในร้านตกแต่งสไตล์มินิมอล เน้นความโปร่งสบาย ให้ความรู้สึกเหมือนได้เข้ามาพักในบ้านหลังเล็กๆ ที่อบอุ่นและเป็นกันเอง
ไฮไลท์ของ BAKE URBAN คือการนำแรงบันดาลใจจากรสชาติที่คุ้นเคยของไทยและเกาหลีมาผสมผสานในเบเกอรี่และเครื่องดื่มได้อย่างสร้างสรรค์และลงตัวสุดๆ
✨🥐 Signature Croissants: ดาวเด่นที่ต้องลอง!
🥥 ครัวซองต์ข้าวหลาม: เมนูนี้คือที่สุด! เป็นการผสมผสานที่เหนือความคาดหมาย ครัวซองต์อบมากรอบนอกนุ่มใน สอดไส้ข้าวเหนียวมูนนุ่มๆ ที่มีเนื้อมะพร้าวอ่อนแทรกอยู่ ราดด้วยกะทิรสเค็มมัน ทุกคำที่กัดเข้าไปคือความกลมกล่อมลงตัว หวาน เค็ม มัน หนึบ ครบรส เป็นเมนูที่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ต้องสั่ง!”
🌶 ครัวซองต์กะเพรา: ใครจะคิดว่ากะเพราจะอยู่ในครัวซองต์ได้! แต่ที่นี่ทำออกมาได้อร่อยมาก รสชาติกะเพราไม่จัดจ้านจนเกินไป มีครีมซอสสูตรพิเศษที่ช่วยเชื่อมรสชาติของไส้และแป้งครัวซองต์เนยหอมๆ เข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ
🌭 ครัวซองต์ไส้อั่ว / บูลโกกิ: สำหรับสาย savory ยังมีไส้อั่วที่หอมเครื่องเทศกำลังดี และบูลโกกิที่ให้รสชาติเกาหลีแท้ๆ เหมือนวาร์ปไปกินที่โซลเลยทีเดียว
✨️🍰 เค้กและของหวานอื่นๆ ที่ดีงามไม่แพ้กัน
🐧 Penguin Cake: เค้กมูสหน้าตาน่ารักรูปปังกวิ้น เนื้อเนียนนุ่ม สอดไส้เบอร์รี่รสเปรี้ยวอมหวาน ช่วยตัดเลี่ยนได้เป็นอย่างดี
🥃 Tiramisu: ทีรามิสุที่นี่เนื้อเค้กชุ่มฉ่ำ หอมกลิ่นมัทฉะเข้มข้นแต่ไม่ขม เป็นอีกตัวที่อร่อยจนอยากสั่งเบิ้ล
🍌 Banoffee: ทำออกมาได้ดีตามมาตรฐาน ไม่หวานเลี่ยนจนเกินไป กล้วยและคาราเมลเข้ากันสุดๆ
✨️☕️ เครื่องดื่มคุณภาพที่ใส่ใจทุกแก้ว
☕️ กาแฟ (Coffee): คอกาแฟต้องประทับใจแน่นอน Latte (คั่วกลาง) ของที่นี่ทำได้ดีเยี่ยม กาแฟหอมมาก รสชาติดี มีความเข้มที่พอดี ดื่มแล้วสดชื่น เป็นกาแฟคุณภาพที่หลายคนอยากมีไว้ใกล้ๆ ออฟฟิศเลย
🧋 ชา (Non-Coffee): Royal Milk Tea และ Premium Matcha Latte คือดีงามมาก หอมชาและมัทฉะแท้ๆ รสชาติกลมกล่อม หากเลือกระดับความหวานน้อย (25%) จะได้รสที่กำลังดีเลยทีเดียว
🍹 โซดา (Soda): Honey Lemon Soda สดชื่นมาก! หอมน้ำผึ้งและเลมอน ความซ่ากำลังดี มาในแพ็คเกจจิ้งกระป๋องซีลฝาที่ช่วยรักษาความซ่าไว้ได้นาน
บทสรุป: คุ้มค่าการรอคอยหรือไม่?
BAKE URBAN ไม่ใช่แค่คาเฟ่ของยูทูบเบอร์ชื่อดังที่ขายแค่กระแส แต่เป็นร้านที่เปี่ยมไปด้วย “คุณภาพ” และ “ความใส่ใจ” ในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การคิดค้นเมนูที่สร้างสรรค์ การคัดเลือกวัตถุดิบ ไปจนถึงการบริการ ทุกอย่างทำออกมาด้วยใจจริงๆ
แม้คิวจะยาว แต่ถ้าได้ลิ้มลองแล้วจะเข้าใจว่าทำไมทุกคนถึงยอมรอ เป็นคาเฟ่ที่มอบความสุขและความอร่อยได้ตั้งแต่คำแรกจริงๆ และสมควรยกให้เป็นหนึ่งในร้านเด่นแห่งปีได้อย่างไม่ต้องสงสัย! ✨
ข้อมูลร้าน
* 📍 ที่ตั้ง: อ่อนนุช ซอย 7
* ⏰ เวลาเปิด-ปิด: 7:00 – 19:00 น. (เปิดทุกวัน)
* 📱 ติดตามข่าวสาร: Instagram: @bakeurban / LINE Official: @bakeurban

เตรียมคำราม! ตะลุยโลกไดโนเสาร์ใจกลางกรุงกับ Jurassic World: The Experience ที่เอเชียทีค 🦖
ข่าวดีสำหรับชาวกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยว! เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อ Jurassic World: The Experience นิทรรศการไดโนเสาร์เสมือนจริงสุดอลังการระดับโลก เตรียมมาเปิดประสบการณ์สุดกระหึ่มให้คุณได้สัมผัสเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในวันที่ 8 สิงหาคม 2568 นี้ ณ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น

ปรากฏการณ์ครั้งสำคัญนี้จะเนรมิตพื้นที่กว่า 6,000 ตารางเมตร ให้กลายเป็นเกาะ “อิสลา นูบลาร์” (Isla Nublar) ที่จะพาคุณหลุดเข้าไปในจักรวาลภาพยนตร์ Jurassic World อย่างสมจริง ตื่นตาตื่นใจไปกับเหล่าไดโนเสาร์แอนิเมทรอนิกส์ขนาดเท่าของจริงที่เคลื่อนไหวและส่งเสียงคำรามราวกับมีชีวิต!
Jurassic World: The Experience เนรมิตพื้นที่รวมกว่า 6,000 ตารางเมตร ให้กลายเป็นโลกแห่งการผจญภัยที่จะพาผู้เข้าชมทุกวัน เข้าสู่จักรวาลของภาพยนตร์แฟรนไชส์ระดับโลกอย่าง Jurassic World จาก Universal Pictures และ Amblin Entertainment โดยผสมผสานวิทยาศาสตร์และการเรียนรู้เข้ากับความบันเทิงระดับโลกอย่างลงตัว ซึ่งผู้เข้าชมจะได้สัมผัสกับประสบการณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจระหว่างการเดินทางสำรวจความมหัศจรรย์ของเกาะ Isla Nublar (อิสลา นูบลาร์) ท่ามกลางฝูงไดโนเสาร์แอนิเมทรอนิกส์เสมือนจริง และฉากจำลองที่ได้แรงบันดาลใจมาจากฉากสุดอลังการในภาพยนตร์ Jurassic World เต็มอิ่มกับการหลบหลีกและเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน พร้อมดื่มด่ำไปกับความมหัศจรรย์เหนือจินตนาการบนเกาะแห่งนี้ที่รอให้ทุกคนมาสัมผัสด้วยตนเอง

ร่วมประสบการณ์การผจญภัยใน Jurassic World: The Experience ที่เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น
1. Origins of Wonder ต้นกำเนิดแห่งความมหัศจรรย์ ก้าวเข้าสู่ศูนย์ต้อนรับอันยิ่งใหญ่ตระการตา ที่ซึ่งความ มหัศจรรย์ของเกาะอิสลา นูบลาร์ กลับมามีชีวิตอีกครั้งผ่านภาพและเสียงอันสมจริงราวกับหลุดเข้าไปในโลกภาพยนตร์
2. Arrival at Isla Nublar เดินทางสู่เกาะ อิสลา นูบลาร์ ความตื่นเต้นเริ่มต้นขึ้นเมื่อคุณเดินทางมาถึงเกาะ อิสลา นูบลาร์ กับประตูทางเข้า Jurassic World อันเป็นเอกลักษณ์ที่ตั้งตระหง่านพร้อมต้อนรับทุกคนเข้าสู่โลกที่เหล่าไดโนเสาร์ดึกดำบรรพ์กลับขึ้นมาโลดแล่นอีกครั้ง
3. A Close Encounter with Giants เผชิญหน้ากับยักษ์ใหญ่แห่งโลกล้านปี เหนือยอดไม้สูงเสียดฟ้า คุณจะได้สัมผัสช่วงเวลาสุดระทึกเมื่อได้เผชิญหน้ากับ บราคิโอซอรัส (Brachiosaurus) ร่างยักษ์ที่เคลื่อนไหวอย่างสง่างามท่ามกลางสายหมอก และเบื้องล่างยังมีแขกพิเศษอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่พร้อมปรากฏตัวขึ้นในช่วงเวลาการให้อาหาร
4. The Petting Zoo สัมผัสไดโนเสาร์รุ่นเยาว์ โอกาสพิเศษที่คุณจะได้ใกล้ชิดกับเหล่าสมาชิกวัยเยาว์ ตั้งแต่ลูกไดโนเสาร์จอมซนที่กำลังทดสอบความแข็งแรงของตัวเอง ไปจนถึงเจ้าตัวน้อยขี้เล่นวัยอยากรู้อยากเห็นที่กำลังเรียนรู้โลกใบใหม่ ประสบการณ์ที่จะพาคุณโลดแล่นเข้าสู่ความมหัศจรรย์ของ Jurassic World
5. The Predator Pavilion ดินแดนนักล่าดึกดำบรรพ์ บรรยากาศเริ่มตึงเครียดเมื่อคุณก้าวเข้าสู่พื้นที่ของเหล่านักล่าแห่งโลกล้านปี ดินแดนของไดโนเสาร์กินเนื้อที่น่าเกรงขามที่สุดของ Jurassic World ที่แม้คุณอาจจะเคยเห็น เวโลซีแรปเตอร์ (Velociraptor) มาแล้วในจอภาพยนตร์ แต่ก็ไม่มีอะไรเทียบได้กับการเผชิญหน้าตัวจริงได้เลย
6. The Observation Deck จุดชมวิว หอสังเกตการณ์สุดไฮเทคค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าสู่ป่าดงดิบหนาทึบ ที่ซึ่ง อินโดไมนัส เร็กซ์ (Indominus rex) นักล่าสุดอันตรายกำลังเคลื่อนไหวและเฝ้ามองคุณอยู่ จนกระทั่งเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้เกิดขึ้น หนทางรอดเดียวคือต้องหนีเท่านั้น!
7. A Fight for Survival ผจญภัยเพื่อเอาชีวิตรอด เสียงสัญญาณเตือนดังกึกก้องทั่วผืนป่าในขณะที่คุณกำลังเดินลัดเลาะผ่านช่องทางซ่อมบำรุงแคบ ๆ เสียงคำรามอันทรงพลังสะท้อนไปทั่วทางเดินจนรู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงสันหลัง ก่อนที่ คาร์โนทอรัส (Carnotaurus) จะพุ่งเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัวจนคุณต้องวิ่งหนีเอาตัวรอด
8. Lost in the Jungle หลงในป่าดงดิบ ลัดเลาะเอาชีวิตรอดจนมาสู่ใจกลางป่าดงดิบอันมืดมิด พบกับเศษซากจากอดีตกับป้าย Jurassic Park ที่หลงเหลืออยู่ และรถจี๊ปที่ถูกเถาวัลย์ปกคลุมจนเกือบมิด ความเงียบอันน่าขนลุกปกคลุมไปทั่วผืนป่า จนกระทั่ง ไดโลโฟซอรัส (Dilophosaurus) ก้าวออกมา พร้อมกับแผงคอสีสันสดใสที่กางออกเสมือนงูแผ่แม่เบี้ย
9. Caged Up กรงปริศนา กรงนกยักษ์สูงเสียดฟ้าปรากฏอยู่เบื้องหน้า เงาของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ร่อนผ่านม่านหมอกที่ปกคลุมอยู่เหนือหัว ในขณะที่เสียงกรีดร้องดังขึ้น เทอราโนดอน (Pteranodon) พุ่งชนผนังกรง จะงอยปากเฉียดขอบแผงกั้นห่างจากคุณไปเพียงไม่กี่นิ้ว ในขณะที่ สไตกิโมล็อค (Stygimoloch) ยืนจ้องมองผู้มาเยือนด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก่อนพ่นลมหายใจเสียงแหลมใส่
10. The Final Escape การหลบหนีครั้งสุดท้าย ห้องวิจัยที่ดูปลอดภัยอาจให้ความอุ่นใจได้เพียงไม่นาน เสียงฝีเท้าอันน่าเกรงขามของ ทีเร็กซ์ (T. rex) กำลังเคลื่อนตัวใกล้เข้ามาทุกขณะ ราชินีแห่งไดโนเสาร์ส่งเสียงคำรามกึกก้องไปทั่วป่าก่อนที่ประตูทางออกจะปิดลงทันเวลาอย่างหวุดหวิด
Refuge – At Last รอดชีวิตในที่สุด หลังจากผู้เข้าชมได้เผชิญหน้ากับยักษ์ใหญ่แห่งยุคดึกดำบรรพ์ สบตากับตำนานที่ยังมีชีวิต และรอดพ้นจากการผจญภัยอันน่าตื่นตาตื่นใจมาได้ นี่คือประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่คุณจะไม่มีวันลืมกับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่ใช้เวลารังสรรค์ขึ้นกว่า 65 ล้านปี
ร้านขายของที่ระลึก Jurassic World: The Experience Retail Store
เลือกซื้อของที่ระลึกและสินค้าลิขสิทธิ์แท้เฉพาะของ Jurassic World ภายในร้านค้า Jurassic World: The Experience Retail Store ซึ่งออกแบบมาในธีมพื้นที่หลบภัยในโลกยุคดึกดำบรรพ์ พร้อมพบกับอีกหนึ่งไฮไลต์สุดพิเศษอย่างกะโหลกฟอสซิลของทีเร็กซ์ ถือเป็นจุดหมายสุดท้ายของการผจญภัยในโลกจูราสสิค ที่ซึ่งเรื่องราวจบลง แต่ตำนานยังคงถูกกล่าวขานมาจนถึงปัจจุบัน

Jurassic World: The Experience Hatch Dome
อีกหนึ่งประสบการณ์ที่ตั้งอยู่ติดกันกับ Jurassic World: The Experience คือ “Hatch Dome” (แฮ็ธช์ โดม) พื้นที่อินเทอร์แอคทีฟสุดล้ำที่รวมร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึก Jurassic World: The Experience Retail Store และนิทรรศการด้านความยั่งยืนแบบ 4D จาก AWC ภายใต้แนวคิด “Better World, Better Future” เปิดประสบการณ์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวด้านความยั่งยืนอย่างน่าทึ่ง โดยการเดินทางสุดพิเศษนี้จะพาผู้เข้าชมย้อนเวลากลับไปสู่ช่วงเวลาแห่งการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ ก่อนจะออกเดินทางต่อไปสัมผัสกับโลกอนาคตที่ขับเคลื่อนโดยการกระทำของมนุษย์ เพื่อจุดประกายความตระหนักรู้และสร้างแรงบันดาลใจในการร่วมกันสร้างโลกที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น
Jurassic World: The Experience Fossil & Flame Restaurant
พร้อมเปิดตัว “Jurassic World: The Experience Fossil & Flame Restaurant” (ฟอสซิล แอ็นด์ เฟลม) ห้องอาหาร Jurassic World แห่งแรกนอกธีมพาร์ค ซึ่งผสานเรื่องเล่าจากภาพยนตร์เข้ากับประสบการณ์การรับประทานอาหารอย่างเต็มอรรถรส ให้คุณได้เพลิดเพลินไปกับเมนูและบรรยากาศที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจักรวาล Jurassic World อย่างแท้จริง สร้างประสบการณ์สุดพิเศษที่ผสมผสานรสชาติ ประสบการณ์จากภาพยนตร์ และจินตนาการเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

ข้อมูลสำคัญและราคาบัตร
📍 สถานที่: เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น กรุงเทพฯ
🗓 วันเปิดตัว: 8 สิงหาคม 2568
🎫 ราคาบัตร:
👶เด็ก (อายุ 3-10 ปี): เริ่มต้นที่ 579 บาท
🧑 ผู้ใหญ่ (อายุ 11 ปีขึ้นไป): เริ่มต้นที่ 769 บาท
🎟การจำหน่ายบัตร
🔸️ รอบพรีเซล (สำหรับผู้ลงทะเบียน Waitlist): เริ่ม 8 กรกฎาคม 2568
🔸️ รอบบุคคลทั่วไป: เริ่ม 11 กรกฎาคม 2568
แฟนพันธุ์แท้สามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์จองบัตรรอบพรีเซลได้ก่อนใครที่เว็บไซต์ www.jurassicworldexperience.com/th แนะนำให้รีบจองล่วงหน้าเพราะคาดว่าจะมีผู้สนใจเข้าชมเป็นจำนวนมาก!
เตรียมตัวและครอบครัวของคุณให้พร้อม แล้วไปสัมผัสประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะทำให้คุณไม่มีวันลืม ณ Jurassic World: The Experience Bangkok!

#JWExperience #DinosinBKK #AsiatiqueTheRiverfrontDestination #AWC
#เที่ยวเก่งกินก็เก่ง #TravelEatDrinkReview #เก่งรีวิว