“Jasmine Blue” เมนูคอลแลปใหม่!! ระหว่าง “NOSE TEA x SOURI”

สัมผัสความอบอุ่นกับคนที่คุณรัก “Jasmine Blue” เมนูคอลแลปใหม่!! ระหว่าง “NOSE TEA x SOURI” ดีไซน์ความหอม ให้หวานเพลินทุกเลเยอร์!!

ความลงตัวที่แสนจะเข้ากันสุดๆ ระหว่าง “NOSE TEA” แบรนด์ชาที่โดดเด่น ด้วยกิมมิคชีสสุดนัวกลายเป็นไอคอน #REALCHEESE ที่จริงใจ กับการคอลแลปเมนูใหม่ร่วมกับ “SOURI” แบรนด์ขนมมาการองชื่อดัง ที่ไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะถูกผสมผสาน ศิลปะ และความคิดสร้างสรรค์ ให้เข้ากับขนมหวาน เมื่อสองแบรนด์ต่างนำจุดเด่นของตัวเอง มาครีเอทเมนูเครื่องดื่มในชื่อ “Jasmine Blue (จัสมิน บลู)” และขนมหวานชูส์ครีม “Kiss of Blue” ออกมาให้ทุกคนร่วมเฉลิมฉลอง พร้อมสัมผัสความอบอุ่นในช่วงเทศกาลวันแม่ หรือคนที่คุณรักไปด้วยกัน

Jasmine Blue” คือเครื่องดื่มที่ “NOSE TEA” เลือกใช้เบสหลักเป็นชาจัสมินที่มีกลิ่นหอมกรุ่น อย่างที่ใครหลายคนคุ้นเคยในรสชาติ พร้อมด้วยความสดใสของอัญชันจากธรรมชาติ ที่ปรับแต่งออกมาให้เป็นสีฟ้าน่าทาน นำมาผสมผสานกับนมสดสูตรพรีเมียม เนื้อเนียนนุ่ม ปั่นรวมเข้าด้วยกัน แบ่งเลเยอร์ให้ชั้นล่างเป็นพานาคอตต้าหวานกำลังดี ออนท็อปด้วยครีมชีสหอมมัน รสนัว ซิกเนเจอร์ของแบรนด์ ก่อนจะโรยความอร่อยของครัมเบิ้ลกรุบกรอบจาก “SOURI” ไว้ชั้นบนสุด เพื่อเพิ่มเนื้อสัมผัสให้เครื่องดื่มมีมิติในทุกเลเยอร์มากขึ้น

“Kiss of Blue” ชูส์ครีมไส้ Grapefruit Custard เนื้อเนียน หอมละมุนสุดๆ ที่ “SOURI” ผสมผสานกับแยม Grapefruit รสชาติหวานอมเปรี้ยวจากผลไม้ ตกแต่งด้วยแผ่นช็อคโกแลตด้านบน และโรยไอซิ่งบางๆ ตัดกับความนุ่มฟูของ

วิปครีมกลิ่น Jasmine สีฟ้า รสชาติกำลังดี กลมกล่อมลงตัวในทุกคำที่ได้สัมผัส เมื่อนำมาเสิร์ฟคู่กับเมนู “Jasmine Blue” เต็มไปด้วยความสดชื่น สดใส ชวนให้น่าลิ้มลอง

นอกจากนี้ความอร่อยคูณสองที่เราตั้งใจมอบให้ทุกคน เราตกแต่ง “NOSE TEA” ชั้น 2 โซน Zpell สาขา Zpell Future Park Rangsit ให้เป็นธีมคาเฟ่กลิ่นอายของสวนดอกไม้ อบอวลไปด้วยความสุข เข้ากับคอนเซ็ปต์ “เติมความหวานของเธอ เฉลิมฉลองความรักของเธอ” ใครสายคอนเทนต์ คอนใจ สามารถเข้าไปเช็คอินถ่ายภาพสวยๆ และตามไปตำเมนู “Jasmine Blue” และ “Kiss of Blue” ได้ที่ “NOSE TEA” ทุกสาขา หรือจะสั่งเดลิเวอรี่ส่งถึงบ้าน ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายน 2568 ไปเลย

 

11 เมืองเที่ยวในญี่ปุ่น ไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ!

TravelEatDrinkReview จะพาคุณไปสำรวจ 11 เมืองในญี่ปุ่น (ไม่นับโตเกียวและโอซาก้า) ที่หลายคนโหวตให้เป็นเมืองที่ “ไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ” แต่ละเมืองมีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำให้นักเดินทางหลายคนหลงรักจนอยากกลับไปซ้ำแน่นอน


อันดับ 11: อิเสะ (Ise)

เมืองศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยความสงบและมนต์ขลัง ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวญี่ปุ่น

  • ศาลเจ้าอิเสะจิงกู (Ise Jingu): ศาลเจ้าชินโตที่ศักดิ์สิทธิ์และสำคัญที่สุดของญี่ปุ่น แบ่งออกเป็นส่วนนอก (Geku) และส่วนใน (Naiku)
  • ถนนโอฮาไรมาจิ (Oharai-machi): ถนนเก่าแก่ที่ทอดยาวไปยังศาลเจ้าอิเสะจิงกูในส่วนใน (Naiku) เต็มไปด้วยอาคารไม้โบราณที่ให้บรรยากาศย้อนยุค
  • ถนนโอคากะโยโกโจ (Okage Yokocho): ถนนสายเล็ก ๆ ที่แยกจากถนนโอฮาไรมาจิ บรรยากาศเหมือนหมู่บ้านสมัยเอโดะ มีร้านค้าและร้านอาหารมากมายให้เลือก
  • หินคู่เมะโอโตะอิวะ (Meoto Iwa): หินคู่ขนาดใหญ่ที่ถูกผูกติดกันด้วยเชือกศักดิ์สิทธิ์ เป็นสัญลักษณ์ของความรักและโชคลาภ
  • หมู่บ้านวัฒนธรรมอะสุจิ-โมะโมะยามะ (Azuchi-Momoyama Bunkamura): สวนสนุกที่จำลองหมู่บ้านในยุคอะสุจิ-โมะโมะยามะ มีการแสดงนินจาและวัฒนธรรมญี่ปุ่น
  • พิพิธภัณฑ์ชินจูกุ (Shinjuku History Museum): พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเมืองอิเสะและภูมิภาคโดยรอบ
  • สวนโทบะซาชิฮามะ (Toba Sasihama): ชายหาดที่สวยงามในเมืองโทบะ (Toba) ใกล้กับอิเสะ เหมาะสำหรับการพักผ่อนริมทะเล
  • พิพิธภัณฑ์มิกิโมะโตะเพิร์ลไอส์แลนด์ (Mikimoto Pearl Island): เกาะเล็ก ๆ ที่เป็นต้นกำเนิดของการเพาะเลี้ยงไข่มุก มีการสาธิตการดำน้ำของสตรี (Ama Divers)
  • ศาลเจ้าสึโบกาอิ (Tsubogai Shrine): ศาลเจ้าเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่บนยอดเขา สามารถเดินขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์อันงดงามได้
  • ห้างสรรพสินค้าอิเซะ (Ise Department Store): ห้างสรรพสินค้าเก่าแก่ที่มีของฝากและสินค้าท้องถิ่นให้เลือกซื้อ

อันดับ 10: เบปปุ (Beppu)

เมืองแห่งบ่อน้ำพุร้อนที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ควันไอน้ำที่ลอยฟุ้งไปทั่วเมืองคือภาพจำสุดคลาสสิก

  • บ่อไฟนรก (Jigoku Onsen): บ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่มีสีสันและลักษณะเฉพาะถึง 8 บ่อ แต่ละบ่อมีความสวยงามแตกต่างกันไป เช่น บ่อสีเลือด (Blood Pond Hell) และบ่อทะเลเดือด (Sea Hell)
  • หุบเขาออนเซ็นยูฟุอิน (Yufuin Onsen): เมืองออนเซ็นเล็ก ๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากเบปปุ บรรยากาศเงียบสงบ มีร้านค้าและคาเฟ่น่ารัก ๆ
  • สวนสนุกเบปปุ ราคุเท็นจิ (Beppu Rakutenchi): สวนสนุกเก่าแก่ที่มีกระเช้าลอยฟ้าให้ชมวิวเมืองเบปปุ
  • บ่อน้ำร้อนซูนะยุ (Sunayu Onsen): บ่อน้ำร้อนทรายที่ให้เราฝังตัวอยู่ในทรายอุ่น ๆ เพื่อการบำบัด
  • สวนลิงทาคาซากิยามะ (Takasakiyama Monkey Park): สวนลิงธรรมชาติที่มีลิงป่าอาศัยอยู่หลายร้อยตัว
  • บ่อน้ำร้อนฟุโรยู (Furoyu Onsen): บ่อน้ำพุร้อนสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดในเบปปุ
  • พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอุซุมิกะวา (Uzumigawa Aquarium): พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำขนาดเล็กที่จัดแสดงสัตว์ทะเลในท้องถิ่น
  • หอคอยเบปปุ (Beppu Tower): หอคอยสูงที่ให้คุณได้ชมวิวเมืองเบปปุและทะเลอย่างเต็มตา
  • สวนดอกไม้ฮิรากิ (Hiraki Flower Park): สวนดอกไม้ขนาดใหญ่ที่มีดอกไม้นานาชนิดบานสะพรั่งตลอดปี
  • วัดฮาคุราคุจิ (Hakuraku-ji Temple): วัดที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ตั้งอยู่บนเนินเขาที่สามารถมองเห็นเมืองเบปปุได้

อันดับ 9: นาโกย่า (Nagoya)

เมืองใหญ่ที่ไม่วุ่นวาย มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมในภูมิภาคชูบุ

  • ปราสาทนาโกย่า (Nagoya Castle): หนึ่งในปราสาทที่ใหญ่และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น
  • สวนจิบลิ (Ghibli Park): สวนสนุกธีมแรกของสตูดิโอจิบลิ ที่จำลองฉากจากภาพยนตร์ชื่อดังต่าง ๆ ของจิบลิ
  • ศาลเจ้าอัตสึตะ (Atsuta Shrine): หนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่น
  • พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์นาโกย่า (Nagoya City Science Museum): พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ที่มีโดมท้องฟ้าจำลองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
  • ย่านโอสุ (Osu Kannon): ย่านการค้าเก่าแก่ที่มีทั้งวัดวาอาราม ร้านอาหาร ร้านค้า และร้านขายของมือสองมากมาย
  • พิพิธภัณฑ์รถไฟ (Scmaglev and Railway Park): พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงรถไฟหัวกระสุน (Shinkansen) ตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นล่าสุด
  • หอคอยทีวีนาโกย่า (Nagoya TV Tower): หอคอยสูงที่ให้คุณได้ชมวิวเมืองนาโกย่าจากมุมสูง
  • พิพิธภัณฑ์ศิลปะโทกุกาวะ (Tokugawa Art Museum): พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงสมบัติของตระกูลโทกุกาวะ รวมถึงม้วนคัมภีร์และภาพวาดโบราณ
  • ศูนย์การค้าซาคาเอะ (Sakae Shopping Area): ย่านช้อปปิ้งหลักของนาโกย่าที่มีห้างสรรพสินค้าและร้านค้าทันสมัยมากมาย
  • สวนสาธารณะชิโรโทริ (Shirotori Garden): สวนญี่ปุ่นที่สวยงาม มีบึงน้ำและสะพานไม้ที่ให้บรรยากาศสงบ

อันดับ 8: โอตารุ (Otaru)

เมืองท่าสุดโรแมนติกที่ตั้งอยู่ในฮอกไกโด มีคลองเก่าแก่และอาคารอิฐแดงสุดคลาสสิก

  • คลองโอตารุ (Otaru Canal): สัญลักษณ์ของเมืองโอตารุ มีโกดังเก่าแก่เรียงรายริมคลอง บรรยากาศงดงาม โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวและยามค่ำคืนที่มีการประดับไฟ
  • ถนนซากาอิมาจิ (Sakaimachi Street): ถนนช็อปปิ้งหลักของโอตารุ มีทั้งร้านขายของที่ระลึก ร้านงานแก้ว ร้านเครื่องดนตรี และร้านอาหารทะเลสดใหม่
  • พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีโอตารุ (Otaru Music Box Museum): พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงกล่องดนตรีหลากหลายรูปแบบ
  • โรงงานเป่าแก้วคิตาอิจิ (Kitaichi Glass Otaru): โรงงานเป่าแก้วที่มีการสาธิตการทำแก้ว และมีร้านค้าที่เต็มไปด้วยของตกแต่งและเครื่องแก้วสวยงาม
  • พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น สาขาโอตารุ (Bank of Japan Otaru Museum): อาคารสไตล์เรโทรที่เคยเป็นธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชม
  • หอคอยชมวิวเท็งกุยามะ (Tenguyama Ropeway): กระเช้าลอยฟ้าที่พาคุณขึ้นไปบนยอดเขาเท็งกุ (Mount Tengu) เพื่อชมวิวเมืองโอตารุและอ่าว
  • พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโอตารุ (Otaru Aquarium): พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำขนาดใหญ่ที่มีการแสดงโชว์ของแมวน้ำและโลมา
  • ศาลเจ้าฮินะมะสึริ (Hinamatsuri Shrine): ศาลเจ้าเล็ก ๆ ที่จัดเทศกาลตุ๊กตาฮินะ (Hinamatsuri) ในช่วงต้นเดือนมีนาคม
  • ตลาดปลาซังคาคุ (Sankaku Market): ตลาดปลาเล็ก ๆ ที่มีร้านอาหารทะเลสดใหม่ให้เลือกชิม
  • ท่าเรือโอตารุ (Otaru Port): ท่าเรือที่เคยเป็นศูนย์กลางการค้าในอดีต ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถเดินเล่นชมเรือได้

อันดับ 7: โอกินาวา (Okinawa)

เกาะสวรรค์แห่งท้องทะเลใต้ของญี่ปุ่น ที่ผสมผสานวัฒนธรรมหลากหลายได้อย่างลงตัว

  • พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำชูราอุมิ (Okinawa Churaumi Aquarium): พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีชื่อเสียงระดับโลก ไฮไลต์คือแท็งก์น้ำขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “ทะเลคุโรชิโอ”
  • ปราสาทชูริ (Shuri Castle): ปราสาทเก่าแก่ที่เคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์แห่งอาณาจักรริวกิว
  • ถนนโคคุไซโดริ (Kokusai Dori): ถนนสายหลักของเมืองนาฮา (Naha) ที่เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึกมากมาย
  • แหลมมันซาโมะ (Cape Manzamo): จุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่มีหน้าผาหินรูปร่างคล้ายงวงช้าง
  • หมู่บ้านอเมริกันมิฮามะ (Mihama American Village): แหล่งช้อปปิ้งและความบันเทิงที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแบบอเมริกัน
  • หมู่บ้านริวกิว (Ryukyu Mura): หมู่บ้านจำลองที่จัดแสดงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวโอกินาว่าในอดีต
  • หาดโคเซ็นบะ (Kosenba Beach): ชายหาดที่สวยงามและเงียบสงบ เหมาะสำหรับการว่ายน้ำและพักผ่อน
  • ถ้ำเกียวคุเซ็นโดะ (Gyokusendo Cave): ถ้ำหินงอกหินย้อยที่สวยงามและใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น
  • ตลาดมิกิมิโนะ (Mikimino Market): ตลาดปลาสดที่ตั้งอยู่ในเมืองนาฮา (Naha) มีอาหารทะเลสดใหม่ให้เลือกชิม
  • ปราสาทซาชิกะมินิ (Sashigamine Castle): ปราสาทเก่าแก่ที่เคยเป็นที่ตั้งของกองทหารในสมัยก่อน

อันดับ 6: นากาโน่ (Nagano)

จังหวัดที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงามของเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น โดดเด่นเรื่องกีฬาฤดูหนาว

  • สวนลิงหิมะจิโกกุดานิ (Jigokudani Monkey Park): ที่ที่เหล่าลิงหิมะลงมาแช่น้ำพุร้อนท่ามกลางหิมะ
  • ปราสาทมัตสึโมโตะ (Matsumoto Castle): หนึ่งในปราสาทดั้งเดิมที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น มีสีดำสนิทจนได้ฉายาว่า “ปราสาทอีกา”
  • วัดเซ็นโคจิ (Zenkoji Temple): วัดที่มีประวัติยาวนานกว่า 1,400 ปี และเป็นหนึ่งในวัดพุทธที่สำคัญที่สุดในญี่ปุ่น
  • อุทยานแห่งชาติคามิโคจิ (Kamikochi National Park): อุทยานที่สวยงามราวกับภาพวาด มีเส้นทางเดินป่าเลียบแม่น้ำอะซึสะ (Azusa River)
  • หมู่บ้านโอฮิเมะ (O-Hime Village): หมู่บ้านเก่าแก่ที่มีบ้านเรือนและอาคารแบบดั้งเดิมให้เยี่ยมชม
  • สวนสาธารณะชิราคาบะ (Shirakaba Highland): สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม เหมาะสำหรับการเดินเล่นและปั่นจักรยาน
  • เมืองปราสาทนากาโน่ (Nagano Castle Town): เมืองเก่าที่มีอาคารและถนนที่ให้บรรยากาศเหมือนสมัยก่อน
  • พิพิธภัณฑ์ศิลปะฮิเมะมัตสึ (Himematsu Art Museum): พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่จัดแสดงผลงานของศิลปินท้องถิ่น
  • แหล่งน้ำพุร้อนฮิรากิ (Hiraki Onsen): แหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติที่ตั้งอยู่ในหุบเขา มีบรรยากาศเงียบสงบและเป็นส่วนตัว
  • ภูเขาคิโซะ (Kiso Mountain Range): เทือกเขาที่สวยงามในนากาโน่ เหมาะสำหรับการเดินป่าและปีนเขา

อันดับ 5: โทยามะ (Toyama)

จังหวัดที่ตั้งอยู่ริมทะเลญี่ปุ่น มีบรรยากาศเงียบสงบและธรรมชาติที่สมบูรณ์

  • เส้นทางท่องเที่ยวเท็ตสึยามะ-คุโรเบะ อัลไพน์ (Tateyama-Kurobe Alpine Route): เส้นทางข้ามภูเขาที่โด่งดัง มีกำแพงหิมะสูงตระหง่านในช่วงฤดูใบไม้ผลิ
  • หุบเขาคุโรเบะ (Kurobe Gorge): หุบเขาที่ลึกที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น สามารถนั่งรถไฟชมวิวไปตามรางรถไฟที่ตัดผ่านอุโมงค์และสะพาน
  • ปราสาทโทยามะ (Toyama Castle): ปราสาทที่สร้างขึ้นตามแบบดั้งเดิม ตั้งอยู่ในสวนสาธารณะที่ร่มรื่น
  • สวนริมคลองฟุกัง (Fugan Unga Kansui Park): สวนสาธารณะที่ตั้งอยู่ริมคลอง มีบรรยากาศสบาย ๆ เหมาะกับการเดินเล่นหรือปั่นจักรยาน
  • พิพิธภัณฑ์เมืองโทยามะ (Toyama City Museum): พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเมืองโทยามะ
  • ตลาดชิรากาวะโกะ (Shirakawa-go): หมู่บ้านเก่าแก่ที่มีบ้านหลังคาแบบกัสโช (Gassho-zukuri) ที่สวยงามและแปลกตา
  • วัดโคโนะฮะ (Konoha Temple): วัดที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ตั้งอยู่บนเนินเขาที่สามารถมองเห็นเมืองโทยามะได้
  • พิพิธภัณฑ์ศิลปะโอฮาระ (Ohara Art Museum): พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่จัดแสดงผลงานของศิลปินชื่อดังมากมาย
  • สวนสาธารณะโทยามะ (Toyama Park): สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีสวนดอกไม้และบึงน้ำที่สวยงาม
  • ห้างสรรพสินค้าไดมารุ (Daimaru Department Store): ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่มีสินค้าหลากหลายให้เลือกซื้อ

อันดับ 4: ฮาโกดาเตะ (Hakodate)

เมืองท่าทางตอนใต้ของฮอกไกโดที่มีความโรแมนติกและมีประวัติศาสตร์ยาวนาน

  • ภูเขาฮาโกดาเตะ (Mount Hakodate): จุดชมวิวที่สวยงามระดับโลก โดยเฉพาะวิวกลางคืนที่ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสามวิวกลางคืนที่สวยที่สุดในโลก
  • ป้อมโกะเรียวกะโกะ (Goryokaku Fort): ป้อมปราการรูปดาวห้าแฉกแห่งแรกของญี่ปุ่น สร้างขึ้นในสมัยเอโดะ
  • ย่านโมโตมาจิ (Motomachi District): ย่านเก่าแก่ที่มีอาคารสไตล์ตะวันตกสวยงาม เช่น โบสถ์คาทอลิกและโบสถ์คริสต์ออร์โธดอกซ์
  • ตลาดเช้าฮาโกดาเตะ (Hakodate Morning Market): ตลาดอาหารทะเลสดใหม่ขนาดใหญ่ที่มีร้านค้ากว่า 250 ร้าน
  • โกดังอิฐแดงคาเนะโมริ (Kanemori Red Brick Warehouse): กลุ่มอาคารโกดังเก่าแก่ที่ถูกดัดแปลงเป็นร้านค้า ร้านอาหาร และคาเฟ่ริมทะเล
  • หอคอยฮาโกดาเตะ (Hakodate Tower): หอคอยสูงที่ให้คุณได้ชมวิวเมืองฮาโกดาเตะจากมุมสูง
  • พิพิธภัณฑ์ศิลปะฮาโกดาเตะ (Hakodate Art Museum): พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่จัดแสดงผลงานของศิลปินท้องถิ่น
  • สวนสาธารณะฮาโกดาเตะ (Hakodate Park): สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีสวนดอกไม้และสนามเด็กเล่น
  • แหล่งน้ำพุร้อนยูโนะกาวะ (Yunokawa Onsen): แหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติที่มีชื่อเสียง ตั้งอยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมือง
  • สะพานคิริโกะ (Kiriko Bridge): สะพานไม้ที่สวยงาม ตั้งอยู่บนแม่น้ำคิริโกะ (Kiriko River)

อันดับ 3: ทาคายามะ (Takayama)

เมืองเล็ก ๆ ในเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น ที่ยังคงสถาปัตยกรรมดั้งเดิมจากสมัยเอโดะเอาไว้

  • ย่านเมืองเก่าซันมาชิ ซูจิ (Sanmachi Suji): ย่านเมืองเก่าที่มีอาคารไม้โบราณและถนนที่ปูด้วยหินก้อนใหญ่
  • สะพานนากะบาชิ (Nakabashi Bridge): สะพานไม้สีแดงสดที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง ทอดข้ามแม่น้ำมิยากาว่า (Miyagawa River)
  • ทาคายามะ จินยะ (Takayama Jinya): ที่ทำการรัฐบาลท้องถิ่นในสมัยเอโดะ เป็นอาคารเก่าแก่เพียงแห่งเดียวที่ยังคงสภาพดีเยี่ยม
  • ตลาดเช้าทาคายามะ (Miyagawa Morning Market): ตลาดเช้าที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำมิยากาว่า มีร้านค้ามากมายขายผักผลไม้สดและของที่ระลึก
  • เทศกาลทาคายามะ (Takayama Festival): หนึ่งในเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น จัดขึ้นปีละสองครั้งในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง
  • ศาลเจ้าซากุระยามะ ฮาจิมังงู (Sakurayama Hachimangu Shrine): ศาลเจ้าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองทาคายามะ
  • หมู่บ้านฮิดะโนะซาโตะ (Hida no Sato): หมู่บ้านจำลองที่จัดแสดงบ้านเรือนแบบดั้งเดิมของชาวฮิดะ (Hida)
  • พิพิธภัณฑ์ศิลปะฮิดะ (Hida Art Museum): พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่จัดแสดงผลงานของศิลปินท้องถิ่น
  • หอคอยทาคายามะ (Takayama Tower): หอคอยสูงที่ให้คุณได้ชมวิวเมืองทาคายามะจากมุมสูง
  • สวนสาธารณะทาคายามะ (Takayama Park): สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีสวนดอกไม้และบึงน้ำที่สวยงาม

อันดับ 2: เกียวโต (Kyoto)

เมืองหลวงเก่าที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมญี่ปุ่นอันงดงาม มีมรดกโลกมากมาย

  • วัดคิโยมิซุเดระ (Kiyomizu-dera Temple): วัดน้ำใสที่มีระเบียงไม้ขนาดใหญ่ยื่นออกไปจากหน้าผา สามารถมองเห็นวิวเมืองเกียวโตได้อย่างสวยงาม
  • ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ (Fushimi Inari Shrine): ศาลเจ้าจิ้งจอกที่มีชื่อเสียงจากเสาโทริอิสีแดงนับพันต้นที่เรียงรายกันเป็นอุโมงค์
  • ป่าไผ่อาราชิยามะ (Arashiyama Bamboo Grove): ป่าไผ่ขนาดใหญ่ที่ให้บรรยากาศสงบและร่มรื่น
  • วัดคินคะคุจิ (Kinkaku-ji Temple): วัดทองที่มีอาคารหลักปิดทองคำเปลวทั้งหลัง ตั้งอยู่ริมสระน้ำอย่างงดงาม
  • ย่านกิออน (Gion): ย่านเก่าแก่ที่เป็นที่อยู่ของเกอิโกะ (Geiko) และไมโกะ (Maiko)
  • ปราสาทนิโจ (Nijo Castle): ปราสาทที่สร้างขึ้นในสมัยเอโดะ เคยเป็นที่ประทับของโชกุนโทกุกาวะ
  • วัดกินคะคุจิ (Ginkaku-ji Temple): วัดเงินที่มีสวนสวยงามและบรรยากาศเงียบสงบ
  • วัดเบียวโดอิน (Byodo-in Temple): วัดที่มีอาคารหลักเป็นรูปนกฟีนิกซ์ ตั้งอยู่ริมสระน้ำที่สวยงาม
  • ศาลเจ้ายาซากะ (Yasaka Shrine): ศาลเจ้าเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงจากเทศกาลกิออน (Gion Matsuri) ที่ยิ่งใหญ่
  • ตลาดนิชิกิ (Nishiki Market): ตลาดที่ขายอาหารและของที่ระลึกมากมาย เป็นที่รู้จักในฐานะ “ครัวของเกียวโต”

อันดับ 1: ฟุกุโอกะ (Fukuoka)

เมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะคิวชู บรรยากาศสบาย ๆ และมีทุกอย่างครบครัน

  • ศาลเจ้าดาไซฟุ เท็นมังกู (Dazaifu Tenmangu Shrine): ศาลเจ้าชินโตที่สำคัญและเป็นที่รู้จักในฐานะเทพเจ้าแห่งการศึกษาและการสอบ
  • นันโซอิน (Nanzoin Temple): วัดที่มีพระนอนทองสัมฤทธิ์องค์ใหญ่ที่สุดในโลก
  • คลองข้างถนนยาไต (Yatai Food Stalls): แผงขายอาหารข้างทางที่ตั้งเรียงรายริมคลองนากาซุ (Nakasu River)
  • สวนริมทะเลโมโมอิชิ (Momochi Seaside Park): สวนสาธารณะริมชายหาดที่มีหาดทรายสวยงามและฟุกุโอกะทาวเวอร์ (Fukuoka Tower) ตั้งอยู่เป็นสัญลักษณ์
  • ย่านช้อปปิ้งเท็นจิน (Tenjin Shopping Area): ย่านการค้าขนาดใหญ่ที่มีห้างสรรพสินค้า ร้านค้า และร้านอาหารมากมาย
  • ตลาดปลาคะวะเซะ (Kawase Fish Market): ตลาดปลาสดที่ใหญ่ที่สุดในฟุกุโอกะ มีอาหารทะเลสดใหม่ให้เลือกชิม
  • ปราสาทฟุกุโอกะ (Fukuoka Castle): ปราสาทเก่าแก่ที่ปัจจุบันเหลือเพียงซากปรักหักพัง แต่ยังคงความสวยงามอยู่
  • สวนสาธารณะโอโฮริ (Ohori Park): สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีบึงน้ำและสวนญี่ปุ่นที่สวยงาม
  • แหล่งน้ำพุร้อนฮากาตะ (Hakata Onsen): แหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติที่มีชื่อเสียง ตั้งอยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมือง
  • ห้างสรรพสินค้าฮากาตะไดมารุ (Hakata Daimaru): ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่มีสินค้าหลากหลายให้เลือกซื้อ

อันดับพิเศษ: โตเกียว (Tokyo)

เมืองหลวงที่ไม่เคยหลับใหล ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับวัฒนธรรมเก่าแก่ได้อย่างลงตัว

  • ย่านชิบูย่า (Shibuya): ย่านยอดฮิตที่มีห้าแยกที่คนพลุกพล่านที่สุดในโลก และเป็นแหล่งรวมแฟชั่นและเทรนด์ใหม่ ๆ
  • โตเกียวสกายทรี (Tokyo Skytree): หอคอยที่สูงที่สุดในโลก ให้คุณได้ชมวิวเมืองโตเกียวจากมุมสูง
  • วัดเซ็นโซจิ (Sensoji Temple): วัดเก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดในย่านอาซากุสะ (Asakusa) มีโคมไฟสีแดงขนาดใหญ่เป็นสัญลักษณ์
  • พระราชวังอิมพีเรียล (Imperial Palace): ที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น
  • ตลาดปลาซึกิจิ (Tsukiji Outer Market): ตลาดสดขนาดใหญ่ที่มีร้านอาหารและของทะเลสดใหม่มากมายให้เลือกชิม
  • พิพิธภัณฑ์ศิลปะโมริ (Mori Art Museum): พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ตั้งอยู่บนชั้นสูงสุดของตึก Roppongi Hills ให้คุณได้ชมงานศิลปะไปพร้อมกับวิวเมืองโตเกียว
  • ย่านกินซ่า (Ginza): ย่านหรูหราที่มีร้านค้าแบรนด์เนม ร้านอาหารระดับมิชลิน และห้างสรรพสินค้าเก่าแก่
  • สวนอุเอโนะ (Ueno Park): สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีพิพิธภัณฑ์และสวนสัตว์ รวมถึงเป็นจุดชมซากุระยอดนิยม

อันดับพิเศษ: โอซาก้า (Osaka)

เมืองแห่งอาหารที่เต็มไปด้วยสีสันและชีวิตชีวา มีอาหารอร่อยและแหล่งช้อปปิ้งมากมาย

  • ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle): ปราสาทเก่าแก่ที่สวยงามและสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น
  • ย่านโดทงโบริ (Dotonbori): ย่านที่มีป้ายไฟขนาดยักษ์สุดคลาสสิกของกูลิโกะ (Glico Running Man) และเป็นแหล่งรวมร้านอาหารอร่อย
  • ย่านชินไซบาชิ (Shinsaibashi): ย่านช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดของโอซาก้า มีร้านค้าแฟชั่น ร้านอาหาร และห้างสรรพสินค้ามากมาย
  • หอคอยซึเท็นคาคุ (Tsutenkaku Tower): หอคอยที่เป็นสัญลักษณ์ของย่านชินเซไก (Shinsekai) ให้คุณได้ชมวิวเมืองจากมุมสูง
  • ตลาดคุโรมง (Kuromon Market): ตลาดที่ได้ฉายาว่าเป็น “ครัวของโอซาก้า” มีอาหารทะเลสดใหม่และของกินเล่นมากมายให้เลือกชิม
  • ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอส์ เจแปน (Universal Studios Japan): สวนสนุกชื่อดังที่มีเครื่องเล่นและโซนพิเศษต่าง ๆ เช่น Super Nintendo World และ The Wizarding World of Harry Potter
  • แหล่งน้ำพุร้อนสปาเวิลด์ (Spa World): สวนสนุกน้ำพุร้อนที่มีบ่อแช่ออนเซ็นจากหลากหลายประเทศ
  • ย่านนัมบะ (Namba): ย่านศูนย์กลางการค้าที่มีห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และสถานีรถไฟสำคัญ

ทั้งหมดนี้คือเมืองที่คนโหวตว่า “ไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ” ลองไปสัมผัสเสน่ห์ของแต่ละเมืองด้วยตัวคุณเองดูนะครับ แล้วอย่าลืมมาบอกเราด้วยนะว่าเมืองไหนของญี่ปุ่นที่คุณชอบที่สุด!

อ้างอิง Go Went Go

ทริปดอกไม้บานที่ฮอกไกโด 5 วัน 4 คืน โรแมนติก

ดอกไม้บานที่ฮอกไกโด: 5 วัน 4 คืน ทริปสุดโรแมนติกกับคนรัก

TravelEatDrinkReview – สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังมองหาทริปสุดพิเศษเพื่อเติมความหวานให้กับความรัก วันนี้ผมขอมาแชร์แพลนเที่ยวฮอกไกโดช่วงฤดูดอกไม้บานที่รับรองว่าโรแมนติกจนลืมไม่ลงแน่นอน! ทริป 5 วัน 4 คืนนี้จะพาคุณไปสัมผัสความงามของธรรมชาติที่รายล้อมไปด้วยดอกไม้นับล้าน และสร้างความทรงจำดีๆ ที่แสนอบอุ่นด้วยกัน

เตรียมตัวก่อนออกเดินทาง: อิสระในการเดินทางคือสิ่งสำคัญ

เพื่อความคล่องตัวและเป็นส่วนตัวตลอดการเดินทาง ทริปนี้เราจะขับรถยนต์ส่วนตัวที่เช่าไว้ ซึ่งจะทำให้คุณแวะพักที่ไหนก็ได้ตามใจต้องการ และมีเวลาดื่มด่ำกับบรรยากาศสวยๆ ได้อย่างเต็มที่ สิ่งสำคัญที่ต้องเตรียมคือ ใบขับขี่สากล และ ใบขับขี่ไทย เพื่อใช้ประกอบการเช่ารถ ที่สำคัญอย่าลืมเพิ่ม บัตรทางด่วน (Easy Pass) ไปด้วย เพื่อให้การเดินทางราบรื่น ไม่ต้องเสียเวลาจ่ายค่าทางด่วนบ่อยๆ ครับ


Day 1 & 2: ฟุราโนะ (Furano) & บิเอะ (Biei)

ทุ่งดอกไม้และบ่อน้ำสีฟ้าที่ราวกับความฝัน

เราเริ่มต้นทริปด้วยการขับรถจากสนามบินนิวชิโตเสะตรงไปยังเมือง ฟุราโนะ (Furano) ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ระหว่างทางจะได้สัมผัสกับบรรยากาศชนบทที่แสนโรแมนติก ท้องฟ้าสีคราม และทุ่งหญ้าเขียวขจีที่มองไปสุดลูกหูลูกตา

  • ฟาร์มโทมิตะ (Farm Tomita): มาถึงฟุราโนะทั้งทีต้องไม่พลาดฟาร์มลาเวนเดอร์อันดับหนึ่งของญี่ปุ่น โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงกลางสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ลาเวนเดอร์บานเต็มที่ ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วบริเวณ ชวนให้บรรยากาศอบอวลไปด้วยความรัก แนะนำให้ลองชิมไอศกรีมลาเวนเดอร์ ที่มีรสชาติหอมหวานไม่เหมือนใคร
  • สวนดอกไม้ชิกิไซโนะโอกะ (Shikisai-no-oka): จากฟุราโนะ เราขับรถต่อไปยังเมือง บิเอะ (Biei) เพียง 30 นาที ที่นี่คุณจะได้พบกับสวนดอกไม้ที่สวยงามอลังการที่สุด! ทุ่งดอกไม้ขนาดใหญ่สุดลูกหูลูกตาเรียงรายกันบนเนินเขาเป็นริ้วสีรุ้งราวกับภาพวาด แนะนำให้เช่ารถกอล์ฟ ขับชมสวนเพื่อความสะดวกสบาย และอย่าลืมลองชิม ข้าวโพดฮอกไกโด ที่หวานกรอบอร่อยจนน่าตกใจ
  • บ่อน้ำสีฟ้า (Blue Pond – Aoiike): ใกล้ๆ กันคือบ่อน้ำสีฟ้าซึ่งมีน้ำในบ่อสีฟ้าเทอร์ควอยซ์สวยงามตามธรรมชาติ บรรยากาศเงียบสงบและมีมนต์ขลัง แนะนำให้มาในช่วงเช้าตรู่หรือช่วงเย็น เพราะคนจะน้อยกว่าช่วงกลางวันและแสงจะสวยเหมาะกับการถ่ายรูปมากๆ


Day 3: โอตารุ (Otaru)

เวนิสแห่งฮอกไกโดที่อบอวลไปด้วยมนต์เสน่ห์

หลังจากเต็มอิ่มกับธรรมชาติแล้ว เราขับรถจากฟุราโนะมุ่งหน้าสู่ โอตารุ (Otaru) ซึ่งห่างจากซัปโปโรประมาณ 1 ชั่วโมง ที่นี่เป็นเมืองท่าเก่าแก่ริมคลองที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์นีโอคลาสสิกผสมผสานกับสถาปัตยกรรมญี่ปุ่น ทำให้ได้บรรยากาศเหมือนเดินอยู่ในเมืองแถบยุโรป

สถานที่ห้ามพลาดในโอตารุคือ ถนนคนเดินซาคาอิมาจิ (Sakaimachi Street) ที่เต็มไปด้วยร้านรวงมากมาย ทั้งร้านขนมชื่อดังอย่าง LeTAO ร้านขายเครื่องแก้ว และที่สำคัญคือ พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี (Music Box Museum) ที่มีกล่องดนตรีกว่าหมื่นชิ้น! และที่ขาดไม่ได้คือ คลองโอตารุ ที่จะยิ่งสวยงามและโรแมนติกขึ้นไปอีกในช่วงเย็นย่ำ แนะนำให้ลองเดินเล่นริมคลองในช่วงเย็นๆ เพื่อชมอาคารโกดังเก่าที่เปิดไฟส่องสว่าง และอย่าลืมแวะชม นาฬิกาไอน้ำโอตารุ (Otaru Steam Clock) ซึ่งจะส่งเสียงและพ่นไอน้ำทุกๆ 15 นาที!


Day 4 & 5: ซัปโปโร (Sapporo)

ช้อปปิ้ง อัปเดตพิกัดร้านอร่อย และสถานที่ Unseen

ช่วงสุดท้ายของทริปเราเข้าสู่เมืองหลวงของฮอกไกโดอย่าง ซัปโปโร (Sapporo) ที่นี่คือศูนย์กลางของความทันสมัยและแหล่งรวมของอร่อย!

พิกัดกินที่ห้ามพลาดในซัปโปโร:
  • ร้านทงคัตสึ Takafuji: ร้านหมูทอดในตำนานที่ผมยกให้เป็นร้านหมูทอดที่อร่อยที่สุดในญี่ปุ่น
  • ร้าน Teppachi: ร้านยากินิคุและเทปันยากิที่เหมาะสำหรับคู่รัก เพราะมีทั้งเนื้อวากิว, หมู, ไก่, ซีฟู้ด และที่เด็ดสุดคือมอนจายากิ
  • ร้าน Kita-Karo: ร้านขนมชื่อดังที่ของหวานทุกอย่างอร่อยมาก โดยเฉพาะชูครีมและเค้กขอนไม้
  • ร้าน Udon Homemade Oniwazoto-Fukuwachi: ร้านอุด้งโฮมเมดที่อยู่ตรงข้ามศาลเจ้าฟูชิอินาริ ที่นี่มีอุด้งแกงกะหรี่รสชาติเข้มข้นจัดจ้าน และเส้นอุด้งที่เหนียวนุ่มสุดๆ
สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมในซัปโปโร:
  • แลนด์มาร์กสำคัญใจกลางเมือง: หอนาฬิกาฮอกไกโด (Sapporo Clock Tower), ซัปโปโรทีวีทาวเวอร์ (Sapporo TV Tower) และสวนสาธารณะโอโดริ (Odori Park) ที่สวยงามตลอดทั้งปี รวมถึงทางเดินใต้ดินที่เชื่อมต่อกับห้างสรรพสินค้าต่างๆ ทำให้คุณสามารถช้อปปิ้งได้อย่างสบายๆ
  • สถานที่ Unseen: The Hill of the Buddha เป็นพิกัดลับที่ไม่ควรพลาด ตั้งอยู่นอกตัวเมืองซัปโปโรประมาณ 45 นาที ที่นี่คุณจะได้พบกับพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่บนเนินเขาล้อมรอบด้วยทุ่งดอกลาเวนเดอร์และรูปปั้นโมอาย ที่นี่เปิดให้เข้าชมถึงเวลา 16:00 น. เท่านั้น


สถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่ไม่ควรพลาดในซัปโปโร

นอกจากแลนด์มาร์กสำคัญใจกลางเมืองแล้ว ซัปโปโรยังมีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายที่รอให้คุณไปสำรวจ ลองมาดูสถานที่อื่น ๆ ที่น่าสนใจกันครับ

  1. สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและทัศนียภาพที่สวยงาม
    • ภูเขาโมอิวะ (Mt. Moiwa): ขึ้นกระเช้าไฟฟ้าไปชมวิวเมืองซัปโปโรแบบพาโนรามาได้ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเฉพาะยามค่ำคืนที่แสงไฟจากเมืองส่องประกายระยิบระยับจนได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 3 จุดชมวิวยามค่ำคืนที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น
    • สวนโมเอเรนุมะ (Moerenuma Park): สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ออกแบบโดยศิลปินและประติมากรชื่อดัง Isamu Noguchi มีลักษณะเป็นเนินเขาและประติมากรรมที่ผสานเข้ากับธรรมชาติอย่างลงตัว
    • สวนดอกไม้ฮอร์โรมิโทเกะ (Horomitoge Lavender Garden): สวนลาเวนเดอร์ที่งดงามไม่แพ้ฟาร์มโทมิตะที่ฟูราโนะ แต่ที่นี่อยู่ใกล้ตัวเมืองซัปโปโรมากกว่า โดยช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมดอกลาเวนเดอร์คือเดือนกรกฎาคม
    • โจซังเค ออนเซ็น (Jozankei Onsen): แหล่งออนเซ็นชื่อดังที่ล้อมรอบด้วยหุบเขาและธรรมชาติที่สวยงาม สามารถเดินทางไปแบบเดย์ทริปเพื่อแช่น้ำร้อนผ่อนคลายได้
  2. สถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
    • พิพิธภัณฑ์เบียร์ซัปโปโร (Sapporo Beer Museum): พิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นที่จัดแสดงประวัติศาสตร์ของเบียร์ซัปโปโร สามารถเข้าร่วมทัวร์พร้อมชิมเบียร์และทานอาหารที่ Sapporo Beer Garden ได้
    • ศาลเจ้าฮอกไกโด (Hokkaido Shrine): ศาลเจ้าชินโตอันศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่ในบริเวณสวนมารุยามะ (Maruyama Park) เป็นสถานที่ที่เงียบสงบและเต็มไปด้วยบรรยากาศอันร่มรื่น
    • หมู่บ้านประวัติศาสตร์ฮอกไกโด (Historical Village of Hokkaido): พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่รวบรวมอาคารบ้านเรือน ร้านค้า และโรงเรียนจากยุคเมจิและไทโชไว้ให้ได้สัมผัสบรรยากาศในอดีต
  3. สถานที่ท่องเที่ยวยามค่ำคืนและกิจกรรมอื่นๆ
    • ย่านซูซูกิโนะ (Susukino): ย่านบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดในฮอกไกโด เต็มไปด้วยร้านอาหาร บาร์ และแหล่งช้อปปิ้งที่เปิดให้บริการจนดึก
    • ทานุกิโคจิ (Tanukikoji Shopping Street): ถนนช้อปปิ้งที่มีหลังคาคลุมยาวกว่า 1 กิโลเมตร มีร้านค้ากว่า 200 ร้านให้เลือกซื้อของฝากและรับประทานอาหาร
    • โรงงานช็อกโกแลตชิโรอิโคอิบิโตะ (Shiroi Koibito Park): สวนสนุกที่เหมือนหลุดเข้าไปในโลกแห่งเทพนิยาย เป็นทั้งโรงงานผลิตขนม ร้านค้า และพิพิธภัณฑ์ช็อกโกแลต

นอกจากนี้ ยังมีสถานที่ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบกีฬาและกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น ซัปโปโรโคคุไซสกีรีสอร์ท (Sapporo Kokusai Ski Resort) และ สวนสัตว์มารุยามะ (Maruyama Zoo) ซึ่งมีหมีขั้วโลกเป็นไฮไลท์สำคัญอีกด้วย

ร้าน “Kay’s” เสิร์ฟ อาหารสไตล์บรันซ์แบบโฮมมี่ ยกขบวน 4 เมนูใหม่! ปักหมุดความอร่อย 4 สาขา

ร้าน “Kay’s” เสิร์ฟ อาหารสไตล์บรันซ์แบบโฮมมี่ ยกขบวน 4 เมนูใหม่! ปักหมุดความอร่อย 4 สาขา

ถ้าเพื่อนๆอยากหาบรันช์ทานทั้งวันแบบ All day dining หรืออยากหามุมสงบๆ นั่งชิลล์ทำงานไปพร้อมกับจิบกาแฟหอมๆ แล้วมีของอร่อยๆทานไม่ว่าจะเป็นมื่อไหน? Kay’s คือคำตอบที่คุณกำลังมองหา! จากจุดเริ่มต้นที่อยากเติมเต็มความสุขในมื้อเช้าให้แขกที่มาพักที่ K Maison Boutique Hotel Bangkok สู่ร้าน Brunch สุดโฮมมี่ที่ขยายความอร่อยจนกลายเป็น All-Day Dining ให้คุณฟินได้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ!
ปักหมุดความอร่อย 4 สาขา 4 บรรยากาศ
Kay’s เกิดจากแพสชันของสามพี่น้อง คุณปณิธาน, คุณปณิธิ และคุณปวิตรา กอบกุลสุวรณ ที่อยากสร้างสรรค์ประสบการณ์การกินที่อบอุ่นเหมือนทานข้าวที่บ้าน โดยเฉพาะคุณเพลน (ปวิตรา) น้องสาวคนเล็กที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการรังสรรค์เมนูต่างๆ ด้วยความตั้งใจและความใส่ใจทุกรายละเอียด วันนี้ Kay’s พร้อมต้อนรับทุกคนที่:
สาขารางน้ำ: บรรยากาศโปร่ง โล่ง สบายตา พร้อมมุมสวยๆ ให้คุณเก็บภาพความประทับใจ
สาขาสุขุมวิท 49 (YARD 49): ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ มีพื้นที่จัดอีเว้นท์เล็กๆ ได้ถึง 40-50 ท่าน เหมาะกับการรวมตัวของแก๊งเพื่อนหรือจัดเวิร์คช็อปชิลล์ๆ
สาขาเซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ (ชั้น 6): เพลินกับวิวเมืองแบบพาโนรามา พร้อมพื้นที่สบายๆ ให้นั่งทำงานหรืออ่านหนังสือได้ตลอดวัน
สาขาสาทร: โอเอซิสกลางเมืองที่รายล้อมด้วยความเขียวชอุ่ม ให้คุณได้พักผ่อนและเติมพลังในวันวุ่นๆ
4 เมนูใหม่! ที่ต้องห้ามพลาด
Kay’s ไม่เคยหยุดนิ่งในการสร้างสรรค์ประสบการณ์ความอร่อย ล่าสุดได้เปิดตัว 4 เมนูใหม่ ที่จะมาเขย่าต่อมรับรสของคุณให้ตื่นตัว!
Kay’s Bread Pudding Series (เฉพาะสาขาสุขุมวิท 49 เท่านั้น!)
เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับประสบการณ์สุดพิเศษ เพราะเมนูซีรีส์นี้มาพร้อมกิมมิกเก๋ๆ! เชฟจะนำส่วนประกอบมาจัดจานให้คุณเห็นกันสดๆ ที่โต๊ะ บอกเลยว่านอกจากอร่อยแล้วยังเรียกยอดไลก์ได้อีกเพียบ!
Banoffee Bread Pudding (200 บาท): การรวมตัวของความหวานละมุนจาก Banoffee และความนุ่มนวลของ Bread Pudding เบสครัวซองต์คัสตาร์ดหอมหวานกำลังดี เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนลิ้น โรยด้วยครัมเบิลเพิ่มความกรุบกรอบ ท็อปด้วยกล้วยหอมคลุกซอสคาราเมล วิปครีมวานิลลาฟูเบา ปิดท้ายด้วยช็อกโกแลตโรย และราดซอสวนิลาที่เพิ่มความหวานมันกลมกล่อม
Original Bread Pudding (180 บาท): คัสตาร์ดครัวซองต์สูตรพิเศษ เนื้อพุดดิ้งนุ่มละมุนลิ้น ท็อปด้วยครัมเบิล วิปครีมวานิลลา และสตรอว์เบอร์รีสดตัดรสหวานอมเปรี้ยว ราดด้วยซอสพิเศษของร้านที่ทำให้ทุกคำสมบูรณ์แบบ
Matcha Bread Pudding (210 บาท): สำหรับคนรักชาเขียวโดยเฉพาะ! วิปครีมมัทฉะเกรดพรีเมียมจากญี่ปุ่น หอมนุ่มละมุน วางบนครัวซองต์อุ่นๆ ตัดเลี่ยนด้วยสตรอว์เบอร์รีสด ราดด้วยซอสสูตรพิเศษที่ผสานความขมบางๆ ของมัทฉะ ความหวานจากซอส และความสดชื่นจากสตรอว์เบอร์รีได้อย่างลงตัว
Fried Chicken Pancakes (320 บาท – ยกเว้นสาขาเซ็นทรัล เอ็มบาสซี่)
ความต่างที่ลงตัว! แพนเค้กหวานน้อยหอมกลิ่นเนยที่เสิร์ฟร้อนๆ จากกระทะ คู่กับไก่สะโพกหมักเข้าเนื้อทอดกรอบนอกนุ่มใน ท็อปด้วยวิปครีมและราดด้วยซอสบัตเตอร์สก็อตหวานหอมละมุน เมนูนี้จะมอบประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เหมือนใครให้คุณได้ลิ้มลองความอร่อย 3 รสชาติในจานเดียว!
Golden Greek (250 บาท)
เอาใจสายสุขภาพ! กรีกโยเกิร์ตสไตล์โฮมเมดที่ทางร้านทำเอง รสชาติเปรี้ยว มัน เนื้อเนียนนุ่ม ไม่ใส่น้ำตาล เพิ่มพลังงานด้วยกราโนล่า และความหวานจากมะม่วงสุกกับสตรอว์เบอร์รีสด เมื่อคลุกเคล้ากัน คุณจะได้สัมผัสความกลมกล่อมและความสดชื่นในทุกคำที่ตัก
Berry Boost (270 บาท)
อีกหนึ่งเมนูสำหรับคนรักสุขภาพที่ต้องการพลังงานเต็มเปี่ยมตั้งแต่มื้อแรกของวัน! กรีกโยเกิร์ตโฮมเมด ท็อปปิ้งด้วยกราโนล่า บลูเบอร์รีสด และสตรอว์เบอร์รีสด พร้อมซอสครีมอัลมอนด์หวานน้อย หอม มัน ที่จะช่วยให้คุณมีพลังในการทำงานตลอดทั้งวันแน่นอน
อยากสัมผัสประสบการณ์มื้อเช้าที่เต็มไปด้วยพลังและความสุข หรือมื้อสายที่แสนรื่นรมย์? มาที่ Kay’s ทั้ง 4 สาขา แล้วคุณจะหลงรัก!
ติดตามข่าวสารและอัปเดตเมนูใหม่ๆ ได้ที่:
Facebook: Kay’s
IG: kaysboutiques

TOKYO SKYTREE ชวนแฟน Toy Story ฉลองครบรอบ 30 ปี

ทะยานสู่ฟากฟ้า! TOKYO SKYTREE ชวนแฟน Toy Story ฉลองครบรอบ 30 ปี กับอีเวนต์สุดพิเศษ

เรียกได้ว่าเป็นข่าวดีสำหรับแฟน ๆ ภาพยนตร์แอนิเมชันในดวงใจอย่าง “Toy Story” และใครที่กำลังวางแผนเที่ยวญี่ปุ่น! TOBU TOWER SKYTREE ผู้บริหาร TOKYO SKYTREE แลนด์มาร์กสำคัญของกรุงโตเกียว ประกาศจัดอีเวนต์สุดยิ่งใหญ่ “To the Sky Beyond Imagination TOY STORY SKY IN TOKYO SKYTREE” เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่ภาพยนตร์ Toy Story ครบรอบ 30 ปี

อีเวนต์พิเศษนี้ได้เริ่มขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม และจะจัดยาวไปจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2025 ชวนนักท่องเที่ยวและแฟน ๆ ไปสัมผัสโลกแห่งของเล่นเหนือจินตนาการบนตึกที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น

ไฮไลท์สุดพิเศษที่คุณจะได้พบ

ภายในงาน นักท่องเที่ยวจะได้ดื่มด่ำไปกับโลกของ Toy Story อย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะบนชั้น Tembo Galleria ที่ความสูง 450 เมตร ซึ่งจะถูกตกแต่งและจัดแสดงนิทรรศการในธีม Toy Story ราวกับว่า TOKYO SKYTREE ได้กลายเป็นห้องของเล่นขนาดมหึมาบนก้อนเมฆ ตามคอนเซ็ปต์ภาพโปรโมตหลักของงาน ที่เหล่าตัวละครอย่างวู้ดดี้และบัซ ไลท์เยียร์ กำลังสนุกสนานอยู่บนยอดสกายทรี

นอกจากนี้ ในช่วงเวลากลางคืน ยังมีความพิเศษรออยู่อีกมากมาย:

  • SKYTREE ROUND THEATER: บนชั้น Tembo Deck ที่ความสูง 350 เมตร หน้าต่างชมวิวจะถูกเปลี่ยนให้เป็นจอภาพยนตร์ขนาดยักษ์ ฉายวิดีโอสุดพิเศษในธีม Toy Story ให้ชมกันทุกคืนตลอดระยะเวลาการจัดงาน
  • Special Lighting: ในยามค่ำคืน ตัวอาคาร TOKYO SKYTREE จะสว่างไสวด้วยแสงไฟสีพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตัวละครต่าง ๆ ในเรื่อง Toy Story ซึ่งจะสลับสับเปลี่ยนไปในแต่ละวัน สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่มาเยือนและผู้ที่ชมจากภายนอก

สินค้าลิมิเต็ดและเมนูคาเฟ่สุดน่ารัก

แน่นอนว่ามาอีเวนต์สุดพิเศษแบบนี้จะขาดของที่ระลึกและเมนูอร่อย ๆ ไปไม่ได้ ภายในงานมีโซนจำหน่าย สินค้าลิมิเต็ดเอดิชัน ที่ออกแบบมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ หาซื้อที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว รวมถึง เมนูพิเศษจากคาเฟ่ ที่รังสรรค์ขึ้นในธีม Toy Story ให้แฟน ๆ ได้เก็บความทรงจำทั้งในรูปแบบของสะสมและรสชาติอร่อย ๆ กลับบ้านไป

ทาง TOBU TOWER SKYTREE หวังเป็นอย่างยิ่งว่านักท่องเที่ยวจากทั่วโลก รวมถึงชาวไทยที่เดินทางมายังประเทศญี่ปุ่น จะแวะมาเยี่ยมชมและสนุกสนานไปกับอีเวนต์พิเศษครั้งนี้ที่ TOKYO SKYTREE

ข้อมูลสรุปสำหรับนักเดินทาง

  • ชื่องาน: To the Sky Beyond Imagination TOY STORY SKY IN TOKYO SKYTREE
  • สถานที่: TOKYO SKYTREE กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
  • ระยะเวลาจัดงาน: วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม – วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม 2025
  • เว็บไซต์: https://www.tokyo-skytree.jp/en/event/special/toystory/

ใครที่มีแพลนจะไปเที่ยวโตเกียวในช่วงเวลาดังกล่าว ห้ามพลาดเด็ดขาดที่จะใส่ TOKYO SKYTREE เข้าไปในลิสต์ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลอง 30 ปีแห่งมิตรภาพของเหล่าของเล่นที่เรารัก!

KAYAKI สุขุมวิท 49 นิยามใหม่ของปิ้งย่าง!

รีวิว KAYAKI สุขุมวิท 49: นิยามใหม่ของปิ้งย่าง! “YAKIZAKANA” เจ้าแรกในไทย ที่สายสุขภาพและคนรักปลาต้องยอมสยบ

เคยจินตนาการถึงร้านปิ้งย่างที่เปลี่ยนจากเนื้อวัวมาเป็นปลาเกรดพรีเมียมไหม?

ในปี 2568 ที่เทรนด์ปิ้งย่างยังคงครองใจคนไทยอย่างเหนียวแน่น ร้านอาหารญี่ปุ่นน้องใหม่ “KAYAKI” (คายากิ) ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ เขย่าวงการด้วยคอนเซ็ปต์ “YAKIZAKANA” (ยากิซากานะ) หรือ “ปิ้งย่างปลา” สไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ ชูจุดเด่นเป็นเจ้าแรกในประเทศไทยที่ตอบโจทย์สายสุขภาพอย่างแท้จริง

วันนี้เราจะพาทุกคนไปสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษนี้ ที่ร้าน KAYAKI โครงการ YARD 49 กลางซอยสุขุมวิท 49 ครับ

เมื่อ Yakiniku ไม่ได้มีแค่เนื้อ: กำเนิด KAYAKI

KAYAKI เกิดจากแรงบันดาลใจของคุณเบ๊นซ์, คุณโบ๊ท และคุณเพลน สามผู้บริหารที่ไปพบร้านปลาย่างสุดยูนีคที่ญี่ปุ่น แล้วเกิดติดใจในรสชาติและคอนเซ็ปต์ที่แปลกใหม่ คือการนำปลาส่วนต่างๆ มาหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ แล้วย่างกึ่งสุกกึ่งดิบ คล้ายกับวัฒนธรรม Yakiniku (เนื้อย่าง) ที่เราคุ้นเคย พวกเขามองเห็นว่าเนื้อปลาเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ย่อยง่าย และไขมันดีสูง จึงนำคอนเซ็ปต์นี้มาเปิดเป็นเจ้าแรกในไทย เพื่อให้คนรักปิ้งย่างได้อร่อยแบบไม่รู้สึกผิด

บรรยากาศร้าน: ความสงบงามกลางสุขุมวิท

ก้าวแรกที่เข้าร้าน KAYAKI ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดไปอยู่ในร้านอาหารที่ญี่ปุ่นจริงๆ การตกแต่งผสมผสานสไตล์ญี่ปุ่นร่วมสมัยกับความโมเดิร์นได้อย่างลงตัว โอบล้อมด้วยวิวสวนญี่ปุ่นที่ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง สบายตา เหมาะกับการมาทานมื้อพิเศษจริงๆ

หัวใจของร้าน: วัตถุดิบซาซิมิเกรด และศาสตร์แห่งการย่าง

ที่ KAYAKI ไม่ใช่แค่การนำปลามาย่าง แต่คือศิลปะของการดึงรสชาติที่ดีที่สุดของวัตถุดิบออกมา

  • ปลาเนื้อแดง (เทียบเท่าเนื้อวัว): สำหรับสายเข้มข้น
    • Otoro (โอโทโร่): ส่วนท้องที่มีไขมันแทรกสูงสุด เทียบได้กับเนื้อวัว A5 พอย่างแล้วไขมันจะละลายเคลือบชิ้นปลา หอมหวานละลายในปาก
    • Chutoro (ชูโทโร่): ส่วนท้องไขมันปานกลาง (เทียบเท่า A3-A4) เนื้อนุ่มแต่ยังคงมีเท็กซ์เจอร์ให้เคี้ยว เป็นส่วนที่นิยมที่สุด
    • Akami (อากามิ): เนื้อแดงส่วนกลางลำตัว ไขมันน้อย (เทียบเท่าสันใน) เนื้อแน่น นุ่ม ได้รสชาติเนื้อปลาเต็มๆ

  • ปลาเนื้อขาว (เทียบเท่าเนื้อไก่): สำหรับสายคลีนแต่ชุ่มฉ่ำ
    • ทางร้านใช้ปลาอย่าง Madai (ปลากะพงแดงญี่ปุ่น) และ Kinmedai (ปลากะพงแดงตาโต) ที่แล่แบบฟินเลต์ติดหนัง หั่นเฉียง 30-40 องศา เพื่อให้หนังปลากรอบหอมเวลาย่าง แต่เนื้อในยังคงความฉ่ำหวาน

  • ซีฟู้ดพรีเมียม: ตัวเสริมทัพความอร่อย
    • มีทั้ง Aka Ebi (กุ้งแดงญี่ปุ่น), Hotate (หอยเชลล์) และ ปลาหมึก สดใหม่

พิธีกรรมความอร่อยที่สมบูรณ์แบบ

ความพิเศษของที่นี่คือจะมีพนักงานผู้เชี่ยวชาญมาดูแลการย่างให้ที่โต๊ะแบบคำต่อคำ เพราะปลาแต่ละชนิด แต่ละส่วน ใช้ความร้อนและเวลาในการย่างไม่เท่ากัน โดยจะย่างแบบ “มีเดียมแรร์” ผิวด้านนอกสุกหอมกลิ่นสโมค แต่เนื้อในยังคงความฉ่ำหวานเหมือนทานซาชิมิ

เมื่อย่างได้ที่ พนักงานจะวางชิ้นปลาลงบนข้าวญี่ปุ่นร้อนๆ ที่ปรุงรสพิเศษ น้ำมันปลาจะซึมลงไปในเม็ดข้าว เพิ่มความหอมและรสชาติกลมกล่อม ก่อนจะแนะนำให้ทานคู่กับเครื่องเคียงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกลือมะนาว วาซาบิสด หรือซอสสูตรเฉพาะของทางร้านที่ออกแบบมาสำหรับปลาแต่ละชนิด ถือเป็นการเปิดประสบการณ์การทานปลาย่างที่เหนือระดับจริงๆ

เมนูเซ็ตแนะนำ

ทางร้านจัดเซ็ตเมนูที่คุ้มค่ามาให้เลือก 3 ระดับ (ทุกเซ็ตเสิร์ฟพร้อมสลัด ข้าว ซุป และของหวาน)

  1. เซ็ต SEIKAI (6 ชิ้น): Chutoro, Hamachi, Salmon, Aka ebi, Ika, Madai (890 บาท) – สำหรับผู้เริ่มต้น
  2. เซ็ต KAIYO (7 ชิ้น): Chutoro, Hotate, Akami, Aka ebi, Salmon, Ika, Madai (1,290 บาท)
  3. เซ็ต KAYAKI (8 ชิ้น): Chutoro, Hotate, Akami, Aka ebi, Kinmedai, Ika, Madai, Otoro Suki (1,790 บาท) – เซ็ตใหญ่ จัดเต็มที่สุด

ห้ามพลาด: สำหรับเซ็ต KAIYO และ KAYAKI สามารถอัปเกรดเมนู Akami เป็น Toro Bomb (ข้าวหน้าชูโทโร่, อูนิ, และไข่ปลาแซลมอน) ได้ในราคา 690 บาท บอกเลยว่าฟินสุดๆ

บทสรุป

KAYAKI ไม่ใช่แค่ร้านอาหาร แต่คือประสบการณ์ใหม่ที่น่าตื่นเต้นสำหรับคนรักอาหารญี่ปุ่นและสายปิ้งย่าง เป็นการพิสูจน์ว่าความอร่อยระดับพรีเมียมกับสุขภาพที่ดีสามารถมาคู่กันได้ ใครที่กำลังมองหามื้อพิเศษที่ไม่เหมือนใคร หรืออยากลองเทรนด์ใหม่ก่อนใคร ต้องรีบปักหมุดที่นี่ไว้เลยครับ

ข้อมูลร้าน KAYAKI

  • คอนเซ็ปต์: YAKIZAKANA (ปิ้งย่างปลาและซีฟู้ดสไตล์ญี่ปุ่น)
  • พิกัด: โครงการ YARD 49 ซอยสุขุมวิท 49
  • วันเปิดบริการ: เริ่มวันแรก วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน 2568
  • เวลาเปิด-ปิด: 2 รอบ / รอบเที่ยง 11:00-14:30 น. และ รอบเย็น 17:00–22:00 น.
  • โซเชียลมีเดีย: Facebook: Kayaki, IG: Kayaki.Thailand

BAKE URBAN สมศักดิ์ศรีคาเฟ่ ‘น้องแดน Cullen HateBerry’ เป็นคาเฟ่ที่มอบความสุขและความอร่อย

TravelEatDrinkReview – นาทีนี้คงไม่มีใครไม่พูดถึง BAKE URBAN คาเฟ่เปิดใหม่ที่สร้างปรากฏการณ์คิวยาวล้นทะลักซอยอ่อนนุช 7 ตั้งแต่วันแรก! บอกได้เลยว่ากระแสของร้านนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และแน่นอนว่าคำถามสำคัญคือ เบื้องหลังความฮอตนี้ มีดีอะไรซ่อนอยู่ และคำตอบที่ได้ก็คือ… มันดีงามสมคำร่ำลือจริงๆ ครับ!

🐧 คอนเซ็ปต์สุดคิ้วท์และบรรยากาศที่อบอุ่น

ตัวร้านโดดเด่นมาแต่ไกลด้วยโทนสีฟ้าพาสเทลสบายตา ตัดกับโลโก้มาสคอต “ปังกวิ้น” 🐧 สุดน่ารัก ที่สะท้อนคาแรคเตอร์ความสดใส ขี้เล่น ของน้องแดน (คิม อินฮยอน) ได้เป็นอย่างดี ภายในร้านตกแต่งสไตล์มินิมอล เน้นความโปร่งสบาย ให้ความรู้สึกเหมือนได้เข้ามาพักในบ้านหลังเล็กๆ ที่อบอุ่นและเป็นกันเอง

🥐 เจาะลึกเมนูเด็ดที่ไม่ควรพลาด: เมื่อความเป็นไทยและเกาหลีมาเจอกัน

ไฮไลท์ของ BAKE URBAN คือการนำแรงบันดาลใจจากรสชาติที่คุ้นเคยของไทยและเกาหลีมาผสมผสานในเบเกอรี่และเครื่องดื่มได้อย่างสร้างสรรค์และลงตัวสุดๆ

✨🥐 Signature Croissants: ดาวเด่นที่ต้องลอง!

🥥 ครัวซองต์ข้าวหลาม: เมนูนี้คือที่สุด! เป็นการผสมผสานที่เหนือความคาดหมาย ครัวซองต์อบมากรอบนอกนุ่มใน สอดไส้ข้าวเหนียวมูนนุ่มๆ ที่มีเนื้อมะพร้าวอ่อนแทรกอยู่ ราดด้วยกะทิรสเค็มมัน ทุกคำที่กัดเข้าไปคือความกลมกล่อมลงตัว หวาน เค็ม มัน หนึบ ครบรส เป็นเมนูที่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ต้องสั่ง!”

🌶 ครัวซองต์กะเพรา: ใครจะคิดว่ากะเพราจะอยู่ในครัวซองต์ได้! แต่ที่นี่ทำออกมาได้อร่อยมาก รสชาติกะเพราไม่จัดจ้านจนเกินไป มีครีมซอสสูตรพิเศษที่ช่วยเชื่อมรสชาติของไส้และแป้งครัวซองต์เนยหอมๆ เข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ

🌭 ครัวซองต์ไส้อั่ว / บูลโกกิ: สำหรับสาย savory ยังมีไส้อั่วที่หอมเครื่องเทศกำลังดี และบูลโกกิที่ให้รสชาติเกาหลีแท้ๆ เหมือนวาร์ปไปกินที่โซลเลยทีเดียว

✨️🍰 เค้กและของหวานอื่นๆ ที่ดีงามไม่แพ้กัน

🐧 Penguin Cake: เค้กมูสหน้าตาน่ารักรูปปังกวิ้น เนื้อเนียนนุ่ม สอดไส้เบอร์รี่รสเปรี้ยวอมหวาน ช่วยตัดเลี่ยนได้เป็นอย่างดี

🥃 Tiramisu: ทีรามิสุที่นี่เนื้อเค้กชุ่มฉ่ำ หอมกลิ่นมัทฉะเข้มข้นแต่ไม่ขม เป็นอีกตัวที่อร่อยจนอยากสั่งเบิ้ล

🍌 Banoffee: ทำออกมาได้ดีตามมาตรฐาน ไม่หวานเลี่ยนจนเกินไป กล้วยและคาราเมลเข้ากันสุดๆ

✨️☕️ เครื่องดื่มคุณภาพที่ใส่ใจทุกแก้ว

☕️ กาแฟ (Coffee): คอกาแฟต้องประทับใจแน่นอน Latte (คั่วกลาง) ของที่นี่ทำได้ดีเยี่ยม กาแฟหอมมาก รสชาติดี มีความเข้มที่พอดี ดื่มแล้วสดชื่น เป็นกาแฟคุณภาพที่หลายคนอยากมีไว้ใกล้ๆ ออฟฟิศเลย

🧋 ชา (Non-Coffee): Royal Milk Tea และ Premium Matcha Latte คือดีงามมาก หอมชาและมัทฉะแท้ๆ รสชาติกลมกล่อม หากเลือกระดับความหวานน้อย (25%) จะได้รสที่กำลังดีเลยทีเดียว

🍹 โซดา (Soda): Honey Lemon Soda สดชื่นมาก! หอมน้ำผึ้งและเลมอน ความซ่ากำลังดี มาในแพ็คเกจจิ้งกระป๋องซีลฝาที่ช่วยรักษาความซ่าไว้ได้นาน

บทสรุป: คุ้มค่าการรอคอยหรือไม่?

BAKE URBAN ไม่ใช่แค่คาเฟ่ของยูทูบเบอร์ชื่อดังที่ขายแค่กระแส แต่เป็นร้านที่เปี่ยมไปด้วย “คุณภาพ” และ “ความใส่ใจ” ในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การคิดค้นเมนูที่สร้างสรรค์ การคัดเลือกวัตถุดิบ ไปจนถึงการบริการ ทุกอย่างทำออกมาด้วยใจจริงๆ

แม้คิวจะยาว แต่ถ้าได้ลิ้มลองแล้วจะเข้าใจว่าทำไมทุกคนถึงยอมรอ เป็นคาเฟ่ที่มอบความสุขและความอร่อยได้ตั้งแต่คำแรกจริงๆ และสมควรยกให้เป็นหนึ่งในร้านเด่นแห่งปีได้อย่างไม่ต้องสงสัย! ✨

ข้อมูลร้าน

* 📍 ที่ตั้ง: อ่อนนุช ซอย 7

* ⏰ เวลาเปิด-ปิด: 7:00 – 19:00 น. (เปิดทุกวัน)

* 📱 ติดตามข่าวสาร: Instagram: @bakeurban / LINE Official: @bakeurban

ตะลุยโลกไดโนเสาร์เสมือนจริงใจกลางกรุง Jurassic World: The Experience เปิดประตู 8 สิงหาคมนี้ ณ เอเชียทีค

“Jurassic World: The Experience” แหล่งท่องเที่ยวเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ

เตรียมคำราม! ตะลุยโลกไดโนเสาร์ใจกลางกรุงกับ Jurassic World: The Experience ที่เอเชียทีค 🦖

ข่าวดีสำหรับชาวกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยว! เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อ Jurassic World: The Experience นิทรรศการไดโนเสาร์เสมือนจริงสุดอลังการระดับโลก เตรียมมาเปิดประสบการณ์สุดกระหึ่มให้คุณได้สัมผัสเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในวันที่ 8 สิงหาคม 2568 นี้ ณ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น

ปรากฏการณ์ครั้งสำคัญนี้จะเนรมิตพื้นที่กว่า 6,000 ตารางเมตร ให้กลายเป็นเกาะ “อิสลา นูบลาร์” (Isla Nublar) ที่จะพาคุณหลุดเข้าไปในจักรวาลภาพยนตร์ Jurassic World อย่างสมจริง ตื่นตาตื่นใจไปกับเหล่าไดโนเสาร์แอนิเมทรอนิกส์ขนาดเท่าของจริงที่เคลื่อนไหวและส่งเสียงคำรามราวกับมีชีวิต!

Jurassic World: The Experience เนรมิตพื้นที่รวมกว่า 6,000 ตารางเมตร ให้กลายเป็นโลกแห่งการผจญภัยที่จะพาผู้เข้าชมทุกวัน เข้าสู่จักรวาลของภาพยนตร์แฟรนไชส์ระดับโลกอย่าง Jurassic World จาก Universal Pictures และ Amblin Entertainment โดยผสมผสานวิทยาศาสตร์และการเรียนรู้เข้ากับความบันเทิงระดับโลกอย่างลงตัว ซึ่งผู้เข้าชมจะได้สัมผัสกับประสบการณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจระหว่างการเดินทางสำรวจความมหัศจรรย์ของเกาะ Isla Nublar (อิสลา นูบลาร์) ท่ามกลางฝูงไดโนเสาร์แอนิเมทรอนิกส์เสมือนจริง และฉากจำลองที่ได้แรงบันดาลใจมาจากฉากสุดอลังการในภาพยนตร์ Jurassic World เต็มอิ่มกับการหลบหลีกและเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน พร้อมดื่มด่ำไปกับความมหัศจรรย์เหนือจินตนาการบนเกาะแห่งนี้ที่รอให้ทุกคนมาสัมผัสด้วยตนเอง

ร่วมประสบการณ์การผจญภัยใน Jurassic World: The Experience ที่เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น  

1.  Origins of Wonder ต้นกำเนิดแห่งความมหัศจรรย์ ก้าวเข้าสู่ศูนย์ต้อนรับอันยิ่งใหญ่ตระการตา ที่ซึ่งความ มหัศจรรย์ของเกาะอิสลา นูบลาร์ กลับมามีชีวิตอีกครั้งผ่านภาพและเสียงอันสมจริงราวกับหลุดเข้าไปในโลกภาพยนตร์  

2.  Arrival at Isla Nublar เดินทางสู่เกาะ อิสลา นูบลาร์ ความตื่นเต้นเริ่มต้นขึ้นเมื่อคุณเดินทางมาถึงเกาะ อิสลา นูบลาร์ กับประตูทางเข้า Jurassic World อันเป็นเอกลักษณ์ที่ตั้งตระหง่านพร้อมต้อนรับทุกคนเข้าสู่โลกที่เหล่าไดโนเสาร์ดึกดำบรรพ์กลับขึ้นมาโลดแล่นอีกครั้ง

3.  A Close Encounter with Giants เผชิญหน้ากับยักษ์ใหญ่แห่งโลกล้านปี เหนือยอดไม้สูงเสียดฟ้า คุณจะได้สัมผัสช่วงเวลาสุดระทึกเมื่อได้เผชิญหน้ากับ บราคิโอซอรัส (Brachiosaurus) ร่างยักษ์ที่เคลื่อนไหวอย่างสง่างามท่ามกลางสายหมอก และเบื้องล่างยังมีแขกพิเศษอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่พร้อมปรากฏตัวขึ้นในช่วงเวลาการให้อาหาร

4.  The Petting Zoo สัมผัสไดโนเสาร์รุ่นเยาว์ โอกาสพิเศษที่คุณจะได้ใกล้ชิดกับเหล่าสมาชิกวัยเยาว์ ตั้งแต่ลูกไดโนเสาร์จอมซนที่กำลังทดสอบความแข็งแรงของตัวเอง ไปจนถึงเจ้าตัวน้อยขี้เล่นวัยอยากรู้อยากเห็นที่กำลังเรียนรู้โลกใบใหม่ ประสบการณ์ที่จะพาคุณโลดแล่นเข้าสู่ความมหัศจรรย์ของ Jurassic World   

5.  The Predator Pavilion ดินแดนนักล่าดึกดำบรรพ์ บรรยากาศเริ่มตึงเครียดเมื่อคุณก้าวเข้าสู่พื้นที่ของเหล่านักล่าแห่งโลกล้านปี ดินแดนของไดโนเสาร์กินเนื้อที่น่าเกรงขามที่สุดของ Jurassic World ที่แม้คุณอาจจะเคยเห็น เวโลซีแรปเตอร์ (Velociraptor) มาแล้วในจอภาพยนตร์ แต่ก็ไม่มีอะไรเทียบได้กับการเผชิญหน้าตัวจริงได้เลย

6.  The Observation Deck จุดชมวิว หอสังเกตการณ์สุดไฮเทคค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าสู่ป่าดงดิบหนาทึบ ที่ซึ่ง อินโดไมนัส เร็กซ์ (Indominus rex) นักล่าสุดอันตรายกำลังเคลื่อนไหวและเฝ้ามองคุณอยู่ จนกระทั่งเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้เกิดขึ้น หนทางรอดเดียวคือต้องหนีเท่านั้น!

7.  A Fight for Survival ผจญภัยเพื่อเอาชีวิตรอด เสียงสัญญาณเตือนดังกึกก้องทั่วผืนป่าในขณะที่คุณกำลังเดินลัดเลาะผ่านช่องทางซ่อมบำรุงแคบ ๆ เสียงคำรามอันทรงพลังสะท้อนไปทั่วทางเดินจนรู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงสันหลัง ก่อนที่ คาร์โนทอรัส (Carnotaurus) จะพุ่งเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัวจนคุณต้องวิ่งหนีเอาตัวรอด

8.   Lost in the Jungle หลงในป่าดงดิบ ลัดเลาะเอาชีวิตรอดจนมาสู่ใจกลางป่าดงดิบอันมืดมิด พบกับเศษซากจากอดีตกับป้าย Jurassic Park ที่หลงเหลืออยู่ และรถจี๊ปที่ถูกเถาวัลย์ปกคลุมจนเกือบมิด ความเงียบอันน่าขนลุกปกคลุมไปทั่วผืนป่า จนกระทั่ง ไดโลโฟซอรัส (Dilophosaurus) ก้าวออกมา พร้อมกับแผงคอสีสันสดใสที่กางออกเสมือนงูแผ่แม่เบี้ย

9.  Caged Up กรงปริศนา กรงนกยักษ์สูงเสียดฟ้าปรากฏอยู่เบื้องหน้า เงาของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ร่อนผ่านม่านหมอกที่ปกคลุมอยู่เหนือหัว ในขณะที่เสียงกรีดร้องดังขึ้น เทอราโนดอน (Pteranodon) พุ่งชนผนังกรง จะงอยปากเฉียดขอบแผงกั้นห่างจากคุณไปเพียงไม่กี่นิ้ว ในขณะที่ สไตกิโมล็อค (Stygimoloch) ยืนจ้องมองผู้มาเยือนด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก่อนพ่นลมหายใจเสียงแหลมใส่

10. The Final Escape การหลบหนีครั้งสุดท้าย ห้องวิจัยที่ดูปลอดภัยอาจให้ความอุ่นใจได้เพียงไม่นาน เสียงฝีเท้าอันน่าเกรงขามของ ทีเร็กซ์ (T. rex) กำลังเคลื่อนตัวใกล้เข้ามาทุกขณะ ราชินีแห่งไดโนเสาร์ส่งเสียงคำรามกึกก้องไปทั่วป่าก่อนที่ประตูทางออกจะปิดลงทันเวลาอย่างหวุดหวิด

Refuge – At Last รอดชีวิตในที่สุด หลังจากผู้เข้าชมได้เผชิญหน้ากับยักษ์ใหญ่แห่งยุคดึกดำบรรพ์ สบตากับตำนานที่ยังมีชีวิต และรอดพ้นจากการผจญภัยอันน่าตื่นตาตื่นใจมาได้ นี่คือประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่คุณจะไม่มีวันลืมกับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่ใช้เวลารังสรรค์ขึ้นกว่า 65 ล้านปี

ร้านขายของที่ระลึก Jurassic World: The Experience Retail Store

เลือกซื้อของที่ระลึกและสินค้าลิขสิทธิ์แท้เฉพาะของ Jurassic World ภายในร้านค้า Jurassic World: The Experience Retail Store ซึ่งออกแบบมาในธีมพื้นที่หลบภัยในโลกยุคดึกดำบรรพ์ พร้อมพบกับอีกหนึ่งไฮไลต์สุดพิเศษอย่างกะโหลกฟอสซิลของทีเร็กซ์ ถือเป็นจุดหมายสุดท้ายของการผจญภัยในโลกจูราสสิค ที่ซึ่งเรื่องราวจบลง แต่ตำนานยังคงถูกกล่าวขานมาจนถึงปัจจุบัน

Jurassic World: The Experience Hatch Dome

อีกหนึ่งประสบการณ์ที่ตั้งอยู่ติดกันกับ Jurassic World: The Experience คือ “Hatch Dome” (แฮ็ธช์ โดม) พื้นที่อินเทอร์แอคทีฟสุดล้ำที่รวมร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึก Jurassic World: The Experience Retail Store และนิทรรศการด้านความยั่งยืนแบบ 4D จาก AWC ภายใต้แนวคิด Better World, Better Future” เปิดประสบการณ์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวด้านความยั่งยืนอย่างน่าทึ่ง โดยการเดินทางสุดพิเศษนี้จะพาผู้เข้าชมย้อนเวลากลับไปสู่ช่วงเวลาแห่งการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ ก่อนจะออกเดินทางต่อไปสัมผัสกับโลกอนาคตที่ขับเคลื่อนโดยการกระทำของมนุษย์ เพื่อจุดประกายความตระหนักรู้และสร้างแรงบันดาลใจในการร่วมกันสร้างโลกที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น

Jurassic World: The Experience Fossil & Flame Restaurant

พร้อมเปิดตัว “Jurassic World: The Experience Fossil & Flame Restaurant” (ฟอสซิล แอ็นด์ เฟลม) ห้องอาหาร Jurassic World แห่งแรกนอกธีมพาร์ค ซึ่งผสานเรื่องเล่าจากภาพยนตร์เข้ากับประสบการณ์การรับประทานอาหารอย่างเต็มอรรถรส ให้คุณได้เพลิดเพลินไปกับเมนูและบรรยากาศที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจักรวาล Jurassic World อย่างแท้จริง สร้างประสบการณ์สุดพิเศษที่ผสมผสานรสชาติ ประสบการณ์จากภาพยนตร์ และจินตนาการเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

ข้อมูลสำคัญและราคาบัตร
📍 สถานที่: เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น กรุงเทพฯ
🗓 วันเปิดตัว: 8 สิงหาคม 2568
🎫 ราคาบัตร:
👶เด็ก (อายุ 3-10 ปี): เริ่มต้นที่ 579 บาท
🧑 ผู้ใหญ่ (อายุ 11 ปีขึ้นไป): เริ่มต้นที่ 769 บาท
🎟การจำหน่ายบัตร
🔸️ รอบพรีเซล (สำหรับผู้ลงทะเบียน Waitlist): เริ่ม 8 กรกฎาคม 2568
🔸️ รอบบุคคลทั่วไป: เริ่ม 11 กรกฎาคม 2568

แฟนพันธุ์แท้สามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์จองบัตรรอบพรีเซลได้ก่อนใครที่เว็บไซต์ www.jurassicworldexperience.com/th แนะนำให้รีบจองล่วงหน้าเพราะคาดว่าจะมีผู้สนใจเข้าชมเป็นจำนวนมาก!

เตรียมตัวและครอบครัวของคุณให้พร้อม แล้วไปสัมผัสประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะทำให้คุณไม่มีวันลืม ณ Jurassic World: The Experience Bangkok!

#JWExperience #DinosinBKK #AsiatiqueTheRiverfrontDestination #AWC
#เที่ยวเก่งกินก็เก่ง #TravelEatDrinkReview #เก่งรีวิว