พาเที่ยวชม 2 มหาวิยาลัยดังอเมริกาที่ ทิม-พิธา เป็นศิษย์เก่า ทั้ง Harvard University และ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT)

พาเที่ยวชม 2 มหาวิยาลัยดังอเมริกาที่ ทิม-พิธา เป็นศิษย์เก่า ทั้ง Harvard University และ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT)

หลังจากมีประเด็นการจบการศึกษามหาวิทยาลัยของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ว่าที่นายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของไทย กับการจบการศึกษาที่ Harvard Kennedy School โดย คุณทิม นั้นจบที่ Harvard University และ MIT ทั้งสองมหาวิทยาลัย ตั้งอยู่ในแมสซาชูเซตส์ ใกล้กับ บอสตัน ทั้ง 2 สถาบันจะสวยน่าเรียน น่าเที่ยว ขนาดไหน? ผมจะเที่ยวชมในมหาวิทยาลัย ทั้งที่ Harvard University และ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) กันครับ ตามมาเล้ย!

มหาวิทยาลัย ฮาวาร์ด
Harvard University, Massachusetts
มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา อายุมากกว่า 380 ปี พูดให้เห็นภาพง่ายๆคือในปีที่ก่อตั้ง Harvard พ.ศ. 2179 ประเทศไทยอยู่ในรัชสมัยของพระเจ้าปราสาททอง สมัยอยุธยา!!! โดยตั้งชื่อตามผู้อุปถัมภ์เงินสร้าง คือ John Harvard สถาบันนี้ผลิตคนเก่งอย่าง Mark Zuckerberg, JFK, Obama, Bill Gate, Roosevelt ฯลฯ ส่วนศิษย์เก่าคนไทย อาทิ ทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, หนูดี วนิษา เรซ , ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ, ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย, ณัฐ ศักดาทร เป็นต้น

เมื่อมาถึงมหาวิทยาลัย ฮาวาร์ด สิ่งที่ห้ามพลาด ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ และความเชื่อ คือการไปยืนลูบเท้าซ้ายรูปปั้น Johh Harvard แล้วจะโชคดี ซึ่งผมก็ไม่พลาดแน่นอนครับ ที่นี่มีตัวอาคารสถาปัตยกรรม สวยงามมาก สามารถถ่ายรูปได้หลายมุมเลยทีเดียว ในส่วนของ Harvard Yard ก็ร่มรื่น มีกลุ่มนักศึกษามานั่งล้อมวงจับกลุ่มพูดคุยกันในวันที่อากาศดีๆ เยอะมากๆ

Harvard University
📍https://maps.app.goo.gl/nZjdfmrPidXbTpqH7
3 Oxford St, Cambridge, MA 02138, United States

สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ 
Massachusetts Institute of Technology (MIT) 
เป็นสถาบันที่มีชื่อเสียง และได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกจาก QS World University Rankings เด่นเรื่อ งานวิจัย และการศึกษาในสาขาเคมี ฟิสิกส์ และวิศวกรรมศาสตร์สาขาต่างๆ และสาขาที่โดดเด่นรองลงมาเป็นสาขาชีววิทยา เศรษฐศาสตร์ ภาษาศาสตร์ และการจัดการ ซึ่งสถาบัน MIT นี้มีศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น Kofi Annan , Buzz Aldrin, I.M. Pei , Ben Bernanke ส่วนศิษย์เก่าชาวไทย อาทิ ซึ่งแน่นอนมี ทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ ดร.เอ้ – สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ , ชัชชาติ สิทธิพันธุ์,  ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นต้น

อาคาร สถาปัตยกรรมต่างๆ ใน MIT จะต่างกับที่ Harvard ที่นี่จะออกแนวทันสมัยกว่า มีงานปฏิมากรรม งานศิลปะ ตั้งอยู่ทั่วบริเวณสถาบัน ที่สำคัญ MIT ตั้งอยู่ติดแม่น้ำ Charles River ทำให้บริเวณมหาวิทยาลัยสวยงามมาก ถ้าใครได้มาเรียนที่ MIT คงจะแฮปปี้สุดๆ

Massachusetts Institute of Technology
📍https://maps.app.goo.gl/bSFZ2apRe9np7oMt9
77 Massachusetts Ave, Cambridge, MA 02139, United States

เที่ยว Huashan 1914 Creative Park (華山1914文化創意產業園區) เอเชียทีคแห่งกรุงไทไป ไต้หวัน

Huashan 1914 Creative Park บริเวณอาคารเก่าที่เคยใช้เป็นโรงงานผลิตไวน์และบุหรี่ขนาดใหญ่ ตั้งอยู่กลางกรุงไทเป ไต้หวัน หลังจากได้มีการย้ายที่ตั้งโรงงานออกไปนอกเมืองไทเป จึงได้ปรับเปลี่ยนมาเป็น Huashan 1914 Creative Park (華山1914文化創意產業園區) พื้นที่สำหรับความคิดสร้างสรรค์ มีกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ นิทรรศการหมุนเวียน ศิลปะการแสดง ร้านค้าขายสินค้าออกแบบเท่ๆ ของฝากของที่ระลึก ร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านเหล้า สนามหญ้ากว้างให้นั่งปินิค หรือพาสัตว์เลี้ยงมาเดินเล่นได้ด้วย อาจจะเปรียบได้ว่า ที่นี่คล้ายๆกับ เอเชียทีค ที่กรุงเทพฯ ก็ได้
.
Huashan 1914 Creative Park พื้นที่สร้างสรรค์ในไทเป
เวลาเปิด-ปิด : 09:30-21:00 น.
การเดินทาง : รถไฟใต้ MRT สายสีน้ำเงิน สถานี Zhongxiao Xingsheng ทางออก 1 เดินประมาณ 3 นาที
เว็บไซต์ : www.huashan1914.com
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/CiBdcKndufzoV1xA6

.
#TravelEatDrinkReview #Taiwan #Taipei #รีวิวไต้หวัน #เที่ยวไต้หวัน #เที่ยวไทเป

เที่ยวอัฟกานิสถาน ตามรอย มิ้นท์ I Roam Alone สถานที่ท่องเที่ยวสวยน่าเช็คอิน กรุงคาบูล และ เฮรัต!!!

หลังจาก มิ้นท์ I Roam Alone ไปเที่ยว อัฟกานิสถาน ซึ่งช่วงที่มินท์ไปกำลังเกิดสงครามที่ กลุ่มติดอาวุธตาลีบัน กำลังจะเข้ายึดเมืองพอดี  มิ้นท์บอกว่าอยากจะไปให้เห็นกับตาถึงความเป็นอยู่ของผู้คน ความสวยงามบริสุทธิ์ของธรรมชาติ เมือง อาหาร สถาปัตยกรรม แต่หลังจาก มิ้นท์ โพสต์รูปให้ชมได้เพียงไม่กี่ภาพเท่านั้น แต่เราก็ได้เห็นว่า สถานที่ท่องเที่ยวในภาพนั้นสวย น่าไปถ่ายรูปเช็คอินมากๆ  เธอลบโพสต์ออกหมดเรา หลังจากนั้นก็ไม่ได้ข่าวคราวความเป็นอยู่ของ มิ้นท์ ในอัฟกานิสถาน อีกเลย 

ถึงอย่างไรก็ตาม พวกเราคงไม่ได้เข้าไปเที่ยวอัฟกานิสถานกันแน่นอน ผมจึงไปหาข้อมูลสถานท่องเที่ยวตามภาพที่ มิ้นท์ได้โพสต์ให้เราชม เพื่อไปเที่ยวทิพย์ ตามรอย มิ้นท์ I Roam Alone ด้วยกันก่อนครับ

https://www.youtube.com/watch?v=1nl4VpPllMc

มินท์เริ่มออกเดินทางจากสนามบินนานาชาติดูไบ (DXB) ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อบินมายัง สนามบินนานาชาติฮามิดคาร์ไซ กรุงคาบูล (KBL) ประเทศอัฟกานิสถาน  

สนามบินนานาชาติดูไบ (DXB) ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
สนามบินนานาชาติดูไบ (DXB) ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ระหว่างนั่งรถ ซึ่งคาดว่าเป็นช่วงที่เดินทางจากสนามบินเพื่อเข้าไปในตัวเมืองคาบูล ได้ถ่ายรูปที่มองผ่านกระจกเห็นธงชาติอัฟกานิสถาน  ซึ่งที่หน้าสนามบินคาบูล ก็มีจุดที่สามารถถ่ายภาพคู่กับธงชาติได้ด้วย

สนามบินนานาชาติฮามิดคาร์ไซ กรุงคาบูล (KBL) ประเทศอัฟกานิสถาน
สนามบินนานาชาติฮามิดคาร์ไซ กรุงคาบูล (KBL) ประเทศอัฟกานิสถาน

เมื่อเข้ากรุงคาบูลแล้ว หนึ่งจุดหมายที่นักท่องเที่ยวมักจะไปถ่ายรูปเช็คอิน คือที่ Ziarat-e Sakhi เซียราต เอ ซากี โบสถ์สีฟ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางของกรุงคาบูล ที่ได้รับการดูแลรักษาดีมาก ตัวอาคารประดับด้วยกระเบื้องที่สวยงามและประทับใจ โดยมีภูเขาทีมีบ้านเรือนผู้คนเป็นฉากหลัง 

Ziarat-e Sakhi เซียราต เอ ซากี โบสถ์สีฟ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางของกรุงคาบูล
Ziarat-e Sakhi เซียราต เอ ซากี โบสถ์สีฟ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางของกรุงคาบูล
Ziarat-e Sakhi เซียราต เอ ซากี โบสถ์สีฟ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางของกรุงคาบูล
Ziarat-e Sakhi เซียราต เอ ซากี โบสถ์สีฟ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางของกรุงคาบูล
Ziarat-e Sakhi เซียราต เอ ซากี โบสถ์สีฟ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางของกรุงคาบูล
Ziarat-e Sakhi เซียราต เอ ซากี โบสถ์สีฟ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางของกรุงคาบูล

หลังจากเยี่ยมชมมัสยิดที่สวยงามแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องทำเวลาไปต่างบ้านต่างเมือง ก็คือ การเดินชม ตลาด ร้านค้า และ วิถีชีวิตของผู้คน ริมสองข้างทาง ซึ่งเราจะได้พบเห็นวิถีชีวิตของผู้คนที่แตกต่างแปลกใหม่ จากบ้านเรา 

เดินชม ตลาด ร้านค้า และ วิถีชีวิตของผู้คน ริมสองข้างทาง ในกรุงคาบูล
เดินชม ตลาด ร้านค้า และ วิถีชีวิตของผู้คน ริมสองข้างทาง ในกรุงคาบูล
เดินชม ตลาด ร้านค้า และ วิถีชีวิตของผู้คน ริมสองข้างทาง ในกรุงคาบูล
เดินชม ตลาด ร้านค้า และ วิถีชีวิตของผู้คน ริมสองข้างทาง ในกรุงคาบูล

มีภาพหนึ่งที่ มิ้นท์ใส่ชุดสีชมพู ที่มีลายลูกไม้อ่อนช้อย น่ารัก น่าจะกำลังทำคอนเท้นท์ลง YouTube ผมได้ไปค้นหาชุดแต่งงานเจ้าสาวของชาวอัฟกัน ซึ่งวิจิตสวยงาม อลังการดาวล้านดวงมากๆ และในสตูดิโอ จะมีชุดให้เลือกละลานตา แบ่งเป็นโซนสีต่างๆ การได้ไปเยี่ยมชมร้านชุดแต่งงาน และได้ลองสวมใส่ ก็เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่น่าประทับใจ

 มิ้นท์ใส่ชุดแต่งงานเจ้าสาวสีชมพู ที่มีลายลูกไม้อ่อนช้อย น่ารัก
มิ้นท์ใส่ชุดแต่งงานเจ้าสาวสีชมพู ที่มีลายลูกไม้อ่อนช้อย น่ารัก

หลังจากเที่ยว กรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถานแล้ว มิ้นท์ก็เดินทางโดยเครื่องบินมายัง นครเฮรัต เมืองใหญ่อันดับ 3 ของประเทศ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ และ วัฒนธรรม ซึ่งในภาพที่มิ้นท์โพสต์นั้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาตร์ของเฮรัต คือ Herat Citadel ป้อมปราการเฮรัต หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า Alexander’s citadel ป้อมปราการของอเล็กซานเดอร์ ที่นี่ถูกใช้เป็นฐานที่ตั้งของ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช มีอายุย้อนไปถึง 330 ปีก่อนคริสตกาล เพิ่งรีโนเวทเสร็จไปช่วงปี 2006-2011  ซึ่งเป็นป้อมปราการที่สวยมากตั้งอยู่กลางเมืองเฮรัต ด้านในจัดแสดง วัตถุโบราณ และ อาวุธโบราณมากมาย ที่นี่สามารถชมวิวของเมือง เฮรัต ได้สวยงามรอบทิศทาง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องมา! 

Herat Citadel ป้อมปราการเฮรัต หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า Alexander's citadel ป้อมปราการของอเล็กซานเดอร์
Herat Citadel ป้อมปราการเฮรัต หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า Alexander’s citadel ป้อมปราการของอเล็กซานเดอร์
Herat Citadel ป้อมปราการเฮรัต หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า Alexander's citadel ป้อมปราการของอเล็กซานเดอร์
Herat Citadel ป้อมปราการเฮรัต หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า Alexander’s citadel ป้อมปราการของอเล็กซานเดอร์
Herat Citadel ป้อมปราการเฮรัต หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า Alexander's citadel ป้อมปราการของอเล็กซานเดอร์
Herat Citadel ป้อมปราการเฮรัต หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า Alexander’s citadel ป้อมปราการของอเล็กซานเดอร์

และนี่คือการเที่ยวทิพย์ ตามภาพที่ มิ้นท์ I Roam Alone ได้เคยโพสต์ไว้ และ ได้ลบทิ้งจนหมดแล้ว เราก็ยังหวังว่า จะได้เห็นคอนเท้นท์การเที่ยวอัฟกานิสถาน ตามที่ มิ้นท์ได้ตั้งใจไว้ ขอส่งกำลังใจให้เธอปลอดภัย และ กลับถึงเมืองไทยโดยสวัสดิภาพนะครับ

 

เปิดประสบการณ์ใหม่ นอนชิดติด เสือชีต้า และ ช้างอัฟริกา กลางสวนสัตว์ซาฟารี

หากใครไปเที่ยวที่ประเทศอังกฤษ อยากให้ไปลองนอนที่บ้านพักกลางซาฟารีเปิดใหม่แห่งนี้ เพราะคุณจะได้ตื่นมาทักทาย เสือชีต้า และ ช้าง แบบสุดใกล้ชิด บ้านพักกลางซาฟารีแห่งนี้ตั้งอยู่ในสวนสัตว์ West Midland Safari Park เมือง Worcestershire ประเทศอังกฤษ
ในส่วนของบ้านพักแบ่งเป็น 2 โซน ซึ่งประกอบไปด้วย บ้านพักสุดหรู 8 หลัง คือ บ้านพักเสือชีต้า เป็นอาคารชั้นเดียว จำนวน 2 หลัง มีหน้าต่างกระจกกว้างให้นำชมเสือชีต้าได้แบบตื่นเต้น และ บ้านพักช้างอัฟริกา เป็นอาคาร 2 ชั้น จำนวน 6 หลัง มีระเบียงให้นั่งชมช้างได้อย่างใกล้ชิด โดยตกแต่งด้วย เครื่องจักสานไม้ , หลังคามุงจาก และ ภาพพิมพ์ซาฟารี
บ้านพักช้าง สามารถเข้าพักได้ 5 ท่าน ส่วน บ้านพักชีต้า สามารถเข้าพักได้ 6 คน รวมอาหารค่ำ และอาหารเช้า ซึ่งสามารถเข้าเที่ยวชมส่วนของซาฟารีได้ทั้งหมด และในช่วงเดือนฤดูร้อนก็สามารถเข้าไปเล่นในสวนสนุกข้างๆได้อีกด้วย ราคาเริ่มต้นที่ 171 ปอนด์ ต่อคน ต่อ คืน
ที่ตั้ง West Midland Safari Park. Bewdley, Worcs, DY12 1LF.
บ้านพักเสือชีต้า – CHEETAH LODGE
บ้านพักช้างอัฟริกา – AFRICAN ELEPHANTS LODGE

Castle of Magical Dreams ปราสาทใหม่ของ Hong Kong Disneyland ฮ่องกง สร้างเสร็จ เปิดให้ชมแล้ว!!!

Castle of Magical Dreams  ปราสาทแห่งความฝัน แห่งนี้ ตัวปราสาทแต่ละยอดสะท้อนเอกลักษณ์ของเจ้าหญิง / ราชินี / ฮีโร่หญิง ทั้ง 13 องค์ไว้ในปราสาทเดียว เช่น แอปเปิ้ล ของ Snow White , เปลือกหอย ของ Ariel, ลายดอกบัว ของ Tiana , ลายดอกซากุระ ของ Mulan ดอกกุหลาบ ของ Belle เป็นต้น
.
โดยความท้าทายของการก่อสร้างปราสาทใหม่นี้ คือต้องสร้างทับปราสาทดั้งเดิม โดยไม่ได้ปิดสวนสนุก ทีมงานจึงต้องผลิตชิ้นส่วนจากโรงงานด้านนอก แล้วยกนำมาประกอบจนกลายเป้นปราสาทหลังใหญ่แห่งนี้
.
ถ้าเมื่อไหร ฮ่องกง เปิดประเทศให้ชาวไทยได้กลับไปเที่ยว คนรักดิสนีย์ อย่าลืมเติม #HongKong #Disneyland ไปเป็นอีกหนึ่งจุดหมายกันด้วยนะครับ
 
ที่มา https://edition.cnn.com/style/article/disneyland-castle-of-magic-dreams-diversity/index.html
Castle of Magical Dreams @ Hong Kong Disneyland
Castle of Magical Dreams @ Hong Kong Disneyland

เที่ยวเช็คอินที่ กรุงวอชิงตัน ดีซี (Washington D.C.) ในเวลาครึ่งวันให้คุ้มสุดเต็มอิ่ม

เที่ยว Washington D.C. / New York / Boston ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day4 ]

เป้าหมายของการมาที่ วอชิงตัน ดีซี เมืองหลวงของ สหรัฐอเมริกา คือ การเยี่ยมชมสถานที่เที่ยวสำคัญรอบๆ National Mall และการชมซากุระที่บานสะพรั่งหลายพันต้นแถวๆ Tidal Basin 

การไปชมซากุระบานครั้งนั้นที่ วอชิงตัน ดีซี เมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา ผมโชคดีมากๆ เนื่องจากไปถึงวันที่ซากุระหลายพันต้นพร้อมใจกันบานแบบ Full Bloom แถมสภาพอากาศก็เป็นใจ ถึงแม้อุณหภูมิจะหนาวจัด แต่แสงแดดนั้นเป็นใจเหลือเกิน ทำให้การมาครั้งนี้ประทับใจสุดๆ

คลิกอ่าน เที่ยว Washington D.C. / New York / Boston ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day4 ]
คลิกอ่าน เที่ยว Boston / New York / Washington D.C. ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day2 ]
คลิกอ่าน เที่ยว New York / Boston / Washington D.C. ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day1 ]

ถึงแม้ซากุระจะเหมือนกับที่ญี่ปุ่น เพราะทางการญี่ปุ่นได้มอบให้เพื่อมาปลูกกว่า 3000 ต้นนั่นเอง แต่ผมบอกได้เต็มปากว่าบรรยากาศนั้นไม่เหมือนกันเลย อาจจะเพราะด้วยสถาปัตยกรรม ผู้คน และ อาหาร นั้นต่างกัน แต่อย่างไรก็ตาม ดอกซากุระที่บานสะพรั่ง ก็ทำให้หัวใจของผมนั้นพองโตอิ่มใจได้เสมอ

ผมออกเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว โดยมาน้องเอ๋ ผู้ใจดี เป็นคนขับพาผมและเพื่อนๆ ออกจาก นิวยอร์ก มายัง กรุงวอชิงตัน ดีซี ตั้งแต่เช้ามืด โดยคาดหวังว่าจะมาถึงก่อนเที่ยง ดังนั้นพวกเรามีเวลาเพียงแค่ช่วงบ่ายไม่ถึง 5 ชั่วโมงเท่านั้นในการสำรวจ เพราะฉะนั้นเราจึงมุ่งหน้าไปยังที่เที่ยวจุดหมายสำคัญ ซึ่งเดินเที่ยวรอบบริเวณ National Mall ได้เท่านั้น

ผมเริ่มการเดินทางครั้งนี้ที่หน้าสถานีรถไฟ Washington Union Station ที่นี่คือศูนย์รวมการเดินทางของเมือง สถาปัตยกรรมสวยๆ บวกกับ ซากุระสีขาวบานสะพรั่ง ทำใหชุ่มชื่นหัวใจได้ดีจริงๆ 

สถานที่เที่ยวสำคัญภายในครึ่งวัน ได้แก่

สถานีรถไฟ Washington Union Station

สถานที่แห่งนี้มีผู้เดินทางกว่า 40 ล้านคนต่อปี เป็นศูนย์การการเดินทางที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วย รถไฟ รถบัส รถเมล์ แล้วยังมีร้านค้าให้ช้อปปิ้ง รวมทั้งร้านอาหารที่หลากหลายอีกด้วย ตัวอาคารมีสถาปัตกรรมเป็นเเบบนีโอคลาสสิก สร้างเสร็จในปี 1908 เพดานทำด้วยหินแกรนิตสีขาว ปะด้วยทอง 22 กะรัต ใช้ทองไปทั้งสิ้น 70 ปอนด์ โดยในโถงหลักเราตะลึงกับความงดงามของเพดาน ที่สถาปนิกชื่อ Daniel Burnham ได้ออกแบบตกแต่งในศิลปะ Beaux Arts

เรามาถึงที่นี่ก็เกือบเที่ยงแล้วจึงไปทานอาหารกันที่  food court  ที่อยู่ชั้นล่างของสถานี ซึ่งมีอาหารหลากหลายให้เลือกทาน หลังจากอิ่มกันแล้วก็ได้เวลาออกสำรวจ รอบๆ National Mall เราเดินออกมาทางด้านหน้าของสถานี จะพบกับ Freedom Bell ซึ่งเป็นระฆังที่ถอดแบบมาจาก Liberty Bell ที่เมืองฟิลาเดเฟีย โดยใหญ่กว่าของจริง 2 เท่า ที่ที่เราจะไปถ่ายรูปกันต่อคือ อาคารรัฐสภาสหรัฐอเมริกา (United States Capitol)

อาคารรัฐสภาสหรัฐอเมริกา (United States Capitol)

ใครมาที่กรุง วอชิงตัน ดีซี ต้องมาที่ United States Capitol แห่งนี้แน่นอน เพราะเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของการเป็นเมืองหลวงก็ว่าได้  อาคารรัฐสภาของสหรัฐอเมริกา (United States Capitol) เป็นสถานที่ที่วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรมารวมตัวกันเพื่อหารือ อภิปราย และพิจารณานโยบายระดับประเทศมานานกว่า 2 ศตวรรษ อาคาแห่งนี้ทางด้านตะวันออกของเนชันแนล มอลล์ (National Mall) และได้รับการคัดเลือกการออกแบบโดยอดีตประธานาธิบดี จอร์จ วอชิงตัน (George Washington) ในปี ค.. 1793 ถูกจัดให้เป็นสถาปัตยกรรมที่น่าประทับใจและเป็นสัญลักษณ์สำคัญของโลก! ที่นี่ยังเป็นพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะและประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งใครที่สนใจเรื่องราวของกฎหมาย การปกครอง และชอบงานศิลปะ ก็ต้องไม่พลาดเข้าชมด้านใน

เวลาเข้าชมคือ 8:40 .-15:20 . สำหรับผู้ที่สนใจเข้าชมสามารถติดต่อที่ ศูนย์นักท่องเที่ยว (U.S. Capital Visitor Center) เปิดวันจันทร์ถึงวันเสาร์ 8:30 . -16:30 . และสามารถจองวันเวลาเข้าชมได้ที่ https://tours.visitthecapitol.gov/cvc#.WxDxBTaUckt ไม่มีค่าเข้าชม

เนชันแนล มอลล์ (National Mall)

เมื่อเดินมาที่ด้านหน้าของ United States Capitol ก็จะได้เห็น National Mall แนวผืนหญ้าสีเขียวทอดยาวดูแล้วผ่อนคลาย สบายตา สวยสมกับฉายาสนามหญ้าหน้าบ้านประเทศสหรัฐอเมริกา” (America’s Front Yard)  ภาพท้องฟ้าโปร่งตัดกับ อนุสาวรีย์วอชิงตัน (Washington Monument) ที่สูงตระหง่านล้อมรอบไปด้วย อาคารรัฐสภาสหรัฐอเมริกา (U.S. Capitol) และอนุสรณ์สถาน ลินคอล์น (Lincoln Memorial) ที่เราคุ้นตาในหนังฮอลลีวูดหลายเรื่อง

เนชันแนล มอลล์ (National Mall) ตั้งอยู่ใจกลางกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จากอนุสรณ์สถานลินคอล์นทางฝั่งตะวันตก ไปจบที่อาคารรัฐสภาสหรัฐอเมริกาทางฝั่งตะวันออก โดยตั้งอยู่ระหว่าง ถนน Independence Avenue และถนน Constitution Avenue

สถาบันสมิธโซเนียน (Smithsonian Institution)

สถาบันสมิธโซเนียน (Smithsonian Institution) เป็นสถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา และพิพิธภัณฑ์ ที่บริหารจัดการและได้รับทุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและจากผู้บริจาคต่าง ๆ รวมถึงรายได้การจำหน่ายออกร้านและค่าสมาชิกนิตยสาร 

สถาบันสมิธโซเนียนก่อตั้งขึ้นตามความประสงค์ของนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ เจมส์ สมิธสัน (James Smithson) ยกมรดกทั้งหมดให้แก่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเพื่อก่อตั้งองค์กรที่สามารถเพิ่มพูนและเผยแพร่ความรู้ให้แก่มนุษยชาติ ปี ค.. 1835

โดยสถานที่ที่นาสนใจ ได้แก่ Smithsonian Castle  เป็นจุดหลักของ Smithsonian Institution จะเป็นที่รวบรวมประวัติสั้นๆ ของผู้ก่อตั้งคือ Jame Smithson สถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์แบบปราสาทในยุคศตวรรษที่ 19  และ มีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจมี 3 ที่ คือ National museum of Natural History, National museum of American History และ Air and Space Museum

อนุสาวรีย์วอชิงตัน (Washington Monument)

อนุสาวรีย์วอชิงตัน (Washington Monument) เคยเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโลก! ด้วยความสูงกว่า 555 ฟุต ล่าสุดเรายังได้เห็น Spider-man มาช่วยกอบกู้วิกฤติที่นี่อีกด้วยในภาพยนตร์เรื่อง Spider-Man: Homecoming (2017)

ที่นี่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ จอร์จ วอชิงตัน (George Washington) ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่ใจกลาง เนชันแนล มอลล์ ระหว่าง อาคารรัฐสภาสหรัฐอเมริกา (United States Capitol) และ อนุสรณ์สถาน ลินคอล์น (Lincoln Memorial) ได้รับการอุทิศอย่างเป็นทางการ โดยประธานาธิบดี เชสเตอร์ อาร์เธอร์ (Chester Arthur) ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.. 1885 และเปิดให้ประชาชนเข้าชมตั้งแต่ ตุลาคมปี ค.. 1888

ที่นี่เปิดทุกวัน เวลา 9:00 .-17:00 . ยกเว้น วันที่ 4 กรกฏาคม และ 25 ธันวาคม เข้าเยี่ยมชมรอบสุดท้ายเวลา 16:00 . เด็กอายุ 2 ขวบขึ้นไป ไปจนถึงผู้ใหญ่ สามารถรับตั๋วระบุเวลาเข้าชมฟรีได้ ตั้งแต่เวลา 8:30 . ดูข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับตั๋ววัน และเวลาเข้าชมได้ที่ https://www.nps.gov/wamo/planyourvisit/fees.htm

อนุสรณ์สถานลินคอล์น (Lincoln Memorial)

อนุสรณ์สถานที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่นาย อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) ประธานาธิบดีคนที่ 16 ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของเนชันแนล มอลล์ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หากมองจากที่ตั้งของ อนุสรณ์สถานสงครามโลกครั้งที่ 2 (National World War II Memorial) จะเห็นตัวอาคารภาพสะท้อนจากสระน้ำสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวไปจนถึงอนุสรณ์สถานลินคอล์น

ภายในมีรูปปั้นของท่านประธานาธิบดีลินคอล์น หนักกว่า 175 ตัน ที่ออกแบบโดยชาวฝรั่งเศส เดเนียล เชสเตอร์ (Daniel Chester) โดยรูปปั้นของท่านจะมองออกมาด้านนอกบ่งบอกถึงความมุมานะต่อสู้อย่างหนัก เพื่อรักษาและรวมประเทศนี้ให้เป็นหนึ่ง เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9:30 . – 22:00 ไม่มีค่าเข้าชม

ไวท์ เฮ้าส์ (White House)

ไวท์ เฮาส์ (White House) หรือ ที่เรามักจะเรียกกันว่า ทำเนียบขาว เป็นอาคารสำนักงานสีขาวตั้งสวยตระหง่าน มีประวัติความเป็นตั้งแต่ปี ค.. 1791 ใช้เวลาในการก่อสร้าง 8 ปี ต่อมาในปี ค.. 1800 อดีตประธานาธิบดีจอร์น อดัม (John Adams) และภริยา เอบิเกล (Abigail) ได้ย้ายเข้ามาอยู่ นับเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐที่เข้ามาพำนักในไวท์เฮาส์แห่งนี้ พวกเราถ่ายรูปแค่ด้านนอกก็พอ เพราะไม่ได้เตรียมตัวขอเข้าชมภายใน และเนื่องจากมีเวลาที่จำกัดมากๆ ส่วนใครอยากเข้าชมด้านใน ลองเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.whitehouse.gov/about-the-white-house/tours-events/ 

อนุสรณ์สถานโทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson Memorial)

มาถึงสถานที่สุดท้ายของทริปกรุงวอชิงตันดีซีของผมในวันนี้ที่มีเวลาจำกัดเพียงครึ่งวัน และเป็นวัตถุประสงค์หลักของการมาที่นี่ในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ นั่นก็คือการมาชม ซากุระ กว่า 3000 ต้น ที่บานสะพรั่งรอบๆบริเวณอ่างเก็บน้ำไทดอล (Tidal Basin) ซึ่งซากุระรอบๆบริเวณนี้ถูกปลูกเมื่อปี 1912 โดยได้รับมอบจากผู้ว่าการกรุงโตเกียวนั่นเอง ซึ่งในช่วงที่เราไปก็ช่วงวันหยุดสงกรานต์บ้านเรานั่นเอง และเป็นโชคดีมากๆ ที่ ซากุระ กำลังบานแบบ Full Bloom พอดีเลย ก็เลยแฮปปี้กันยกแก๊งค์ทีเดียว

ฉากหลังของความสวยงามของดอกซากุระ ก็คือ อนุสรณ์สถานโทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson Memorial) สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติให้กับ โทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของสหรัฐอเมริกา และผู้เขียนคำประกาศเอกราช ออกแบบโดย สมเด็จประสันตะปาปา จอร์น รัสเซลล์ (John Russell) ในปี ค..1925 ซึ่งมีความคล้ายกับวิหารแพนธีออน (Pantheon) ในกรุงโรม ผสมผสานเข้ากับสถาปัตยกรรมแบบ นีโอคลาสสิคอล (Neoclassical) ที่ท่านประธานาธิบดีโทมัส เจฟเฟอร์สันชื่นชอบ โครงสร้างของที่นี่เป็นแบบเปิดโล่ง โดยรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ของ โทมัส เจฟเฟอร์สัน มีความสูง 19 ฟุต

เป็นที่น่าเสียดายจริงๆที่เรามีเวลาจำกัด เพียงแค่ช่วงบ่ายเพียง 4-5 ชั่วโมงเท่านั้น ในการท่องเที่ยวเยี่ยมชมเมืองหลวงของประเทศสหรัฐอเมริกา คือ กรุงวอชิงตัน ดีซี แห่งนี้ จึงทำได้เพียงเดินชม ถ่ายภาพสวยๆ เช็คอิน Instagram รอบๆบริเวณ National Mall เท่านั้น ยังมีสถานที่น่าสนใจมากมายในกรุงวอชิงตัน ดีซี ให้ได้เที่ยวอีกเพียบเลย อีกทั้ง พิพิธภัณฑ์ของ Smithsonian Institution ที่น่าสนใจมากๆทั้ง 3 แห่ง อย่าง National museum of Natural History, National museum of American History และ Air and Space Museum เราก็พลาดไป เอาเป็นว่าถ้าใครมีเวลาสัก 2 วันเต็มๆ น่าจะเพียงพอกับกรุงวอชิงตัน ดีซี แห่งนี้ ผมจึงคาดหวังว่าถ้ามีโอกาสจะกลับมาเติมเต็มสิ่งที่พลาดไปอีกครั้ง แต่จุดประสงค์การมาชม ซากุระ บานอันเลื่องชื่อก็ถือว่าสำเร็จ และฟินกันสุดๆ จึงอาจเรียกได้ว่าคุ้มค่ากับการมาเยือน กรุงวอชิงตัน ดีซี เพียงครึ่งวันแล้วก็ว่าได้ 

ชวนเที่ยว ฟุกุชิมะ (Fukushima) เมืองชิลๆ ที่น่าลอง

จังหวัดฟุคุชิมะ (Fukushima) หนึ่งในความงดงามทางธรรมชาติของภูมิภาคโทโฮขุ ประเทศญี่ปุ่น เต็มไปด้วยเสน่ห์ทางธรรมชาติที่น่าสนใจ  มีเมืองเล็กๆ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยธรรมชาติที่น่าไปสัมผัสมากมาย อาทิ Shirakawa, Koriyama, Tamura, Aizu ฯลฯ หากมีเวลาปลีกตัวจากความวุ่นวายในตัวเมือง อยากให้ลองมาท่องเที่ยวแบบสบายๆ ทางธรรมชาติดูบ้าง เริ่มจาก

ปราสาทสึรุกะ (Tsuruga Castle)

ปราสาทนกกระเรียนมีทั้งหมด 5 ชั้น โดดเด่นด้วยผนังสีขาวตัวกับสีหลังคากระเบื้องสีแดง ซึ่งเป็นปราสาทสีแดงเพียงแห่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ในญี่ปุ่น ภายในอาคารเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของปราสาทสึรุกะและศิลปะ วัฒนธรรมสมัยก่อนของดินแดนไอซุวาคามัตสึ หากขึ้นไปยังชั้นบนสุดของตัวปราสาทจะได้พบบรรยากาศสวยงามจากมุมสูง ธรรมชาติ ภูเขาที่รายล้อมได้อีกด้วย บรรยากาศรอบปราสาทสวยงามมาก ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ในปราสาทที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นตะวันออก และยังได้ขึ้นทะเบียนเป็นหนึ่งใน 100 ปราสาทขึ้นชื่อของญี่ปุ่น



Yunokami onsen station

สถานียุโนะคามิออนเซ็น (Yunokami Onsen) เป็นสถานีรถไฟเล็กๆ บรรยากาศน่ารัก เป็นเมืองออนเซนชั้นดีแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น อาคารตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม โอบล้อมไปด้วยหุบเขา มีบ่อน้ำร้อนสำหรับแช่เท้าที่ใช้บริการได้ฟรีด้วย เดินทางจากสถานี AIZU-WAKAMATSU สาย Aizu railway for AIZU TAJIMA มาลงที่ Yunokami Onsen Station ใช้เวลาประมาณ 35 นาที

Ashinomaki-Onsen Station (สถานีแมว)

ทาสแมวไม่ควรพลาด สถานีที่มีแมวเป็นคนดูแล โดยก่อนนี้มีนายสถานีสุดคูลทั้ง 3  “บัส, เลิฟ, โคทาโร่” ที่คอยเฝ้าดูแล ปัจจุบัน “บัส” ได้จากไปแล้ว จึงเหลือ “เลฟ และโคทาโร่ คอยดูแลอย่างไม่บกพร่อง หากใครมาท่องเที่ยวสามารถถ่ายรูปกับนายสถานีสุดเท่ได้ แต่ห้ามใช้แฟลช นะคะ  ในสถานีมีของฝาก ทั้งรูป ทั้งพวงกุญแจ หรือสินค้าอื่นๆ เกี่ยวกับน้องแมวเป็นที่ระลึกอีกด้วย

Sazaedo Temple

เป็นวัดรูปทรงหกเหลี่ยม สร้างจากไม้สูงสามชั้นดูสวยแปลกตา เอกลักษณ์ที่แตกต่างไม่เหมือนใครคือภายในเป็นบันไดวนออกแบบให้ทางเข้า และทางออกเป็นคนละเส้นทางกัน ส่วนด้านในตกแต่งสวยงาม มีรูปเคารพของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์หรือเจ้าแม่กวนอิม 33 องค์ให้ผู้คนได้มาสักการะ   ถือเป็นวัดที่สวยและแปลกตาที่สุดเป็นหนึ่งเดียวในโลก วิหารแห่งนี้ยังได้รับการจดทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติอีกด้วย

โรงเรียนซามุไร Nisshinkan

เป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งระดับแนวหน้าในญี่ปุ่น ในการสอนวิถีการเป็นซามุไร มุ่งเน้น การทำสมาธิแบบเซน,พิธีชงชาและยิงธนูญี่ปุ่น เข้มงดทั้งด้านวิชาการ ศิลปะการต่อสู้ และฝึกฝนความอดทนทั้งร่างกายและจิตใจ หากต้องการหากิจกรรมทำสามารถมาที่นี่ได้ มีให้ได้เรียนรู้มากมาย อาทิ ยิงธนู ฟันดาบ นั่งสมาธิ วาดภาพ เป็นต้น

Tadami River Bridge

เส้นทางรถไฟสายทาดามิ เป็นเส้นทางมีชื่อเสียงเรื่องความสวยงามเป็นที่สุด ทัศนียภาพเต็มไปด้วยธรรมชาติที่มีสีสันและมีชีวิตชีวา โดยเฉพาะช่วงจังหวะที่รถไฟกำลังวิ่งข้ามสะพานนั้นถือเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมที่ไม่ควรพลาด ต้องคอยเช็คเวลารถไฟวิ่งผ่านให้ดี มิฉะนั้นคุณอาจพลาดช่วงเวลาที่สวยงามได้ ซึ่งความสวยงามนี้สามารถเยี่ยมชมได้ทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นซากุระ ใบไม้เปลี่ยนสี หรือหิมะตก รับรองได้ว่ามาแล้วจะไม่ผิดหวังเลยจริงๆ

GOLD HOUSE MEGURO

หากมาเที่ยวในช่วงฤดูหนาว ไม่ควรพลาด  GOLD HOUSE MEGURO เป็นบริการพาไปตกปลาน้ำแข็ง ที่ ทะเลสาบอินะวะชิโระ (Inawashiro Lake)  นอกจากนี้ GOLD HOUSE MEGURO ยังมีร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก และเป็นสถานที่ติดต่อกิจกรรมต่างๆ ด้วย ซึ่งต้องนั่งเรือออกไปยังบ้านพักสำหรับตกปลากลางทะเลสาบ ภายในบ้านก็จะมีที่นั่งสำหรับตกปลาอยู่สองฝั่ง หันหน้าเข้าหากัน มีช่องตรงกลางเอาไว้สำหรับหย่อนเบ็ดตกปลา มีฮีทเตอร์ทำความร้อน สามารถนั่งตกได้อย่างสบายใจ ปลาที่ตกได้เรียกว่า ปลา Wakasagi เป็นปลาขนาดเล็ก นิยมนำมาทอดกรอบแบบเทมปุระ กินได้ทั้งตัว

Eiji Tsuburaya Museum

พิพิฑภัณฑ์สำหรับคุณ เอจิ สึบุรายะ (Eiji Tsuburaya) ผู้ให้กำเนิดยอดมนุษย์อุลตร้าแมน ฉายาเจ้าพ่อแห่งสเปเชี่ยลเอฟเฟ็คของญี่ปุ่น (รวมถึง Godzilla) ) ภายในพิพิฑภัณฑ์จะมีประวัติและผลงานต่างๆ ของคุณ เอจิ สึบุรายะ (Eiji Tsuburaya) หุ่นจำลองก๊อตซิล่า และวีดีโอจำลองเรื่องราว สำหรับแฟนๆ ซุปเปอร์ฮีโร่รุ่นเก๋าจากญี่ปุ่นอย่างอุลตร้าแมน ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

Mushi Mushi Land

พิพิธภัณฑ์แมลงที่รวบรวมแมลงมากมาย หลากสายพันธุ์ แปลกๆ ที่ไม่คุ้นเคยให้ได้สัมผัส อาทิ ด้วง แมงมุม แมลงทับ ฯลฯ

ถ้ำอาบูคุมาโดะ (Abukumado Cave)

ถ้ำแห่งนี้เป็นถ้ำหินปูนเพียงแห่งเดียวของญี่ปุ่น มีความยาวราว 600 เมตร มีหินงอกหินย้อยมากจนเรียกได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งในซีกโลกตะวันออกเลยทีเดียว ซึ่งกว่าจะสวยงามและใหญ่โตได้ขนาดนี้ใช้เวลามากถึง 80 ล้านปี  ภายในถ้ำอาบุคุมะโดนั้นเดินง่าย สะดวก  หินงอก หินย้อยรูปร่างสวยงาม มีจุดเด่นในถ้ำหลายจุด อาทิ การแสดงไฟภายในถ้ำ หินสะท้อนแสง  อีกทั้งยังมีหินหน้าตาแปลกๆ อย่าง โยไกโนะโท (Yokai no To – Tower of Ghosts) มีหน้าตาประหลาดทำให้เกิดจินตนาการไปต่างๆ นานา และ ฮาคุจิโนะทาคิ (Hakuji no Taki – White Porcelain Falls) หินรูปร่างเหมือนกับน้ำตก  จุดอลังการที่สุดของถ้ำ คือบริเวณห้องโถงขนาดใหญ่ที่มีความสูงถึง 29 เมตร เรียกว่า ทาคิเนะโกะเท็น (Takine Goten) ซึ่งจะได้เห็นหินงอก หินย้อยขนาดใหญ่ซึ่งมีลักษณะโดดเด่นและหายากได้ที่นี่

Hoshinomura Observatory

โฮชิโนะมุระ เท็นมนได เป็นหอดูดาว ที่อยู่ใกล้บริเวณถ้ำอาบูคุมาโดะ (Abukumado Cave) เป็นหอดูดาวกลางแจ้งที่มีกล้องขนาดใหญ่ ไว้ดูดาว ซึ่งสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน  และภายในมีจัดแสดงแร่หิน หินสีต่างๆ และฟอสซิล ต่างๆ ด้วย

นอกจากสถานที่เที่ยวแล้ว ยังมีอาหารประจำถิ่นที่น่าสนใจอีกด้วย อาทิ

Sky Place Tokiwa:Yasai Curry

ข้าวแกงกะหรี่ผักรวม อาหารอร่อยอีกจานที่มีชื่อเสียงของเมือง Tamura  มาแล้วไม่ควรพลาด อุดมไปด้วยผักสดออแกนนิคหลายชนิดตามฤดูกาล สีสันน่ากิน รับรองไม่เคยทานที่ไหนแน่นอน

Sauce Katsu-don

อาหารอีกจานที่ได้รับความนิยมมากในประเทศญี่ปุ่น ซอสคัตสึด้ง คือข้าวราดหน้าด้วยหมูทงคัตสึธรรมดาๆ แล้วราดด้วย ซอสสูตรพิเศษของร้าน

Bannai Shokudo

ราเม็งสูตรนี้เป็นของร้านชื่อดัง บันไน โชกุโด (坂内食堂 – Bannai Shokudo) แห่งเมืองคิตะกะตะ ราเมงเส้นใหญ่ สดใหม่ที่นวดแป้งเองกับน้ำซุปต้มกระดูกแบบน้ำใสปรุงรสอย่างอร่อย สืบทอดคงามอร่อยนี้กันมานานไม่ต่ำกว่า 50 ปี ความพิเศษของคิตะคาตะราเมง คือเส้นที่หยัก และน้ำซุปที่รสชาติเบาๆ แต่รสชาติจัดเต็มความอร่อย

เที่ยว Boston / New York / Washington D.C. ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day2 ]

ทริปวันที่ 2 วันแห่งความประทับใจ เติมความเข้าใจประวัติศาสตร์อเมริกา Freedom Trail  แถมเยี่ยมชม 2 มหาวิทยาลัยดังระดับโลกอย่าง Harvard University (มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด) และ MIT (Massachusetts Institute of Technology) ได้ตามรำลึกถึง ในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ จตุรัสภูมิพล ใน Boston แล้วปิดท้ายด้วยการชอปปิ้งที่ Woodbury Common Premium Outlets

วันนี้พวกเราตื่นตั้งแต่ตี 4 ด้วยความตื่นเต้น เพราะต้องนั่งรถไปเมืองบอสตัน เมืองที่มีสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความรัก และรำลึกถึง ในหลวง รัชกาลที่ 9 รวมทั้ง บอสตันเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่เกี่ยวกับการก่อตั้งสหรัฐอเมริกา และที่สำคัญ ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยดังระดับโลกอีกด้วย เมืองบอสตันจึงเป็นเมืองที่ปักหมุดต้องมาให้ได้ในทริปนี้ของผม!!

คลิกอ่าน เที่ยว Washington D.C. / New York / Boston ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day4 ]
คลิกอ่าน เที่ยว Boston / New York / Washington D.C. ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day2 ]
คลิกอ่าน เที่ยว New York / Boston / Washington D.C. ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day1 ]

ผมเดินทางโดยรถยนต์ ที่มี น้องเอ๋ คนไทยที่มีสัญชาติอเมริกัน แถมยังเป็นทหารอยู่ที่นี่ด้วย ใจดีพาพวกเราไปสู่ดินแดนประวัติศาสตร์กัน เดินทางจาก นิวยอร์ก ไป บอสตัน โดยรถยนต์ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงนิดๆ รวมเวลาพักระหว่างทางแล้ว เราไปถึงกันเช้ามากซึ่งร้านอาหารในเมืองบอสตันยังไม่ทันเปิด แต่โชคดีมีภัตตาคารอาหารจีน ที่ใหญ่โตโอ่อ่าเปิดแล้ว ไม่แน่ใจว่าที่นี่คือโรงงิ้วเก่าหรือเปล่านะครับ อาหารที่นี่เป็นพวกติ่มซำ ก็จะมีพนักงานเข็นรถเข็นที่บรรจุเข่งติ่มซำหลากหลายเมนูให้เลือกหยิบมาทานกัน รสชาติก็อร่อยดีถูกปากเลยทีเดียว หลังจากอิ่มหนำแล้ว ก็ได้เวลาออกสำรวจเมืองบอสตันอย่างเป็นทางการ

การเที่ยวบอสตันนั้น แนะนำว่าให้เริ่มต้นสำรวจเมืองที่ บอสตันคอมมอน Boston Common & Public Garden ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นสวนสาธารณะแห่งแรกในอเมริกา ที่นี่เหมาะสำหรับเริ่มต้นเส้นทางการศึกษาประวัติศาสตร์ Freedom Trail ซึ้งเราสามารถขอแผนที่ได้จากจุดให้ข้อมูลที่สวนนี้

หลังจากถ่ายรูป เช็คอินแล้ว ผมก็เริ่มต้นสำรวจ Freedom Trail เป็นเส้นทางแห่งอิสรภาพเดินชมอาคารสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์อันนำไปสู่การก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา

ฟรีดอมเทรล หรือ Freedom Trail ในเมือง บอสตัน นั้น ได้ถูกจัดการให้นักท่องเที่ยวอย่างเราๆนั้น เดินเที่ยวชม และศึกษาประวัติศาตร์การสร้างชาติ การปฏิวัติ การเกิดขึ้นของวีรบุรุษที่เราคุ้นชื่อ อย่างง่าย และได้ความรู้อย่างแน่นเอี๊ยดเลยทีเดียว

การเดินชมเส้นทาง Freedom Trial นั้น เมืองบอสตันได้วางอิฐบล็อคบนถนนเป็นเส้นยาวผ่านอาคารบ้านเรือนและสถานที่สำคัญๆตั้งแต่ต้นทางจนถึงจุดสุดท้ายดังนั้นผมรับรองว่าถ้าเดินตามเส้นที่ขีดไว้นี้ไม่มีทางหลงแน่นอน

โดยจุดเริ่มจะอยู่ในส่วนย่านดาวน์ทาวน์กลางเมือง ที่ Boston Common และไปสิ้นสุดที่ Bunker Hill Monument รวมสถานที่ประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น 16 แห่ง

    1. Boston Common
    2. Massachusetts State House
    3. Park Street Church
    4. Granary Burying Ground
    5. King’s Chapel and Burying Ground
    6. Benjamin Franklin statue and former site of Boston Latin School
    7. Old Corner Bookstore
    8. Old South Meeting House
    9. Old State House
    10. Site of the Boston Massacre
    11. Faneuil Hall
    12. Paul Revere House
    13. Old North Church
    14. Copp’s Hill Burying Ground
    15. USS Constitution
    16. Bunker Hill Monument

คลิกอ่าน  ตามรอยเส้นทางสู่อิสรภาพของอเมริกากับ Freedom Trail ใน Boston 

หลังจากพลพรรคร่วมสำรวจ Freedom trail เริ่มหมดแรงกันแล้วแถวๆ Faneuil Hall Marketplace ก็เลยหาอะไรทานกันง่ายๆ ใน Quincy Market พอหายเหนื่อยก็ได้เวลาไปจุดที่น่าสนใจต่อไปใน บอสตัน นั่นก็คือ มหาวิทยาลัยในฝันของผมเอง!! ได้แก่ Harvard University – มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และ MIT – ย่อมาจาก Massachusetts Institute of Technology นั่นเอง ซึ่งทั้ง 2 แห่งเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ และมีชื่อเสียงระดับโลก ถึงแม้ผมจะไม่สามารถเข้าไปเรียนได้แบบในฝัน มาบอสตันคราวนี้ก็ขอเข้าไปสัมผัสความเป็นนักศึกษาของ 2 ที่นี้สักครั้งก็คงแฮปปี้แล้วล่ะครับ

ผมมาถึงที่แรกคือ MIT –  Massachusetts Institute of Technology หรือ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ มหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อเสียงเรื่องการศึกษาในสาขาเคมี ฟิสิกส์ และวิศวกรรมศาสตร์สาขาต่างๆ ผมเป็นคนไอที ที่นี่คือมหาวิทยาลัยในใจที่หนึ่งแน่นอน พวกเราเข้ามาจอดรถที่หน้าอาคาร Maclaurin Buildings ซึ่งอาคารเป็นรูปตัว U รูปแบบสถาปัตยกรรม นีโอคลาสสิค ที่มีโดมขนาดใหญ่เหนืออาคาร ที่นี่เราได้เจอกับเจ้าหน้าที่ในสถาบันพาเราเดินชมห้องเรียน และแนะนำสถานที่ต่างๆ ผมมาสะดุดตากับปฏิมากรรม Alchemist ที่ประกอบด้วยตัวอักษรกลายเป็นรูปของคนนั่งกอดเข่าแนบอก สีขาวสะอาดตา ตั้งอยู่หน้าอาคาร Stratton Student Center หลังจากนั้นผมก็พยายามเดินหาอาคารทรงแปลก Ray and Maria Stata Center แต่หาไม่เจอสักทีเลยตัดใจไปที่อื่นต่อ เพราะเวลาใกล้เย็นเต็มที

ที่ต่อไปในบอสตันที่เราจะไปเที่ยวชมอีกแห่งก็ยังคงเป็นมหาวิทยาลัยเหมือนกัน นั่นคือ Harvard University – มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ขับรถจาก MIT ไม่นาน พวกเราก็มาถึงหน้ามหาวิทยาลัย สังเกตุรอบๆบริเวณของ Harvard นั้นรูปแบบศิลปะอาคารจะต่างจากที่ MIT เลยก็ว่าได้

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยอันเก่าแก่ที่สุดของอเมริกา ก่อตั้งเมื่อปี ค.. 1636 และยังคงมีชื่อเสียงอยู่จนถึงทุกวันนี้ มีศิษย์เก่าที่ได้รับรางวัลโนเบลรวมกัน 75 รางวัล มีศิษย์เก่าที่เป็นประธานาธิบดี 8 คน (เช่น จอห์น เอฟ. เคนเนดี และบารัก โอบามา เป็นต้น

หลังจากเดินเข้ารั้วมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ตัวอาคารส่วนใหญ่เป็นอิฐสีแดง และดูเรียบง่าย แต่สวยงามมากๆในสายตาของผม ซึ่งเดินเข้ามาสักพักเราจะได้เจอกับ Harvard Yard ที่ร่มรื่น มีต้นไม้ใหญ่เต็มไปหมด และมีนักศึกษาจับกลุ่มนั่งทำกิจกรรมอยู่ด้วย ดูแล้วมีชีวิตชีวามากๆ เมื่อหันหน้าเข้า Harvard Yard ขวามือจะเป็น Massachusetts Hall ซึ่งเป็นอาคารที่เก่าแก่ที่สุดในฮาร์วาร์ด และเป็นอันดับสองในอเมริกา ส่วนซ้ายมือจะเป็น Harvard Hall ซึ่งเดิมเป็นห้องสมุด ปัจจุบันใช้เป็นห้องเรียน ตรงกลางมีรูปปั้นของ John Harvard รูปปั้นนี้ได้ชื่อว่าเป็น “The Statue of three lies” เนื่องจากรวมความไม่จริงเกี่ยวกับรูปปั้น John Harvard หรือที่เรียกกันว่า The 3 Lies of Harvard ได้แก่

  1. รูปปั้นนั้นไม่ใช่ John Harvard แต่เป็น Sherman Hoar
  2. John Harvard ไม่ได้เป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดถูกก่อตั้งโดยการลงคะแนนเสียงจาก the Great and General Court of the Massachusetts Bay Colony
  3. มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดไม่ได้ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1638 ตามที่เห็นบนรูปปั้น แต่ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1636

ผมเดินมาถึงรูปปั้น John Harvard ในช่วงที่ไม่มีคิวจึงได้ถ่ายรูปแบบไม่ต้องรอ และ ถ่ายแบบไม่เร่งรีบ โชคดีจริงๆครับ ผมไม่พลาดที่จะถูๆ และ จับเท้าซ้ายของรูปปั้น ที่ถ้าสังเกตจะเห็นว่าปลายรองเท้านั้นเป็นสีทองอร่าม เพราะความเชื่อที่ว่า ถ้าถูแล้ว จะทำให้สามารถสอบเข้าเรียนที่ฮาร์วาร์ดได้ หรือถ้าเป็นนักเรียนที่นั่นแล้ว ก็จะสอบได้คะแนนดี ทุกคนที่มาที่นี่เลยแตะเพื่อถ่ายรูปกันทุกคนรวมทั้งผมด้วย ^_^

เดินถ่ายรูปชมตึก ชมนกชมไม้ ชมนักศึกษาจนเพลินแล้ว พวกเราใช้เวลาอักสักพักก่อนอำลามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ไปเลือกซื้อสินค้าที่ระลึกของมหาวิทยาลัย มีสินค้าเยอะมาก น่าซื้อทุกอย่างเลย ยกตัวอย่างเสื้อยืดที่สกรีนชื่อมหาวิทยาลัยมีหลายแบรนด์ให้เลือก ผมเลยตัดสินใจเลือกแบรนด์ Champion เพราะเนื้อผ้าดี สกรีนสวย แถมแบรนด์แชมเปี้ยนยังเป็นที่นิยมในบ้านเราด้วย สรุปแล้ว ผมได้ เสื้อมา 3 ตัว พร้อมธงสามเหลี่ยมที่แสดงความเป็นน้อง Freshy ปี 1 (เพราะมันคือความใฝาฝันอ่าเนอะ อิอิ) เสร็จแล้วเราจะไปสถานที่สุดท้ายที่สำคัญที่สุดในทริปวันนี้ก็ว่าได้นั่นคือ  King Bhumibol Adulyadej of Thailand Square ซึ่งเดินไม่ไกลจาก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

King Bhumibol Adulyadej of Thailand Square หรือจตุรัสภูมิพล”  ตั้งอยู่บริเวณถนน Iliot ตัดกับถนน Bernett หน้าโรงแรมชาร์ลส์ใกล้กับ Harvard Square ที่นี่มีแท่นจารึกที่ระลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวที่ประสูติที่เมืองบอสตัน ณ โรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น เดิมมีชื่อว่า โรงพยาบาลเคมบริดจ์ (Cambridge Hospital) และเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลที่ใช้สำหรับแพทย์ฝึกหัดจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดซึ่งเคยเป็นสถานที่ที่ พระบรมราชนก ทรงเคยศึกษาแพทย์ศาสตร์

หลังจากน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวง ร.9 แล้ว ก็ถึงเวลาที่ผมจะต้องร่ำลาเมืองบอสตันแห่งนี้แล้ว ที่นี่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งมาก ซึ่งผมมีเวลาจำกัดในการเที่ยวบอสตันใน 1 วัน เท่านั้น จึงเลือกเที่ยวในสถานที่ในฝันก่อน แล้วถ้ามีโอกาสได้มาเยี่ยมเยียนอีกครั้งคงจะได้เที่ยวจัดเต็มที่บอสตันแน่นอน

ก่อนกลับเข้า นิวยอร์ก พวกเราตัดสินใจแวะ เอาต์เล็ทขนาดใหญ่ ระหว่างทาง นั่นคือ Woodbury Common Premium Outlets แหล่งช้อปปิ้งแบรนด์เนมราคาถูกมากอย่างไม่น่าเชื่อ!! มีแบรนด์เยอะมากที่ใช้เวลาทั้งวันก็เดินไม่ครบ ที่นี่รวมสินค้าแบรนด์ดังระดับโลก อาทิเช่น Tory Burch, Nike, Adidas, Celine, Bottega Veneta , Polo Ralph Lauren, Michael Kors, Burberry, Coach, The North Face, Kate spade, Longchamp, Prada, Calvin Klein, Tommy Hilfiger และอีกมากมาย ที่นำมาลดราคาสูงสุดกว่า 70% เป็นการเดินช้อปที่เพลินมาก ท่ามกลางอากาศติดลบ จนลืมถ่ายรูปสถานที่ และนี่คือ 2 รูปที่ได้ถ่ายคือรูปเซลฟี่นั่นเอง55+

การเดินทางของผมคือนั่งรถยนต์ส่วนตัวกลับจากบอสตันเข้านิวยอร์ก ซึ่งก็ง่ายๆ แต่ถ้าใครไม่มีรถยนต์ส่วนตัวก็สามารถนั่งรถบัสจากสถานี 42 St – Port Authority Bus Terminal ได้ง่ายๆเช่นกัน เพราะการันตีจากที่พี่รุ้งสามารถเดินทางคนเดียวมาช้อปปิ้งแบบชิลล์ๆได้แบบไม่หลง 555+ โดยฝากเจ้าของบ้านที่เราไปพักซื้อตั๋วผ่านเว็บไซต์ Groupon ราคาประมาณ 25-30 ดอลลาร์ (ไปกลับ) นำเวาเชอร์ไปขึ้นตั๋วที่เคาน์เตอร์ แล้วก็ไปขึ้นรถตามชานชาลาที่แจ้งไว้ได้เลย ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงกว่าๆ เองก็สามารถละลายเงินดอลล่าร์ให้หมดกระเป๋าได้พริบตา

ทั้งหมดนี้คือการเที่ยว อเมริกา วันที่ 2 ในทริป ที่เมืองบอสตัน ถือว่าประทับใจมากๆ ต้องขอบคุณน้องเอ๋ ทหารอเมริกันชาวไทยใจดีสุดๆ ที่ขับรถพาพวกเราไปเที่ยวถึงบอสตัน

รอติดตามอ่าน เที่ยว New York / Boston / Washington D.C. ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day3 ] เร็วนี้นะครับ ^_^