เที่ยวเช็คอินที่ กรุงวอชิงตัน ดีซี (Washington D.C.) ในเวลาครึ่งวันให้คุ้มสุดเต็มอิ่ม

เที่ยว Washington D.C. / New York / Boston ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day4 ]

เป้าหมายของการมาที่ วอชิงตัน ดีซี เมืองหลวงของ สหรัฐอเมริกา คือ การเยี่ยมชมสถานที่เที่ยวสำคัญรอบๆ National Mall และการชมซากุระที่บานสะพรั่งหลายพันต้นแถวๆ Tidal Basin 

การไปชมซากุระบานครั้งนั้นที่ วอชิงตัน ดีซี เมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา ผมโชคดีมากๆ เนื่องจากไปถึงวันที่ซากุระหลายพันต้นพร้อมใจกันบานแบบ Full Bloom แถมสภาพอากาศก็เป็นใจ ถึงแม้อุณหภูมิจะหนาวจัด แต่แสงแดดนั้นเป็นใจเหลือเกิน ทำให้การมาครั้งนี้ประทับใจสุดๆ

คลิกอ่าน เที่ยว Washington D.C. / New York / Boston ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day4 ]
คลิกอ่าน เที่ยว Boston / New York / Washington D.C. ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day2 ]
คลิกอ่าน เที่ยว New York / Boston / Washington D.C. ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day1 ]

ถึงแม้ซากุระจะเหมือนกับที่ญี่ปุ่น เพราะทางการญี่ปุ่นได้มอบให้เพื่อมาปลูกกว่า 3000 ต้นนั่นเอง แต่ผมบอกได้เต็มปากว่าบรรยากาศนั้นไม่เหมือนกันเลย อาจจะเพราะด้วยสถาปัตยกรรม ผู้คน และ อาหาร นั้นต่างกัน แต่อย่างไรก็ตาม ดอกซากุระที่บานสะพรั่ง ก็ทำให้หัวใจของผมนั้นพองโตอิ่มใจได้เสมอ

ผมออกเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว โดยมาน้องเอ๋ ผู้ใจดี เป็นคนขับพาผมและเพื่อนๆ ออกจาก นิวยอร์ก มายัง กรุงวอชิงตัน ดีซี ตั้งแต่เช้ามืด โดยคาดหวังว่าจะมาถึงก่อนเที่ยง ดังนั้นพวกเรามีเวลาเพียงแค่ช่วงบ่ายไม่ถึง 5 ชั่วโมงเท่านั้นในการสำรวจ เพราะฉะนั้นเราจึงมุ่งหน้าไปยังที่เที่ยวจุดหมายสำคัญ ซึ่งเดินเที่ยวรอบบริเวณ National Mall ได้เท่านั้น

ผมเริ่มการเดินทางครั้งนี้ที่หน้าสถานีรถไฟ Washington Union Station ที่นี่คือศูนย์รวมการเดินทางของเมือง สถาปัตยกรรมสวยๆ บวกกับ ซากุระสีขาวบานสะพรั่ง ทำใหชุ่มชื่นหัวใจได้ดีจริงๆ 

สถานที่เที่ยวสำคัญภายในครึ่งวัน ได้แก่

สถานีรถไฟ Washington Union Station

สถานที่แห่งนี้มีผู้เดินทางกว่า 40 ล้านคนต่อปี เป็นศูนย์การการเดินทางที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วย รถไฟ รถบัส รถเมล์ แล้วยังมีร้านค้าให้ช้อปปิ้ง รวมทั้งร้านอาหารที่หลากหลายอีกด้วย ตัวอาคารมีสถาปัตกรรมเป็นเเบบนีโอคลาสสิก สร้างเสร็จในปี 1908 เพดานทำด้วยหินแกรนิตสีขาว ปะด้วยทอง 22 กะรัต ใช้ทองไปทั้งสิ้น 70 ปอนด์ โดยในโถงหลักเราตะลึงกับความงดงามของเพดาน ที่สถาปนิกชื่อ Daniel Burnham ได้ออกแบบตกแต่งในศิลปะ Beaux Arts

เรามาถึงที่นี่ก็เกือบเที่ยงแล้วจึงไปทานอาหารกันที่  food court  ที่อยู่ชั้นล่างของสถานี ซึ่งมีอาหารหลากหลายให้เลือกทาน หลังจากอิ่มกันแล้วก็ได้เวลาออกสำรวจ รอบๆ National Mall เราเดินออกมาทางด้านหน้าของสถานี จะพบกับ Freedom Bell ซึ่งเป็นระฆังที่ถอดแบบมาจาก Liberty Bell ที่เมืองฟิลาเดเฟีย โดยใหญ่กว่าของจริง 2 เท่า ที่ที่เราจะไปถ่ายรูปกันต่อคือ อาคารรัฐสภาสหรัฐอเมริกา (United States Capitol)

อาคารรัฐสภาสหรัฐอเมริกา (United States Capitol)

ใครมาที่กรุง วอชิงตัน ดีซี ต้องมาที่ United States Capitol แห่งนี้แน่นอน เพราะเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของการเป็นเมืองหลวงก็ว่าได้  อาคารรัฐสภาของสหรัฐอเมริกา (United States Capitol) เป็นสถานที่ที่วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรมารวมตัวกันเพื่อหารือ อภิปราย และพิจารณานโยบายระดับประเทศมานานกว่า 2 ศตวรรษ อาคาแห่งนี้ทางด้านตะวันออกของเนชันแนล มอลล์ (National Mall) และได้รับการคัดเลือกการออกแบบโดยอดีตประธานาธิบดี จอร์จ วอชิงตัน (George Washington) ในปี ค.. 1793 ถูกจัดให้เป็นสถาปัตยกรรมที่น่าประทับใจและเป็นสัญลักษณ์สำคัญของโลก! ที่นี่ยังเป็นพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะและประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งใครที่สนใจเรื่องราวของกฎหมาย การปกครอง และชอบงานศิลปะ ก็ต้องไม่พลาดเข้าชมด้านใน

เวลาเข้าชมคือ 8:40 .-15:20 . สำหรับผู้ที่สนใจเข้าชมสามารถติดต่อที่ ศูนย์นักท่องเที่ยว (U.S. Capital Visitor Center) เปิดวันจันทร์ถึงวันเสาร์ 8:30 . -16:30 . และสามารถจองวันเวลาเข้าชมได้ที่ https://tours.visitthecapitol.gov/cvc#.WxDxBTaUckt ไม่มีค่าเข้าชม

เนชันแนล มอลล์ (National Mall)

เมื่อเดินมาที่ด้านหน้าของ United States Capitol ก็จะได้เห็น National Mall แนวผืนหญ้าสีเขียวทอดยาวดูแล้วผ่อนคลาย สบายตา สวยสมกับฉายาสนามหญ้าหน้าบ้านประเทศสหรัฐอเมริกา” (America’s Front Yard)  ภาพท้องฟ้าโปร่งตัดกับ อนุสาวรีย์วอชิงตัน (Washington Monument) ที่สูงตระหง่านล้อมรอบไปด้วย อาคารรัฐสภาสหรัฐอเมริกา (U.S. Capitol) และอนุสรณ์สถาน ลินคอล์น (Lincoln Memorial) ที่เราคุ้นตาในหนังฮอลลีวูดหลายเรื่อง

เนชันแนล มอลล์ (National Mall) ตั้งอยู่ใจกลางกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จากอนุสรณ์สถานลินคอล์นทางฝั่งตะวันตก ไปจบที่อาคารรัฐสภาสหรัฐอเมริกาทางฝั่งตะวันออก โดยตั้งอยู่ระหว่าง ถนน Independence Avenue และถนน Constitution Avenue

สถาบันสมิธโซเนียน (Smithsonian Institution)

สถาบันสมิธโซเนียน (Smithsonian Institution) เป็นสถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา และพิพิธภัณฑ์ ที่บริหารจัดการและได้รับทุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและจากผู้บริจาคต่าง ๆ รวมถึงรายได้การจำหน่ายออกร้านและค่าสมาชิกนิตยสาร 

สถาบันสมิธโซเนียนก่อตั้งขึ้นตามความประสงค์ของนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ เจมส์ สมิธสัน (James Smithson) ยกมรดกทั้งหมดให้แก่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเพื่อก่อตั้งองค์กรที่สามารถเพิ่มพูนและเผยแพร่ความรู้ให้แก่มนุษยชาติ ปี ค.. 1835

โดยสถานที่ที่นาสนใจ ได้แก่ Smithsonian Castle  เป็นจุดหลักของ Smithsonian Institution จะเป็นที่รวบรวมประวัติสั้นๆ ของผู้ก่อตั้งคือ Jame Smithson สถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์แบบปราสาทในยุคศตวรรษที่ 19  และ มีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจมี 3 ที่ คือ National museum of Natural History, National museum of American History และ Air and Space Museum

อนุสาวรีย์วอชิงตัน (Washington Monument)

อนุสาวรีย์วอชิงตัน (Washington Monument) เคยเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโลก! ด้วยความสูงกว่า 555 ฟุต ล่าสุดเรายังได้เห็น Spider-man มาช่วยกอบกู้วิกฤติที่นี่อีกด้วยในภาพยนตร์เรื่อง Spider-Man: Homecoming (2017)

ที่นี่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ จอร์จ วอชิงตัน (George Washington) ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่ใจกลาง เนชันแนล มอลล์ ระหว่าง อาคารรัฐสภาสหรัฐอเมริกา (United States Capitol) และ อนุสรณ์สถาน ลินคอล์น (Lincoln Memorial) ได้รับการอุทิศอย่างเป็นทางการ โดยประธานาธิบดี เชสเตอร์ อาร์เธอร์ (Chester Arthur) ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.. 1885 และเปิดให้ประชาชนเข้าชมตั้งแต่ ตุลาคมปี ค.. 1888

ที่นี่เปิดทุกวัน เวลา 9:00 .-17:00 . ยกเว้น วันที่ 4 กรกฏาคม และ 25 ธันวาคม เข้าเยี่ยมชมรอบสุดท้ายเวลา 16:00 . เด็กอายุ 2 ขวบขึ้นไป ไปจนถึงผู้ใหญ่ สามารถรับตั๋วระบุเวลาเข้าชมฟรีได้ ตั้งแต่เวลา 8:30 . ดูข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับตั๋ววัน และเวลาเข้าชมได้ที่ https://www.nps.gov/wamo/planyourvisit/fees.htm

อนุสรณ์สถานลินคอล์น (Lincoln Memorial)

อนุสรณ์สถานที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่นาย อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) ประธานาธิบดีคนที่ 16 ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของเนชันแนล มอลล์ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หากมองจากที่ตั้งของ อนุสรณ์สถานสงครามโลกครั้งที่ 2 (National World War II Memorial) จะเห็นตัวอาคารภาพสะท้อนจากสระน้ำสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวไปจนถึงอนุสรณ์สถานลินคอล์น

ภายในมีรูปปั้นของท่านประธานาธิบดีลินคอล์น หนักกว่า 175 ตัน ที่ออกแบบโดยชาวฝรั่งเศส เดเนียล เชสเตอร์ (Daniel Chester) โดยรูปปั้นของท่านจะมองออกมาด้านนอกบ่งบอกถึงความมุมานะต่อสู้อย่างหนัก เพื่อรักษาและรวมประเทศนี้ให้เป็นหนึ่ง เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9:30 . – 22:00 ไม่มีค่าเข้าชม

ไวท์ เฮ้าส์ (White House)

ไวท์ เฮาส์ (White House) หรือ ที่เรามักจะเรียกกันว่า ทำเนียบขาว เป็นอาคารสำนักงานสีขาวตั้งสวยตระหง่าน มีประวัติความเป็นตั้งแต่ปี ค.. 1791 ใช้เวลาในการก่อสร้าง 8 ปี ต่อมาในปี ค.. 1800 อดีตประธานาธิบดีจอร์น อดัม (John Adams) และภริยา เอบิเกล (Abigail) ได้ย้ายเข้ามาอยู่ นับเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐที่เข้ามาพำนักในไวท์เฮาส์แห่งนี้ พวกเราถ่ายรูปแค่ด้านนอกก็พอ เพราะไม่ได้เตรียมตัวขอเข้าชมภายใน และเนื่องจากมีเวลาที่จำกัดมากๆ ส่วนใครอยากเข้าชมด้านใน ลองเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.whitehouse.gov/about-the-white-house/tours-events/ 

อนุสรณ์สถานโทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson Memorial)

มาถึงสถานที่สุดท้ายของทริปกรุงวอชิงตันดีซีของผมในวันนี้ที่มีเวลาจำกัดเพียงครึ่งวัน และเป็นวัตถุประสงค์หลักของการมาที่นี่ในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ นั่นก็คือการมาชม ซากุระ กว่า 3000 ต้น ที่บานสะพรั่งรอบๆบริเวณอ่างเก็บน้ำไทดอล (Tidal Basin) ซึ่งซากุระรอบๆบริเวณนี้ถูกปลูกเมื่อปี 1912 โดยได้รับมอบจากผู้ว่าการกรุงโตเกียวนั่นเอง ซึ่งในช่วงที่เราไปก็ช่วงวันหยุดสงกรานต์บ้านเรานั่นเอง และเป็นโชคดีมากๆ ที่ ซากุระ กำลังบานแบบ Full Bloom พอดีเลย ก็เลยแฮปปี้กันยกแก๊งค์ทีเดียว

ฉากหลังของความสวยงามของดอกซากุระ ก็คือ อนุสรณ์สถานโทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson Memorial) สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติให้กับ โทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของสหรัฐอเมริกา และผู้เขียนคำประกาศเอกราช ออกแบบโดย สมเด็จประสันตะปาปา จอร์น รัสเซลล์ (John Russell) ในปี ค..1925 ซึ่งมีความคล้ายกับวิหารแพนธีออน (Pantheon) ในกรุงโรม ผสมผสานเข้ากับสถาปัตยกรรมแบบ นีโอคลาสสิคอล (Neoclassical) ที่ท่านประธานาธิบดีโทมัส เจฟเฟอร์สันชื่นชอบ โครงสร้างของที่นี่เป็นแบบเปิดโล่ง โดยรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ของ โทมัส เจฟเฟอร์สัน มีความสูง 19 ฟุต

เป็นที่น่าเสียดายจริงๆที่เรามีเวลาจำกัด เพียงแค่ช่วงบ่ายเพียง 4-5 ชั่วโมงเท่านั้น ในการท่องเที่ยวเยี่ยมชมเมืองหลวงของประเทศสหรัฐอเมริกา คือ กรุงวอชิงตัน ดีซี แห่งนี้ จึงทำได้เพียงเดินชม ถ่ายภาพสวยๆ เช็คอิน Instagram รอบๆบริเวณ National Mall เท่านั้น ยังมีสถานที่น่าสนใจมากมายในกรุงวอชิงตัน ดีซี ให้ได้เที่ยวอีกเพียบเลย อีกทั้ง พิพิธภัณฑ์ของ Smithsonian Institution ที่น่าสนใจมากๆทั้ง 3 แห่ง อย่าง National museum of Natural History, National museum of American History และ Air and Space Museum เราก็พลาดไป เอาเป็นว่าถ้าใครมีเวลาสัก 2 วันเต็มๆ น่าจะเพียงพอกับกรุงวอชิงตัน ดีซี แห่งนี้ ผมจึงคาดหวังว่าถ้ามีโอกาสจะกลับมาเติมเต็มสิ่งที่พลาดไปอีกครั้ง แต่จุดประสงค์การมาชม ซากุระ บานอันเลื่องชื่อก็ถือว่าสำเร็จ และฟินกันสุดๆ จึงอาจเรียกได้ว่าคุ้มค่ากับการมาเยือน กรุงวอชิงตัน ดีซี เพียงครึ่งวันแล้วก็ว่าได้ 

เที่ยว Boston / New York / Washington D.C. ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day2 ]

ทริปวันที่ 2 วันแห่งความประทับใจ เติมความเข้าใจประวัติศาสตร์อเมริกา Freedom Trail  แถมเยี่ยมชม 2 มหาวิทยาลัยดังระดับโลกอย่าง Harvard University (มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด) และ MIT (Massachusetts Institute of Technology) ได้ตามรำลึกถึง ในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ จตุรัสภูมิพล ใน Boston แล้วปิดท้ายด้วยการชอปปิ้งที่ Woodbury Common Premium Outlets

วันนี้พวกเราตื่นตั้งแต่ตี 4 ด้วยความตื่นเต้น เพราะต้องนั่งรถไปเมืองบอสตัน เมืองที่มีสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความรัก และรำลึกถึง ในหลวง รัชกาลที่ 9 รวมทั้ง บอสตันเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่เกี่ยวกับการก่อตั้งสหรัฐอเมริกา และที่สำคัญ ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยดังระดับโลกอีกด้วย เมืองบอสตันจึงเป็นเมืองที่ปักหมุดต้องมาให้ได้ในทริปนี้ของผม!!

คลิกอ่าน เที่ยว Washington D.C. / New York / Boston ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day4 ]
คลิกอ่าน เที่ยว Boston / New York / Washington D.C. ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day2 ]
คลิกอ่าน เที่ยว New York / Boston / Washington D.C. ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day1 ]

ผมเดินทางโดยรถยนต์ ที่มี น้องเอ๋ คนไทยที่มีสัญชาติอเมริกัน แถมยังเป็นทหารอยู่ที่นี่ด้วย ใจดีพาพวกเราไปสู่ดินแดนประวัติศาสตร์กัน เดินทางจาก นิวยอร์ก ไป บอสตัน โดยรถยนต์ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงนิดๆ รวมเวลาพักระหว่างทางแล้ว เราไปถึงกันเช้ามากซึ่งร้านอาหารในเมืองบอสตันยังไม่ทันเปิด แต่โชคดีมีภัตตาคารอาหารจีน ที่ใหญ่โตโอ่อ่าเปิดแล้ว ไม่แน่ใจว่าที่นี่คือโรงงิ้วเก่าหรือเปล่านะครับ อาหารที่นี่เป็นพวกติ่มซำ ก็จะมีพนักงานเข็นรถเข็นที่บรรจุเข่งติ่มซำหลากหลายเมนูให้เลือกหยิบมาทานกัน รสชาติก็อร่อยดีถูกปากเลยทีเดียว หลังจากอิ่มหนำแล้ว ก็ได้เวลาออกสำรวจเมืองบอสตันอย่างเป็นทางการ

การเที่ยวบอสตันนั้น แนะนำว่าให้เริ่มต้นสำรวจเมืองที่ บอสตันคอมมอน Boston Common & Public Garden ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นสวนสาธารณะแห่งแรกในอเมริกา ที่นี่เหมาะสำหรับเริ่มต้นเส้นทางการศึกษาประวัติศาสตร์ Freedom Trail ซึ้งเราสามารถขอแผนที่ได้จากจุดให้ข้อมูลที่สวนนี้

หลังจากถ่ายรูป เช็คอินแล้ว ผมก็เริ่มต้นสำรวจ Freedom Trail เป็นเส้นทางแห่งอิสรภาพเดินชมอาคารสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์อันนำไปสู่การก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา

ฟรีดอมเทรล หรือ Freedom Trail ในเมือง บอสตัน นั้น ได้ถูกจัดการให้นักท่องเที่ยวอย่างเราๆนั้น เดินเที่ยวชม และศึกษาประวัติศาตร์การสร้างชาติ การปฏิวัติ การเกิดขึ้นของวีรบุรุษที่เราคุ้นชื่อ อย่างง่าย และได้ความรู้อย่างแน่นเอี๊ยดเลยทีเดียว

การเดินชมเส้นทาง Freedom Trial นั้น เมืองบอสตันได้วางอิฐบล็อคบนถนนเป็นเส้นยาวผ่านอาคารบ้านเรือนและสถานที่สำคัญๆตั้งแต่ต้นทางจนถึงจุดสุดท้ายดังนั้นผมรับรองว่าถ้าเดินตามเส้นที่ขีดไว้นี้ไม่มีทางหลงแน่นอน

โดยจุดเริ่มจะอยู่ในส่วนย่านดาวน์ทาวน์กลางเมือง ที่ Boston Common และไปสิ้นสุดที่ Bunker Hill Monument รวมสถานที่ประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น 16 แห่ง

    1. Boston Common
    2. Massachusetts State House
    3. Park Street Church
    4. Granary Burying Ground
    5. King’s Chapel and Burying Ground
    6. Benjamin Franklin statue and former site of Boston Latin School
    7. Old Corner Bookstore
    8. Old South Meeting House
    9. Old State House
    10. Site of the Boston Massacre
    11. Faneuil Hall
    12. Paul Revere House
    13. Old North Church
    14. Copp’s Hill Burying Ground
    15. USS Constitution
    16. Bunker Hill Monument

คลิกอ่าน  ตามรอยเส้นทางสู่อิสรภาพของอเมริกากับ Freedom Trail ใน Boston 

หลังจากพลพรรคร่วมสำรวจ Freedom trail เริ่มหมดแรงกันแล้วแถวๆ Faneuil Hall Marketplace ก็เลยหาอะไรทานกันง่ายๆ ใน Quincy Market พอหายเหนื่อยก็ได้เวลาไปจุดที่น่าสนใจต่อไปใน บอสตัน นั่นก็คือ มหาวิทยาลัยในฝันของผมเอง!! ได้แก่ Harvard University – มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และ MIT – ย่อมาจาก Massachusetts Institute of Technology นั่นเอง ซึ่งทั้ง 2 แห่งเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ และมีชื่อเสียงระดับโลก ถึงแม้ผมจะไม่สามารถเข้าไปเรียนได้แบบในฝัน มาบอสตันคราวนี้ก็ขอเข้าไปสัมผัสความเป็นนักศึกษาของ 2 ที่นี้สักครั้งก็คงแฮปปี้แล้วล่ะครับ

ผมมาถึงที่แรกคือ MIT –  Massachusetts Institute of Technology หรือ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ มหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อเสียงเรื่องการศึกษาในสาขาเคมี ฟิสิกส์ และวิศวกรรมศาสตร์สาขาต่างๆ ผมเป็นคนไอที ที่นี่คือมหาวิทยาลัยในใจที่หนึ่งแน่นอน พวกเราเข้ามาจอดรถที่หน้าอาคาร Maclaurin Buildings ซึ่งอาคารเป็นรูปตัว U รูปแบบสถาปัตยกรรม นีโอคลาสสิค ที่มีโดมขนาดใหญ่เหนืออาคาร ที่นี่เราได้เจอกับเจ้าหน้าที่ในสถาบันพาเราเดินชมห้องเรียน และแนะนำสถานที่ต่างๆ ผมมาสะดุดตากับปฏิมากรรม Alchemist ที่ประกอบด้วยตัวอักษรกลายเป็นรูปของคนนั่งกอดเข่าแนบอก สีขาวสะอาดตา ตั้งอยู่หน้าอาคาร Stratton Student Center หลังจากนั้นผมก็พยายามเดินหาอาคารทรงแปลก Ray and Maria Stata Center แต่หาไม่เจอสักทีเลยตัดใจไปที่อื่นต่อ เพราะเวลาใกล้เย็นเต็มที

ที่ต่อไปในบอสตันที่เราจะไปเที่ยวชมอีกแห่งก็ยังคงเป็นมหาวิทยาลัยเหมือนกัน นั่นคือ Harvard University – มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ขับรถจาก MIT ไม่นาน พวกเราก็มาถึงหน้ามหาวิทยาลัย สังเกตุรอบๆบริเวณของ Harvard นั้นรูปแบบศิลปะอาคารจะต่างจากที่ MIT เลยก็ว่าได้

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยอันเก่าแก่ที่สุดของอเมริกา ก่อตั้งเมื่อปี ค.. 1636 และยังคงมีชื่อเสียงอยู่จนถึงทุกวันนี้ มีศิษย์เก่าที่ได้รับรางวัลโนเบลรวมกัน 75 รางวัล มีศิษย์เก่าที่เป็นประธานาธิบดี 8 คน (เช่น จอห์น เอฟ. เคนเนดี และบารัก โอบามา เป็นต้น

หลังจากเดินเข้ารั้วมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ตัวอาคารส่วนใหญ่เป็นอิฐสีแดง และดูเรียบง่าย แต่สวยงามมากๆในสายตาของผม ซึ่งเดินเข้ามาสักพักเราจะได้เจอกับ Harvard Yard ที่ร่มรื่น มีต้นไม้ใหญ่เต็มไปหมด และมีนักศึกษาจับกลุ่มนั่งทำกิจกรรมอยู่ด้วย ดูแล้วมีชีวิตชีวามากๆ เมื่อหันหน้าเข้า Harvard Yard ขวามือจะเป็น Massachusetts Hall ซึ่งเป็นอาคารที่เก่าแก่ที่สุดในฮาร์วาร์ด และเป็นอันดับสองในอเมริกา ส่วนซ้ายมือจะเป็น Harvard Hall ซึ่งเดิมเป็นห้องสมุด ปัจจุบันใช้เป็นห้องเรียน ตรงกลางมีรูปปั้นของ John Harvard รูปปั้นนี้ได้ชื่อว่าเป็น “The Statue of three lies” เนื่องจากรวมความไม่จริงเกี่ยวกับรูปปั้น John Harvard หรือที่เรียกกันว่า The 3 Lies of Harvard ได้แก่

  1. รูปปั้นนั้นไม่ใช่ John Harvard แต่เป็น Sherman Hoar
  2. John Harvard ไม่ได้เป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดถูกก่อตั้งโดยการลงคะแนนเสียงจาก the Great and General Court of the Massachusetts Bay Colony
  3. มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดไม่ได้ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1638 ตามที่เห็นบนรูปปั้น แต่ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1636

ผมเดินมาถึงรูปปั้น John Harvard ในช่วงที่ไม่มีคิวจึงได้ถ่ายรูปแบบไม่ต้องรอ และ ถ่ายแบบไม่เร่งรีบ โชคดีจริงๆครับ ผมไม่พลาดที่จะถูๆ และ จับเท้าซ้ายของรูปปั้น ที่ถ้าสังเกตจะเห็นว่าปลายรองเท้านั้นเป็นสีทองอร่าม เพราะความเชื่อที่ว่า ถ้าถูแล้ว จะทำให้สามารถสอบเข้าเรียนที่ฮาร์วาร์ดได้ หรือถ้าเป็นนักเรียนที่นั่นแล้ว ก็จะสอบได้คะแนนดี ทุกคนที่มาที่นี่เลยแตะเพื่อถ่ายรูปกันทุกคนรวมทั้งผมด้วย ^_^

เดินถ่ายรูปชมตึก ชมนกชมไม้ ชมนักศึกษาจนเพลินแล้ว พวกเราใช้เวลาอักสักพักก่อนอำลามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ไปเลือกซื้อสินค้าที่ระลึกของมหาวิทยาลัย มีสินค้าเยอะมาก น่าซื้อทุกอย่างเลย ยกตัวอย่างเสื้อยืดที่สกรีนชื่อมหาวิทยาลัยมีหลายแบรนด์ให้เลือก ผมเลยตัดสินใจเลือกแบรนด์ Champion เพราะเนื้อผ้าดี สกรีนสวย แถมแบรนด์แชมเปี้ยนยังเป็นที่นิยมในบ้านเราด้วย สรุปแล้ว ผมได้ เสื้อมา 3 ตัว พร้อมธงสามเหลี่ยมที่แสดงความเป็นน้อง Freshy ปี 1 (เพราะมันคือความใฝาฝันอ่าเนอะ อิอิ) เสร็จแล้วเราจะไปสถานที่สุดท้ายที่สำคัญที่สุดในทริปวันนี้ก็ว่าได้นั่นคือ  King Bhumibol Adulyadej of Thailand Square ซึ่งเดินไม่ไกลจาก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

King Bhumibol Adulyadej of Thailand Square หรือจตุรัสภูมิพล”  ตั้งอยู่บริเวณถนน Iliot ตัดกับถนน Bernett หน้าโรงแรมชาร์ลส์ใกล้กับ Harvard Square ที่นี่มีแท่นจารึกที่ระลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวที่ประสูติที่เมืองบอสตัน ณ โรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น เดิมมีชื่อว่า โรงพยาบาลเคมบริดจ์ (Cambridge Hospital) และเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลที่ใช้สำหรับแพทย์ฝึกหัดจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดซึ่งเคยเป็นสถานที่ที่ พระบรมราชนก ทรงเคยศึกษาแพทย์ศาสตร์

หลังจากน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวง ร.9 แล้ว ก็ถึงเวลาที่ผมจะต้องร่ำลาเมืองบอสตันแห่งนี้แล้ว ที่นี่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งมาก ซึ่งผมมีเวลาจำกัดในการเที่ยวบอสตันใน 1 วัน เท่านั้น จึงเลือกเที่ยวในสถานที่ในฝันก่อน แล้วถ้ามีโอกาสได้มาเยี่ยมเยียนอีกครั้งคงจะได้เที่ยวจัดเต็มที่บอสตันแน่นอน

ก่อนกลับเข้า นิวยอร์ก พวกเราตัดสินใจแวะ เอาต์เล็ทขนาดใหญ่ ระหว่างทาง นั่นคือ Woodbury Common Premium Outlets แหล่งช้อปปิ้งแบรนด์เนมราคาถูกมากอย่างไม่น่าเชื่อ!! มีแบรนด์เยอะมากที่ใช้เวลาทั้งวันก็เดินไม่ครบ ที่นี่รวมสินค้าแบรนด์ดังระดับโลก อาทิเช่น Tory Burch, Nike, Adidas, Celine, Bottega Veneta , Polo Ralph Lauren, Michael Kors, Burberry, Coach, The North Face, Kate spade, Longchamp, Prada, Calvin Klein, Tommy Hilfiger และอีกมากมาย ที่นำมาลดราคาสูงสุดกว่า 70% เป็นการเดินช้อปที่เพลินมาก ท่ามกลางอากาศติดลบ จนลืมถ่ายรูปสถานที่ และนี่คือ 2 รูปที่ได้ถ่ายคือรูปเซลฟี่นั่นเอง55+

การเดินทางของผมคือนั่งรถยนต์ส่วนตัวกลับจากบอสตันเข้านิวยอร์ก ซึ่งก็ง่ายๆ แต่ถ้าใครไม่มีรถยนต์ส่วนตัวก็สามารถนั่งรถบัสจากสถานี 42 St – Port Authority Bus Terminal ได้ง่ายๆเช่นกัน เพราะการันตีจากที่พี่รุ้งสามารถเดินทางคนเดียวมาช้อปปิ้งแบบชิลล์ๆได้แบบไม่หลง 555+ โดยฝากเจ้าของบ้านที่เราไปพักซื้อตั๋วผ่านเว็บไซต์ Groupon ราคาประมาณ 25-30 ดอลลาร์ (ไปกลับ) นำเวาเชอร์ไปขึ้นตั๋วที่เคาน์เตอร์ แล้วก็ไปขึ้นรถตามชานชาลาที่แจ้งไว้ได้เลย ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงกว่าๆ เองก็สามารถละลายเงินดอลล่าร์ให้หมดกระเป๋าได้พริบตา

ทั้งหมดนี้คือการเที่ยว อเมริกา วันที่ 2 ในทริป ที่เมืองบอสตัน ถือว่าประทับใจมากๆ ต้องขอบคุณน้องเอ๋ ทหารอเมริกันชาวไทยใจดีสุดๆ ที่ขับรถพาพวกเราไปเที่ยวถึงบอสตัน

รอติดตามอ่าน เที่ยว New York / Boston / Washington D.C. ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day3 ] เร็วนี้นะครับ ^_^

เที่ยว New York / Boston / Washington D.C. ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day1 ]

ในชีวิตของผมตั้งแต่เกิดจนโตขึ้นประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในประเทศที่รู้สึกคุ้นเคย เพราะภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดแทบจะทุกเรื่องใช้ นิวยอร์ก เป็นเมืองที่ดำเนินเรื่อง และผมเองนั้นก็เป็นคนรักการดูหนังเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เรียกได้ว่า ตั้งแต่จำความได้ก็เข้าโรงภาพยนตร์ดูหนังสัปดาห์ละ 2 เรื่องเป็นอย่างต่ำ ทำให้ภาพ สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะบ้านเมือง นิวยอร์ก (New York : NYC) นั้น มาแล่นอยู่ในหัวโดยไม่รู้ตัว จนทำให้เมืองนี้คือเมืองในฝันที่ต้องไปเยือนให้ได้สักครั้ง

คลิกอ่าน เที่ยว Washington D.C. / New York / Boston ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day4 ]
คลิกอ่าน เที่ยว Boston / New York / Washington D.C. ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day2 ]
คลิกอ่าน เที่ยว New York / Boston / Washington D.C. ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day1 ]

เมื่อสบโอกาสได้เจอตั๋วไปนิวยอร์กในราคาที่ถูกเวอร์ ถูกจนต้องตัดสินใจซื้อแบบไม่ลังเล ทำให้ทริปนิวยอร์ก และ เมืองรอบๆจึงเกิดขึ้น แบบทันทีทันใด โดยที่ตอนนั้นยังไม่มีวีซ่าเลย

หลังจากตัดสินใจซื้อตั๋ว จึงได้เริ่มวางแผนการเที่ยว และเตรียมตัวไปขอวีซ่าอเมริกา ซึ่งตอนแรกก็หวั่นๆว่าจะขอผ่านไหม แต่เมื่อเตรียมเอกสารพร้อมแล้วจึงกรอกข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต ไปจ่ายเงินค่าวีซ่าที่ธนาคาร แล้วจึงนัดหมายเข้าไปสัมภาษณ์ที่สถานฑูตสหรัฐอเมริกา วันที่ไปสัมภาษณ์ก็ตื่นเต้นนิดหน่อย แต่ก็เตรียมเอกสารที่คาดว่าเจ้าหน้าที่จะขอดูไปจนครบถ้วน แต่เมื่อถึงเวลาสัมภาษณ์ เจ้าหน้าที่ชาวอเมริกัน ก็ถามเพียงไม่กี่คำถามเท่านั้น เช่น ไปเที่ยวเหรอ เมืองไหนบ้าง ไปกับใคร ตอนนี้ทำอาชีพอะไร แค่นั้น!!! แค่นั้นจริงๆครับ หลังสัมภาษณ์จบเขาก็เก็บพาสปอร์ตไป เป็นอันเข้าใจว่าวีซ่าผ่านแล้วชัวร์ แต่จะได้นานเท่าไหร่ก็มาลุ้นกันวันที่ได้พาสปอร์ตคืน ผลคือได้มา 10 ปี ดีใจสุดๆไปเลยครับ ^^

ตัดภาพมาวันเดินทางเลยนะครับ ตั๋วเครื่องบินที่ผมซื้อมาเป็นตั๋วโปรราคาน่าคบ ของ Qatar Airways ดังนั้น จึงบินอ้อมนิดหน่อย โดยต้องไปขึ้นเครื่องที่นครโฮจิมินห์ แล้วบินไปเปลี่ยนเครื่องที่ โดฮา การ์ต้า แล้วจึงค่อยบินยาวๆไป นิวยอร์ก แต่เวลานั้นดีมากๆ ไปถึงเช้า แล้วก็เที่ยวได้เลย

วันแรกที่บินไปถึงสนามบิน JFK New York ผมให้คนไทยที่พี่รุ้ง พี่ที่ไปด้วยรู้จัก มารับที่สนามบิน ที่พักของเราอยู่ในย่านที่คนไทย และ คนเม็กซิโก พักอาศัย ในฝั่งควีนส์ ซึ่งไม่ไกลจากสนามบินมากนัก นั่งแป๊บเดียวก็มาถึง เมื่อเอากระเป๋าเข้าที่พักเรียบร้อย ก็ถึงเวลาตะลุยนิวยอร์ก เมืองในฝันกันแล้ว

วันแรก จะไปชมสถานี Grand Central Terminal และ แถวๆนั้น แบบเบาๆ ก่อน ซึ่งสถานีรถไฟที่ใช้เดินทาง อยู่ปากซอยของที่พัก เดินไม่ไกล และสามารถทะลุถึงย่าน CBD ของ New York ได้เลย โดยผมได้ซื้อตั๋ว MTA Metro Card 7วัน ($32 + ค่าบัตร $1) เพราะถ้าหลงก็จะได้ไม่เสียดายเงิน แถมยังสะดวกดี เริ่มต้นจากสถานี 82 Street Station ในฝั่ง Queens นั่งสาย 7 ต่อเดียวข้ามมาฝั่ง Manhattan ไปลงสถานี Grand Central Terminal ใช้เวลาประมาณ 23 นาที

Grand Central Terminal เป็นสถานีรถไฟที่มักจะเจอในฉากของภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดหลายเรื่องจนชินตา และเป็นฉากในซีรีส์ยอดฮิตอย่าง Gossip Girl อีกด้วย เป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีถึง 44 ชานชาลา และ 67 เส้นทาง ขนส่งผู้โดยสารหลายแสนคนต่อวัน ไฮไลท์ของที่นี่ก็คือสถาปัตยกรรมแบบโบซาร์ที่สวยงามวิจิตรตระการตามากๆ พื้นในสถานีปูด้วยหินอ่อนและบนเพดานก็วาดลวดลายหมู่ดาวนักษัตร จุดเด่นอีกอย่างของสถานีก็คือนาฬิกาสี่ด้านที่หน้าปัดทำจากโอปอล มูลค่ามากกว่า 10 ล้านเหรียญดอลล่าร์ และที่นี่ยังมี Apple Store ที่สาวกแอปเปิ้ลต้องไม่พลาดมาเช็กอินเด็ดขาด มาถึงที่นี่ก็เริ่มหิวแล้ว เลยไปฝากท้องไว้กับร้าน Shake Shack ซึ่งตั้งอยู่โซน Lower Level Dining Concourse ถ่ายรูปเช็คอิน แล้วก็ทานจนอิ่มก็ได้เวลาไปจุดหมายต่อไป

สถานที่ถัดไปขอบอกว่าสวยมากๆ นั่นคือ The New York Public Library ตั้งอยู่บนถนน 5 th Avenue เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบกรีกโรมัน ที่เรียกว่า Beaux Arts (โบซาร์ ) มาใช้ในการออกแบบออกแบบ จากถนน 5th Avenue เมื่อเดินมาถึงด้านหน้า ผมไม่พลาดที่จะถ่ายรูปกับรูปสลักสิงโต ที่มีตัวอาคาร The New York Public Library เป็นฉากหลัง หลังจากนั้นจึงเข้ามาในอาคารจะเจอกับ Astro Hall โถงต้อนรับขนาดใหญ่ สูง โปร่ง กรุผิวด้วยหินอ่อนสีขาว มีลวดลายสวยงามมากๆ เมื่อเข้ามาก็จะเจอกับห้องต่างๆที่มีประชาชนนั่งอ่านหนังสือกันอยู่ นักท่องเที่ยวอย่างเราก็ต้องเดินชมแบบเงียบที่สุด ในแต่ละห้องนอกจากจะใช้เฟอร์นิจอร์ไม้สุดคลาสสิคแล้ว ยังประดับลวดลายแกะสลักละเอียดละออ มี Chandelier และโคมไฟตั้งโต๊ะ เพิ่มความหรูหราน่านั่งเข้าไปอีก เดินมาถึงชั้น3 จะเจอกับ Rose Main Reading Room ห้องนี้เป็นห้องอ่านหนังสือที่ใหญ่และโอ่โถงที่สุด

เราจะไปเดินชม 2 ประเทศในไม่กี่ชั่วโมง นั่นคือย่านอาศัยของคนจีน อย่าง China Town และ ย่านชาวอิตาเลียน ที่ Little Italy 2 ย่านนี้อยู่ชิดติดกัน สำหรับย่าน China Town เมื่อมาถึงจะต้องสะดุดตากับ อาคารตรงหัวมุมถนนที่ประดับลายจีนบ่งบอกว่าเราได้มาถึงแล้ว โดยที่ชั้นล่างจะเป็นร้านกาแฟชื่อดังอย่าง Starbucks ตั้งอยู่ เราเดินชมสักพักก็หลุดมาอีกย่านคือ Little Italy ที่นี่พี่รุ้งนัดเจอกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะไปทานข้าวด้วยกัน ผมเลยถือโอกาสเดินเล่นถ่ายภาพเรื่อยๆจนหลุดไปถึงย่านช้อปปิ้งสุดดังอย่าง SoHo

ย่าน Soho เป็นย่านช้อปปิ้งระดับไฮเอ็นด์ ที่มีร้านหรูๆตั้งอยู่ริมถนนให้ได้ช้อปปิ้งกันแบบสุดเพลิน ใครจะเดินชมอย่างเดียวก็ไม่ว่ากัน ที่นี่เป็นแหล่งรวม Gallery และแบรนด์ชั้นนำไว้ด้วยกัน ใครสายช็อปบอกเลยห้ามพลาด ที่สำคัญ บรรยากาศตึกและถนนที่มีเอกลักษณ์ เลยกลายเป็นอีกจุดที่ ขาโซเชียลต้องมาถ่ายภาพเก๋ๆ Check-in โดย เดิน แชะ เช็คอินตามตรอกซอกซอย ไล่เก็บภาพกันไป เพลินสุดๆ จริงๆ

เมื่อถึงเวลานัดกับพี่รุ้ง ผมจึงเดินย้อนกลับไปย่าน Little Italy อีกครั้ง เพื่อไปรับพี่รุ้งมาเดินชิลล์ที่ย่าน Soho อีกรอบ ก่อนที่จะกลับที่พัก เป็นการจบทริปวันแรก แบบเบาๆ ก่อนที่จะไปตะลุยเมืองบอสตันกันต่อในวันพรุ่งนี้

คลิกอ่าน เที่ยว Boston / New York / Washington D.C. ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day2 ]

เที่ยวเกาะ Roosevelt Island ชมวิวหมู่ตึกแมนฮัตตันสุดตระการตา พร้อมฟินไปกับดอกซากุระบาน

ใครไปเที่ยวนิวยอร์ก ห้ามพลาดที่จะไปเที่ยวที่เกาะ Roosevelt Island (เกาะ รูสเวลท์ ไอซ์แลนด์) เพราะที่นี่คือที่ที่จะได้เห็นหมู่ตึกระฟ้าบนเกาะแมนฮัตตัน แบบเต็มตา เต็มอารมณ์ ส่วนผมนอกจากจะเป็นคนรักตึกแล้ว ที่นี่ยังเป็นหนึ่งในฉากแอคชั่นในเรื่อง Spider-Man ที่ติดค้างในใจว่าถ้าได้มาที่นิวยอร์กต้องมาเยือนสักครั้ง ผมมั่นใจว่าที่ เกาะ Roosevelt Island จะทำให้คุณหลงรักนิวยอร์กมากขึ้นแน่นอน

เกาะ Roosevelt Island เป็นเกาะเล็กๆที่อยู่ระหว่าง ฝั่ง Manhattan กับ Queens (บ้านของ Spider-man ในเรื่อง) เป็นเกาะเล็กๆที่มีแม่น้ำ Hudson และ East river ขนาบ เป็นเกาะเล็กๆที่เงียบสงบ สามารถเดินเที่ยวได้ครบในเวลาไม่นานนัก ซัก 1-2 ชั่วโมง ถ้าคุณไม่ติดใจความสงบ และชิลล์ของที่นี่ซะก่อน เพราะผมติดใจจนมาเที่ยวถึง 2 หนในทริปครั้งนี้

ก่อนที่จะไปชมสถานที่ท่องเที่ยวและวิว เรามารู้ประวัติของที่นี่กันก่อน เพื่อที่จะได้อินกับการเดนเที่ยวกันนะครับ

Roosevelt Island มีหลายชื่อมาก ในสมัยที่ยังเป็นเกาะของชาว Native American มีชื่อว่า Minnahannock และเปลี่ยนชื่อเป็น Varkins Island ในช่วงที่ถูกครอบครองโดยชาวดัช ในช่วงปี 1600s ถูกครอบครองโดยครอบครัว Blackwell จึงตั้งชื่อเป็น Blackwell Island ก่อนขายต่อให้กับ the City of New York ในปี 1828 ในราคา $30,000

ในช่วงปี 19th Century เกาะถูกใช้เป็นพื้นที่สำหรับโรงพยาบาลจิตเวช โรงพยาบาลกักกันโรคติดต่อ โรงเลี้ยงหมู รวมถึงบ้านพักสำหรับผู้ยากไร้ และถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Welfare Island ในปี 1921 หลังจากนั้นถูกเปลี่ยนเป็นที่อยู่อาศัยราคาประหยัด และเปลี่ยนชื่อเป็น Roosevelt Island

  • ในปี 1600s พื้นที่บนเกาะ Roosevelt Island เคยเป็นฟาร์มหมูมาก่อน และเริ่มมีการสร้างบ้านอาศัยในปี 1796 (Blackwell’s House)
  • ในปี 1828 ที่นี่เคยใช้เป็นที่กักกันนักโทษคดีร้ายแรงจาก Manhattan
  • ในปี 1841 มีการสร้างบ้านพักอาศัย และเป็นที่อยู่ของผู้ยากไร้
  • ในปี 1973 เกาะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Roosevelt Island ตามชื่อประธานาธิบดี คนที่ 32  ของ สหรัฐอเมริกา Franklin D. Roosevelt และปรับปรุงอาคารต่างๆเป็นที่พักอาศัย

การเดินทางไป Roosevelt Island

สามารถเดินทางไป Roosevelt Island ได้ 4 วิธี

  1. Q102 Bus – สำหรับเดินทางจากฝั่ง Queens ผ่านทาง Roosevelt Island Bridge
  2. นั่ง Uber – สำหรับเดินทางจากฝั่ง Queens ผ่านทาง Roosevelt Island Bridge
  3. Subway F – สำหรับเดินทางจาก Queens และ Manhattan สามารถเดินทางด้วย Subway สาย F ลงสถานี Roosevelt Island
  4. Tram (กระเช้าลอยฟ้า) – สำหรับเดินทางจากฝั่ง East Manhattan ซึ่งเป็นระบบเดียวกันกับ MTA หรือ Subway ค่าโดยสารเที่ยวละ $2.75 แต่หากใครใช้บัตร metro card รายสัปดาห์หรือรายเดือน ก็สามารถนั่งได้ฟรี

ส่วนผมนั้นมีบัตร metro card 7 วันอยู่ใมมือ เลยเลือกนั่ง Subway สาย F มาลงที่สถานี Roosevelt Island เลย แล้วขากลับเลือกขึ้น Tram กลับไปยังฝั่ง Manhattan ที่สามารถเห็นวิวแม่น้ำ Hudson และ วิวเมืองแบบเต็มตาในมุมสูงอีกด้วย

สะพาน Queensboro Bridge

เมื่อเดินขึ้นมาจาก Subway เราก็จะเห็นอพาร์ทเม้นท์หรูสุดแพง ที่ชาวเกาหลีนิยมมากอยู่กัน และ สะพาน Queensboro Bridge ซึ่งเป็นสะพาน 2 ชั้น เชื่อมระหว่างเกาะแมนฮัตตันกับควีนส์ ที่พาดข้ามเกาะนี้ไปแบบไม่ใยดี ตรงตีนสะพานมีต้นซากุระกำลังบานสะพรั่งสีชมพูสด

Cherry Walk

เดินมาสักพักก็จะถึง Cherry Walk หรือเส้นทางเดินชมดอกซากุระ ที่จะบานอยู่ริม แม่น้ำฮัตสัน ยาวประมาณ 800 เมตร  ก่อนมาก็ลุ้นว่าจะเจอซากุระบานบ้างหรือเปล่า เพราะปีนี้หนาวเย็นนานเป็นพิเศษ แต่พอมาถึงก็มีให้เห็นบ้างประปราย แแต่ส่วนมากยังไม่บาน รู้สึกเสียดายบ้าง แต่ได้ไปเห็นที่ Washington DC มาแล้ว เลยพอทำใจได้ ถ้าใครมาช่วงที่ดอกซากุระบานเต็มที่นี่ก็สวยไม่แพ้ที่ญี่ปุ่นเลยทีเดียว ลองคิดภาพตามนะครับ ซากุระที่บานฟูเต็มต้น ยาวเกือบกิโล ที่มีฉากหลังเป็นหมู่ตึกบนเกาะแมนฮัตตัน แค่คิดก็ฟินแล้วใช่มั้ยครับ ซึ่งถ้าใครมา เที่ยวนิวยอร์ก ช่วง Spring ฤดูใบไม้ผลิแบบนี้ แล้วมีแผนการเดินทางมาเที่ยวที่ Roosevelt Island อย่าลืมเช็คดีๆนะครับ ซึ่งดอก ซากุระ ที่นี่ จะมี 2 สายพันธุ์ จะบานห่างกันประมาณ 2 สัปดาห์

ผมใช้เวลาถ่ายภาพวิว และภาพตัวเอง ที่นี่นานมาก เพราะเป็นบรรยากาศในแบบที่ผมฝันไว้ ผมนั่งบนม้านั่งที่มีตลอดเส้นทาง ปล่อยอารมณ์ แล้วมองไปทางเกาะแมนฮัตตัน จนเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จึงไปต่อสถานที่ต่อไป

Smallpox Hospital

เดินต่อเข้าไปใน Park จะเจอกับซากปรักหักพังของโรงพยาบาล Smallpox Hospital หรือโรงพยาบาลรักษาและกักกันโรคฝีดาษในอดีต ที่นี่ล้อมรั้วไว้ เราสามารถถ่ายรูปได้จากนอกรั้วเท่านั้น ไม่สามารถเข้าไปได้

Franklin D.Roosevelt Four Freedoms State Park

เมื่อเดินต่อมาจะพบกับ Franklin D.Roosevelt Four Freesoms State Park ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานแห่งแรกของท่าน ที่อยู่ใน New York City เปิดตั้งแต่ปี 2012 (แต่การออกแบบยังดูทันสมัยมากๆ) ออกแบบโดย Louis I. Kahn ตั้งอยู่ทางปลายใต้สุดของ Roosevelt Island

Four Freedoms ประกอบด้วย Freedom of Expression, Freedom of Speech, Freedom of worship, Freedom from want และ freedom from fear.

Four Freedoms ประกอบด้วย Freedom of Expression, Freedom of Speech, Freedom of worship, Freedom from want และ freedom from fear.
Four Freedoms ประกอบด้วย Freedom of Expression, Freedom of Speech, Freedom of worship, Freedom from want และ freedom from fear.

รูปปั้นบรอนซ์ Franklin D.Roosevelt ตั้งอยู่ที่ปลายทาง
รูปปั้นบรอนซ์ Franklin D.Roosevelt ตั้งอยู่ที่ปลายทาง
ปลายเกาะเผยให้เห็นแม่น้ำและเกาะ Manhattan สวยๆแบบนี้
ปลายเกาะเผยให้เห็นแม่น้ำวิวสวยๆแบบนี้
จากเกาะ Roosevelt Island สามารถมองเห็นป้าย Pepsi-Cola ที่ Long Island City อย่างชัดเจน
จากเกาะ Roosevelt Island สามารถมองเห็นป้าย Pepsi-Cola ที่ Long Island City อย่างชัดเจน

Cornell Tech Campus

หลังจากผมเดินไปสุดปลายสวน Freedom Park แล้วจึงเดินย้อนกลับมาเพื่อที่จะขึ้น Tram กลับไปแมนฮัตตัน แต่ก่อนกลับเลยแวะเข้าไปเดินชม Cornell Tech Campus วิทยาเขตของ Cornell สถาบันดัง ที่ตั้งอยู่ข้างๆกันกับ Cherry Walk ซึ่งเป็นกลุ่มตึกและ Park ขนาดใหญ่ วันที่อากาศดีๆ จะมีคนมานั่งเล่น นอนเล่น หรือปิคนิคกันเลยก็มี แถมยังมีจุดถ่ายรูปสวยๆกับ Queenboro Bridge อีกด้วย ตอนนี้ก็เที่ยงพอดี ก็เลยถือโอกาสไปกินข้าวเที่ยงในโรงอาหารของมหาวิทยาลัยซะเลย ขอบอกว่าอาหารที่นี่ทั้งถูกและอร่อย ผมเลือกกินพิซซ่าที่สามารถเลือกส่วนผสมของหน้าได้เองตามความชอบ และ ซื้อน้ำ และ ไอศครีม ที่มี logo ของ มหาวิทยาลัยมากินปิดท้าย แถมได้ถ่ายรูปเท่ๆเช็คอินอีกด้วย เท่มากๆขอบอก

ขากลับ เราเลือกนั่ง Tram เป็นเคเบิ้ลคาร์กลับไปที่ฝั่งแมนฮัตตัน ใช้ บัตร metro card 7 วัน ที่อยู่ในมือผ่านเข้าประตูไปได้เลย ผมเลือกจะยืนชิดกระจกด้านซ้ายเพื่อชมวิว แมนฮัตตัน ฝั่ง Downtown ซึ่งก็ไม่ผิดหวังวิวสวยมากจริงๆ แถมฟรีอีกด้วยนะครับ ^^

ทั้งหมดนี้คือส่วนเติมเต็มความฝันของผมที่ตั้งใจใส่ลงในแผนเที่ยวในทริปนิวยอร์กครั้งนี้ เกาะ Roosevelt Island ทำให้ผมมีความสุขมากจริงๆ เกาะเล็กๆแห่งนี้เงียบสงบชิลล์ ต่างกันสุดขั้วกับฝั่งแมนฮัตตัน ถ้าได้มีโอกาสกลับมาเที่ยวอเมริกา และที่ New York อีกครั้ง ผมก็จะใส่ รูสเวลท์ ไอซ์แลนด์ แห่งนี้ลงในแผนการเที่ยวอีก นี่คือหนึ่งสถานที่ที่อยากจะให้ทุกคนได้มาเยี่ยมชม แล้วทุกคนจะหลงรักเหมือนผม

 

พาเดินชมเดินชิลล์ย่าน Williamsburg ฝั่ง Brooklyn ,NewYork

Williamsburg

หลังจากตัดสินใจจะไป New York ผมก็เริ่มค้นหาที่ท่องเที่ยวที่ชาวนิวยอร์กเกอร์มักจะไปแฮงก์เอ้าท์ เดินชิลล์ๆกัน Williamsburg ใน เขต Brooklyn เป็น 1 สถานที่ที่ทำให้ตัดสินใจได้ไม่ยากเลยที่จะใส่ลงไปในแผนการเดินทางเที่ยวเมืองนิวยอร์กครั้งนี้

Williamsburg เป็นย่านชุมชนที่อยู่ทางฝั่ง Brooklyn ช่วงปลายยุค 90s พื้นที่บริเวณนี้จะเป็นแหล่งรวมของชาว Hipster ซึ่งจะมีงานอาร์ตและแกลเลอรี่ให้เห็นทั่วบริเวณ

สำหรับใครที่ชอบเดินชมสถาปัตยกรรม ที่นี่คือสวรค์ของคนรักงานสไตล์ลอฟท์ ย่านที่มีเอกลักษณ์ทั้งตึกรามบ้านช่อง และการแต่งตัวของคนแถวนั้น ในย่านนี้เรียกว่ามีทุกอย่างครบตั้งแต่ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านเสื้อผ้า เครื่องประดับ งานแฮนด์เมด สามารถเดินชมทั่วทุกตรอกซอกซอย แต่จะมีโซนเดินช็อปปิ้งกันได้เพลินๆ ช่วงถนน Bedford N 3rd ถึง N 11st ในช่วงหน้าร้อนเค้าจะมี Flea Market หรือตลาดนัดกลางแจ้งตั้งแผงขายกันบริเวณริมแม่น้ำชิลๆด้วย

สรุปสั้นๆ Williamsburg เป็นดั่งเมกกะของเหล่า hipster ที่นี่เป็นบ้านของวงดนตรีนอกกระแสแทบจะทุกแนวเพลง ศิลปินทุกแขนง เป็นที่ตั้งของโรงละครอินดี้, แกลอรี่ศิลปะ, เทศกาลดนตรี, flea-market เป็นแหล่งรวมร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านกาแฟที่คั่วกาแฟใหม่หอมๆให้จิบตอนสาย และมี craft เบียร์สูตรพิเศษ จึงได้ครองตำแหน่งย่านที่ฮิปที่สุดในโลกไปครอง

การเดินทางก็แสนง่ายเพียงนั่ง รถไฟสาย L จาก Manhattan iมาลงที่สถานี Bedford Avenue