พาชม “สามย่าน โค-ออป (SAMYAN CO-OP)” แหล่งรวมตัวสุดเท่ ฟรี!! 24ชั่วโมง ใน “สามย่านมิตรทาวน์ (SAMYAN MITRTOWN)” #SAMYANCOOP #SAMYANMITRTOWN

Co-Working Space แห่งใหม่นี้มีชื่อว่า “สามย่าน โค-ออป SAMYAN CO-OP” กำเนิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สามย่านมิตรทาวน์ และ เคแบงก์ ได้สร้างสรรค์พื้นที่กว่า 1,400 ตารางเมตร บริเวณชั้น 2 และ 3 ในโซนรีเทล 24 ชั่วโมง ของสามย่านมิตรทาวน์ (SAMYAN MITRTOWN) ​มาพัฒนาเป็นพื้นที่เป็นคอนเซ็ปท์ Co-learning Space หรือพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกัน ที่พวกเราสามารถเข้าไปใช้บริการใน SAMYAN CO-OP ได้ฟรี โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพียงแค่ลงทะเบียนผ่าน APP MITR  แล้วจะมี QR Code ใช้เพื่อเปิดประตูเข้าออก เท่มั้ยล่ะ!!!

SAMYAN CO-OP ตกแต่งให้มีบรรยากาศสุดเท่ โดยใช้สี โทนขาว-ดำ-ไม้ ตัดด้วยสีฟ้า cyan สุดป๊อปผลงานของดีไซน์สตูดิโอชื่อดัง Onion โดยดีไซน์แบบ Double Volume Space เพื่อให้กลายเป็นพื้นที่ 3 ชั้น อยู่ภายใน ​และแบ่งโซนนิ่งพื้นที่ภายใน ตามรูปแบบการใช้งานในแต่ละลักษณะอย่างเหมาะสม รองรับผู้ใช้บริการกว่า 500 ที่นั่ง แบ่งเป็น…

  • Open Reading Zone พื้นที่อ่านหนังสือ Open Space
  • Focused Zone โซนเงียบงดใช้เสียง เหมาะกับคนต้องการสมาธิ
  • Private Room Zone ห้องประชุมกลุ่มย่อย
  • Amphitheater สแตนด์จัดกิจกรรมแบบอัฒจันทร์

ที่ตั้ง Samyan CO-OP
ชั้น2 Samyan Mitrtown, 944/1 ถนนพระรามสี่, วังใหม่, ปทุมวัน, กรุงเทพ 10330 โทร 02-219-6999

เที่ยว New York / Boston / Washington D.C. ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day1 ]

ในชีวิตของผมตั้งแต่เกิดจนโตขึ้นประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในประเทศที่รู้สึกคุ้นเคย เพราะภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดแทบจะทุกเรื่องใช้ นิวยอร์ก เป็นเมืองที่ดำเนินเรื่อง และผมเองนั้นก็เป็นคนรักการดูหนังเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เรียกได้ว่า ตั้งแต่จำความได้ก็เข้าโรงภาพยนตร์ดูหนังสัปดาห์ละ 2 เรื่องเป็นอย่างต่ำ ทำให้ภาพ สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะบ้านเมือง นิวยอร์ก (New York : NYC) นั้น มาแล่นอยู่ในหัวโดยไม่รู้ตัว จนทำให้เมืองนี้คือเมืองในฝันที่ต้องไปเยือนให้ได้สักครั้ง

คลิกอ่าน เที่ยว Washington D.C. / New York / Boston ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day4 ]
คลิกอ่าน เที่ยว Boston / New York / Washington D.C. ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day2 ]
คลิกอ่าน เที่ยว New York / Boston / Washington D.C. ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day1 ]

เมื่อสบโอกาสได้เจอตั๋วไปนิวยอร์กในราคาที่ถูกเวอร์ ถูกจนต้องตัดสินใจซื้อแบบไม่ลังเล ทำให้ทริปนิวยอร์ก และ เมืองรอบๆจึงเกิดขึ้น แบบทันทีทันใด โดยที่ตอนนั้นยังไม่มีวีซ่าเลย

หลังจากตัดสินใจซื้อตั๋ว จึงได้เริ่มวางแผนการเที่ยว และเตรียมตัวไปขอวีซ่าอเมริกา ซึ่งตอนแรกก็หวั่นๆว่าจะขอผ่านไหม แต่เมื่อเตรียมเอกสารพร้อมแล้วจึงกรอกข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต ไปจ่ายเงินค่าวีซ่าที่ธนาคาร แล้วจึงนัดหมายเข้าไปสัมภาษณ์ที่สถานฑูตสหรัฐอเมริกา วันที่ไปสัมภาษณ์ก็ตื่นเต้นนิดหน่อย แต่ก็เตรียมเอกสารที่คาดว่าเจ้าหน้าที่จะขอดูไปจนครบถ้วน แต่เมื่อถึงเวลาสัมภาษณ์ เจ้าหน้าที่ชาวอเมริกัน ก็ถามเพียงไม่กี่คำถามเท่านั้น เช่น ไปเที่ยวเหรอ เมืองไหนบ้าง ไปกับใคร ตอนนี้ทำอาชีพอะไร แค่นั้น!!! แค่นั้นจริงๆครับ หลังสัมภาษณ์จบเขาก็เก็บพาสปอร์ตไป เป็นอันเข้าใจว่าวีซ่าผ่านแล้วชัวร์ แต่จะได้นานเท่าไหร่ก็มาลุ้นกันวันที่ได้พาสปอร์ตคืน ผลคือได้มา 10 ปี ดีใจสุดๆไปเลยครับ ^^

ตัดภาพมาวันเดินทางเลยนะครับ ตั๋วเครื่องบินที่ผมซื้อมาเป็นตั๋วโปรราคาน่าคบ ของ Qatar Airways ดังนั้น จึงบินอ้อมนิดหน่อย โดยต้องไปขึ้นเครื่องที่นครโฮจิมินห์ แล้วบินไปเปลี่ยนเครื่องที่ โดฮา การ์ต้า แล้วจึงค่อยบินยาวๆไป นิวยอร์ก แต่เวลานั้นดีมากๆ ไปถึงเช้า แล้วก็เที่ยวได้เลย

วันแรกที่บินไปถึงสนามบิน JFK New York ผมให้คนไทยที่พี่รุ้ง พี่ที่ไปด้วยรู้จัก มารับที่สนามบิน ที่พักของเราอยู่ในย่านที่คนไทย และ คนเม็กซิโก พักอาศัย ในฝั่งควีนส์ ซึ่งไม่ไกลจากสนามบินมากนัก นั่งแป๊บเดียวก็มาถึง เมื่อเอากระเป๋าเข้าที่พักเรียบร้อย ก็ถึงเวลาตะลุยนิวยอร์ก เมืองในฝันกันแล้ว

วันแรก จะไปชมสถานี Grand Central Terminal และ แถวๆนั้น แบบเบาๆ ก่อน ซึ่งสถานีรถไฟที่ใช้เดินทาง อยู่ปากซอยของที่พัก เดินไม่ไกล และสามารถทะลุถึงย่าน CBD ของ New York ได้เลย โดยผมได้ซื้อตั๋ว MTA Metro Card 7วัน ($32 + ค่าบัตร $1) เพราะถ้าหลงก็จะได้ไม่เสียดายเงิน แถมยังสะดวกดี เริ่มต้นจากสถานี 82 Street Station ในฝั่ง Queens นั่งสาย 7 ต่อเดียวข้ามมาฝั่ง Manhattan ไปลงสถานี Grand Central Terminal ใช้เวลาประมาณ 23 นาที

Grand Central Terminal เป็นสถานีรถไฟที่มักจะเจอในฉากของภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดหลายเรื่องจนชินตา และเป็นฉากในซีรีส์ยอดฮิตอย่าง Gossip Girl อีกด้วย เป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีถึง 44 ชานชาลา และ 67 เส้นทาง ขนส่งผู้โดยสารหลายแสนคนต่อวัน ไฮไลท์ของที่นี่ก็คือสถาปัตยกรรมแบบโบซาร์ที่สวยงามวิจิตรตระการตามากๆ พื้นในสถานีปูด้วยหินอ่อนและบนเพดานก็วาดลวดลายหมู่ดาวนักษัตร จุดเด่นอีกอย่างของสถานีก็คือนาฬิกาสี่ด้านที่หน้าปัดทำจากโอปอล มูลค่ามากกว่า 10 ล้านเหรียญดอลล่าร์ และที่นี่ยังมี Apple Store ที่สาวกแอปเปิ้ลต้องไม่พลาดมาเช็กอินเด็ดขาด มาถึงที่นี่ก็เริ่มหิวแล้ว เลยไปฝากท้องไว้กับร้าน Shake Shack ซึ่งตั้งอยู่โซน Lower Level Dining Concourse ถ่ายรูปเช็คอิน แล้วก็ทานจนอิ่มก็ได้เวลาไปจุดหมายต่อไป

สถานที่ถัดไปขอบอกว่าสวยมากๆ นั่นคือ The New York Public Library ตั้งอยู่บนถนน 5 th Avenue เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบกรีกโรมัน ที่เรียกว่า Beaux Arts (โบซาร์ ) มาใช้ในการออกแบบออกแบบ จากถนน 5th Avenue เมื่อเดินมาถึงด้านหน้า ผมไม่พลาดที่จะถ่ายรูปกับรูปสลักสิงโต ที่มีตัวอาคาร The New York Public Library เป็นฉากหลัง หลังจากนั้นจึงเข้ามาในอาคารจะเจอกับ Astro Hall โถงต้อนรับขนาดใหญ่ สูง โปร่ง กรุผิวด้วยหินอ่อนสีขาว มีลวดลายสวยงามมากๆ เมื่อเข้ามาก็จะเจอกับห้องต่างๆที่มีประชาชนนั่งอ่านหนังสือกันอยู่ นักท่องเที่ยวอย่างเราก็ต้องเดินชมแบบเงียบที่สุด ในแต่ละห้องนอกจากจะใช้เฟอร์นิจอร์ไม้สุดคลาสสิคแล้ว ยังประดับลวดลายแกะสลักละเอียดละออ มี Chandelier และโคมไฟตั้งโต๊ะ เพิ่มความหรูหราน่านั่งเข้าไปอีก เดินมาถึงชั้น3 จะเจอกับ Rose Main Reading Room ห้องนี้เป็นห้องอ่านหนังสือที่ใหญ่และโอ่โถงที่สุด

เราจะไปเดินชม 2 ประเทศในไม่กี่ชั่วโมง นั่นคือย่านอาศัยของคนจีน อย่าง China Town และ ย่านชาวอิตาเลียน ที่ Little Italy 2 ย่านนี้อยู่ชิดติดกัน สำหรับย่าน China Town เมื่อมาถึงจะต้องสะดุดตากับ อาคารตรงหัวมุมถนนที่ประดับลายจีนบ่งบอกว่าเราได้มาถึงแล้ว โดยที่ชั้นล่างจะเป็นร้านกาแฟชื่อดังอย่าง Starbucks ตั้งอยู่ เราเดินชมสักพักก็หลุดมาอีกย่านคือ Little Italy ที่นี่พี่รุ้งนัดเจอกับเพื่อนๆ เพื่อที่จะไปทานข้าวด้วยกัน ผมเลยถือโอกาสเดินเล่นถ่ายภาพเรื่อยๆจนหลุดไปถึงย่านช้อปปิ้งสุดดังอย่าง SoHo

ย่าน Soho เป็นย่านช้อปปิ้งระดับไฮเอ็นด์ ที่มีร้านหรูๆตั้งอยู่ริมถนนให้ได้ช้อปปิ้งกันแบบสุดเพลิน ใครจะเดินชมอย่างเดียวก็ไม่ว่ากัน ที่นี่เป็นแหล่งรวม Gallery และแบรนด์ชั้นนำไว้ด้วยกัน ใครสายช็อปบอกเลยห้ามพลาด ที่สำคัญ บรรยากาศตึกและถนนที่มีเอกลักษณ์ เลยกลายเป็นอีกจุดที่ ขาโซเชียลต้องมาถ่ายภาพเก๋ๆ Check-in โดย เดิน แชะ เช็คอินตามตรอกซอกซอย ไล่เก็บภาพกันไป เพลินสุดๆ จริงๆ

เมื่อถึงเวลานัดกับพี่รุ้ง ผมจึงเดินย้อนกลับไปย่าน Little Italy อีกครั้ง เพื่อไปรับพี่รุ้งมาเดินชิลล์ที่ย่าน Soho อีกรอบ ก่อนที่จะกลับที่พัก เป็นการจบทริปวันแรก แบบเบาๆ ก่อนที่จะไปตะลุยเมืองบอสตันกันต่อในวันพรุ่งนี้

คลิกอ่าน เที่ยว Boston / New York / Washington D.C. ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day2 ]

พาชม “HOUSE SAMYAN” ที่ไม่ใช่เพียงโรงภาพยนตร์ของคนรักหนัง แต่คือ “บ้าน” สำหรับทุกคน

HOUSE SAMYAN” โรงภาพยนตร์สำหรับคอหนังทางเลือก

หลังจากที่โรงภาพยนตร์ HOUSE RCA ประกาศย้าย “บ้าน” อย่างเป็นทางการ ล่าสุดพร้อมเปิด ให้บริการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2562 โดยครั้งนี้ได้เปิดตัวภายใต้ ชื่อใหม่ว่า HOUSE SAMYAN” สู่ที่ตั้งใหม่ใจกลางเมือง ณ ชั้น 5 ในโครงการ “สามย่านมิตรทาวน์”

HOUSE SAMYAN” ยังคงคอนเซ็ปต์โรงภาพยนตร์อินดี้ที่น่ารักและอบอุ่นที่สุด เช่นเดียวกับตลอด ระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา และยังมุ่งมั่นคัดสรรภาพยนตร์คุณภาพ รวมทั้งผลงานที่หลากหลายจากทั่วทุกมุมโลกเพื่อมอบประสบการณ์ แปลกใหม่ และความสุขจากการชมภาพยนตร์ที่หาไม่ได้จากที่ไหนนอก จากที่ HOUSE เท่านั้น

โดยในการย้ายบ้านมาที่สามย่านมิตรทาวน์นี้ HOUSE SAMYAN ได้รับการสนับสนุนจาก AIS PLAY แอปรวมความบันเทิงสำหรับดู หนัง ซีรีส์ วาไรตี้ กีฬา และการ์ตูน มาเข้าร่วมสนับสนุนเป็นพันธมิตรหลักทางธุรกิจของโรงภาพยนตร์ HOUSE SAMYAN  โดยมีการทำ Co-Brand กับโรงภาพยนตร์ที่3 ภายใต้ชื่อ โรงภาพยนตร์ AIS PLAY HOUSE 3 Cinema” ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์ที่สามารถฉายภาพยนตร์ได้ทั้งในระบบดิจิตอล และระบบฟิล์ม พร้อมรองรับการฉายภาพยนตร์จากทั่วทุกมุมโลก  รวมถึงในอนาคตทาง AIS PLAY เองจะมีการสนับสนุนกิจกรรม และอีเว้นท์ที่น่าสนใจตลอดปีรวมไปถึงภาพยนตร์ของทาง HOUSE SAMYAN บางส่วนก็จะลงให้รับชมทาง AIS PLAY อีกด้วย

นอกเหนือจากความอบอุ่นใจในรูปแบบคอนเซ็ปต์เดิม HOUSE SAMYAN” ยังเติมความพิเศษใหม่ๆตอบ รับความต้องการของผู้ชมในทุกเจนเนอเรชั่น ด้วยการขยายจำนวนโรงภาพยนตร์ ซึ่งจะมีทั้งหมด 3 ขนาด โรงภาพยนตร์ที่ 3 จำนวน 176 ที่นั่ง, โรงภาพยนตร์ที่ 4 จำนวน 116 ที่นั่ง และโรงภาพยนตร์ 5 จำนวน 69 ที่นั่ง

ไม่เพียงแค่นั้น HOUSE SAMYAN” ยังจัดเซอร์ไพรส์แรกด้วยการเปิดรับ MEMBER HOUSE SAMYAN ในราคา 500 บาท ที่มากับสิทธิพิเศษมากมาย เพียงครั้งแรกที่สมัครสมาชิกก็สามารถเลือก รับของพรีเมี่ยม 1 ชิ้น (เสื้อยืด, ถุงผ้า หรือ ร่ม) พิเศษขั้นกว่าด้วยการมีสิทธิ์เลือกระหว่าง “รับ Voucher ตั๋วชมภาพยนตร์” จำนวน 3 ใบ หรือ “สิทธิ์การชม FILM BUFFET” ตลอดทั้งโปรแกรม   เริ่มตั้งแต่วันที่ 7-31 ตุลาคม 2562 จำนวน 150 เรื่อง ทุกประเภท, ทุกภาษา, ทุกเวทีรางวัล, ทุกรสชาติ และทุกอารมณ์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นภาพยนตร์ที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้ชม อีกทั้งในการชมภาพยนตร์ครั้งต่อ ๆ ไป ก็สามารถใช้บัตรสมาชิกเป็นส่วนลด 20 บาท จากราคาปกติ 160 บาท อีกด้วย

ส่วนท่าไม้ตายต่อมา คือ ขบวนพาเหรด ภาพยนตร์สุดคลาสสิคระดับตำนาน ที่จะจัดฉาย แบบพิเศษสุดในวีคสุดท้ายของทุกเดือน และแทบทุกเรื่องจัดว่าอยู่ในลิสต์ “ต้องดูให้ได้สักครั้งก่อนตาย” เช่น Tokyo Story” (1953) ของปรมาจารย์ผู้กำกับคนสำคัญชาวญี่ปุ่น “ยาซูจิโร โอซุ” , Maurice (1987) โดยผู้กำกับ “เจมส์ ไอเวอร์รี่”, หนังเจ้าของรางวัลออสการ์ที่ใคร ๆ หลงรัก Forrest Gump” (1994) หรือ ผลงานต้นแบบตลอดกาลของผู้กำกับ “วู้ดดี้ อัลเลน” เรื่อง Manhattan” (1979) เป็นต้น

พร้อมกันนี้สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของ HOUSE SAMYAN” จะมีการจัดกิจกรรมเพิ่มเติมอย่าง ต่อเนื่อง อาทิ Special Screening การจัดเสวนาหลังการฉายภาพยนตร์จบ ทลายเส้นแบ่งระหว่างคน ดูกับคนทำหนัง, กูรูหนัง, นักเขียน และคอลัมนิสต์ ให้ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น แลกเปลี่ยนความคิดเห็น การตี ความความสงสัย ให้เกิดความหมายใหม่ ๆ สะท้อน

ถึงคุณงามความดีของภาพยนตร์ว่าเป็นเพื่อนแท้ที่อยู่ได้กับทุกคนไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม และเป็นการสร้างโลกให้สวย ขึ้นด้วยมิตรภาพที่มาจากความแตกต่าง กันผ่านสิ่งที่เรียกว่า “ภาพยนตร์”

รวมทั้งเทศกาลเพื่อคอหนังและชาว HOUSE แบบไม่ธรรมดา 3 เทศกาลต่อปี ไม่ว่าจะเป็น DIY Fest ให้ผู้ชม เลือกหนังที่ ตัวเองอยากดูผ่านการเปิดโหวตบนฐาน House fanbase, หนังลับ Secret House ที่ผู้ชมจะไม่รู้โปรแกรม มาก่อน จึงต้องไปร่วมลุ้นกันเองในโรงภาพยนตร์, House No.1 Films พาไปชมภาพยนตร์ดัง เรียนรู้บริบทการชมภาพยนตร์ ของผู้คนทั่วโลกที่ไม่ใช่มีเพียงฮอลลีวู้ด และเทศกาลภาพยนตร์ลูกโซ่ การฉายเรื่องที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันแต่กลับเชื่อม โยงกันได้อย่างน่าเหลือเชื่อคนรัก ภาพยนตร์ที่อยากออกผจญภัยให้สุดขอบก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจกันไว้ให้ดี

และเพื่อให้โรงภาพยนตร์ HOUSE SAMYAN” ต่อยอดความสำเร็จอย่างไร้ขีดจำกัด จึงได้ผสมผสานความ ร่วมสมัยเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้คนในยุคนี้  ด้วยการเปิดให้ใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน ทั้งในระบบ iOS และ Android (สามารถค้นหาคำว่า House Cinema ได้ใน App Store และ Google Play Store) ซึ่งสามารถเช็ครอบฉาย ซื้อตั๋ว ได้เสร็จสรรพ

นอกจากการฉายหนัง HOUSE ยังเปิดพื้นที่สำหรับเรียนรู้ รวบรวมความบันเทิงหลากหลายแขนง เอาไว้เข้า ด้วยกัน ทั้งงานแสดงดนตรี ร้านหนังสือเพื่อคนรักการอ่าน งานแสดงศิลปะ การจัดงานแข่งสำหรับ คนอยากโชว์ของ และการใช้ฟลอร์เพื่อออดิชั่นสำหรับคนมีฝัน สำหรับนักเรียน-นักศึกษาผู้สนใจสายงานภาพยนตร์ ทาง HOUSE SAMYAN” ยังร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนความฝันของคนรุ่นใหม่ให้จัดงานเทศกาลภาพยนตร์ นักศึกษา เพื่อยก ระดับผลงานให้ออกสู่สายตาสังคมมากยิ่งขึ้น และรู้จักพวกเขาที่กำลังจะเดินหน้าเข้าสู่วงการอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ไทยในอนาคต

ปิดท้ายด้วยความสะดวกสบายขั้นสุดของการเดินทางมายัง HOUSE SAMYAN” สามารถมาโดย MRT ลงสถานี “สามย่าน” ทางออก 2 ,  BTS ลงสถานี “สยาม” แล้วต่อ Shuttle Van ฟรี จากบริเวณหน้า Center Point of Siam Square , รถประจำทางสาย 4, 21, 29, 34, 40, 46, 47, 50, 67, 93, 109, 172, 177, 187, 501, 507, 529  และ ปอ.113

ทั้งนี้หากต้องการรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปได้ที่ www.facebook.com/housesamyan หรือ www.housesamyan.com

MAKE YOURSELF AT HOUSE
ประสบการณ์ดูหนังที่คุณหาไม่ได้จากที่ไหน

เมื่อนึกถึง HOUSE SAMYAN” ไม่ใช่เพียงสถานที่ของคนรักหนัง
แต่คือ “บ้าน” สำหรับทุกคนตลอดไป

เที่ยวย้อนวัยเด็ก พิพิธภัณฑ์ของเล่น “Tooney Toy Museum” กับ  “มีน-พีรวิชญ์”

เมื่อเราโตขึ้น บางครั้งก็อยากที่จะย้อนวัยไปสู่ช่วงสนุกๆในวัยเด็ก วันนี้ มีน-พีรวิชญ์ เลยจะพาไปเที่ยวชม พิพิธภัณฑ์ของเล่น “Tooney Toy Museum” ย่านนนทบุรี เดินชมตั้งแต่โซนการ์ตูน, โซนจินตนาการ และโซนภาพยนตร์ ซึ่งถูกจัดวางเรียงรายให้ชมไม่ต่ำกว่า 100,000 ชิ้น

ถึงแม้คิวงานแน่นทุกวัน สำหรับนักแสดงหนุ่มสุดฮอต “มีน-พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร” ที่โด่งดังมาจาก ซีรีส์วาย และล่าสุดกำลังจะมีผลงาน ภาพยนตร์แอ็คชั่น-ดราม่า เรื่อง “สวยรหัสฆ่า BLOOD VALENTINE” ซึ่งเตรียมออกอากาศวันศุกร์ที่ 27 กันยายนนี้ เวลา 18.00 น.ทางช่อง “MONO29”(โมโนทเวนตี้ไนน์) ถึงแม้จะว่ามีงานถ่ายละคร พรีเซ็นเตอร์ รวมถึงงานอีเว้นท์ต่างๆ ก็ยังเจียดเวลาว่างเบรคตัวเอง พักผ่อนแบบ ย้อนวัย ด้วยการไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ของเล่น “Tooney Toy Museum” ย่านนนทบุรี เดินชมตั้งแต่โซนการ์ตูน, โซนจินตนาการ และโซนภาพยนตร์  ซึ่งถูกจัดวางเรียงรายให้ชมไม่ต่ำกว่า 100,000 ชิ้น จนหนำใจ แล้วก่อนกลับ  “มีน” เล่าถึงความสนุกในครั้งนี้ว่า

“เป็นครั้งแรกครับที่ได้มาที่นี่ พอเข้ามาแล้วมันว้าวเลย อเมซิ่งมากเพราะมีตัวการ์ตูน หลาย ตัวที่เรารู้จัก ทำให้คิดถึงตอนเด็กๆ ครับ สำหรับผมจะชอบโคนัน, โดเรมอน,สคูบี้ดู, สนูปปี้ และ พวกการ์ตูนดิสนีย์ ซึ่งที่นี่ก็มีหลายตัวเลย นอกจากนี้มันยังมีพวกตัวซูเปอร์ฮีโร่ต่างๆ ตั้งแต่ กัปตัน อเมริกา, สไปเดอร์แมน, แบทแมน, ทอยสตอรี่ ที่เราเคยดูจากหนัง พวกการ์ตูนตอนเป็น คอมมิก เราก็อ่านมาเหมือนกันครับ ส่วนที่พีคๆ สำหรับผมคือที่นี่โมเดลกันดั้มเยอะมาก แบบมหาศาล จริงๆ  เห็นแล้วนึกถึงตอนเด็ก ผมเคยขอให้ที่บ้านซื้อ รอนานมากกว่าจะได้มาตัวนึง ซึ่งตอนเด็กๆ สำหรับเราราคามันแพงมากตัวหลายพันก็มี และก็หาซื้อค่อนข้างยากเพราะมันมีของแท้ของปลอม พอได้มาก็พยายามประกอบเอง ซึ่งมันยากมากต้องให้เวลากับมันจริงๆ พอแกะแล้วมันต้อง มี การฝน การเข้ามุม บางคนถึงกับลงสีใช้สเปรย์เลยครับ ผมว่ามันไม่ใช่ของเล่นเด็กธรรมดาทั่วไป มันเหมือนงานฝีมืองานนึงเลยนะ ด้วยความที่มันยากและต้องใช้เวลากับมันเยอะ ทุกวันนี้ผม ก็เปลี่ยนมาสะสมพวกของเล่นตามชุดอาหาร ที่เค้าประกอบมาให้ซึ่งที่บ้านมีเป็นร้อยๆ ตัวเลยครับ

การมาเที่ยวที่นี่อย่างแรกคือมันทำให้เรานึกถึง โมเม้นท์สมัยเด็ก ได้ย้อนกลับไปเห็น ตัวการ์ตูนหลายตัวที่เราเคยดู มันถูกนำมาสะสมไว้ที่นี่ มันทำให้เรารู้สึกว่าเคยผ่าน เรื่องราวเหล่านี้ มา ผ่านช่วงวัยนั้นมา ต้องตื่นเสาร์อาทิตย์ตั้งแต่เช้ามานั่งดูทีวีดูการ์ตูนพวกนี้ มันกลับไปนึกถึง ตอนนั้นอีกครั้ง รู้สึกสนุก ตื่นเต้นที่ได้กลับมาเจอตัวการ์ตูนเหล่านี้อีก ผมว่าที่นี่ไม่ใช่แค่เด็กที่มา เดินได้นะ ผู้ใหญ่ก็มาได้เพราะมันทำให้เรานึกถึงโมเม้นตอนเด็กๆ อีกครั้งนึงครับ”

เที่ยว “เชียงราย แต้ แต้” ทริป 2 วัน 1 คืน ชมวัฒนธรรมชาวเขา สัมผัสกลิ่นไอสวรรค์บนดอย

เที่ยว “เชียงราย แต้ แต้” สุขทุกวัย สนุกทุกไลฟ์สไตล์ ทริป 2 วัน 1 คืน ชมประวัติศาสตร์วัฒนธรรมชาวเขาสัมผัสกลิ่นไอสวรรค์บนดอย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคเหนือ จัดทริปตัวอย่างท่องเที่ยววัฒนธรรมชมวิถีชุมชน สัมผัสเสน่ห์สวรรค์บนยอดดอย และเอกลักษณ์ที่แตกต่างของชนเผ่า เพื่อประสบการณ์ใหม่ๆตลอด 2 วัน 1 คืน ชวนทุกครอบครัวท่องเที่ยวจ.เชียงราย ภายใต้โครงการ “เชียงราย แต้ แต้” สุขทุกวัย สนุกทุกไลฟ์สไตล์ ตามแนวคิด “Chiang R A I” โดยใช้ตัวอักษร R A และ I สื่อความหมายว่า R คือ Relax เที่ยวชิลชิล A คือ Art เที่ยวอาร์ตๆ ชมงานศิลปะของศิลปินมากความสามารถทั้งงานสถาปัตยกรรมพุทธศิลป์ล้ำค่าของจังหวัด และ I คือ Inspiration การสร้างแรงบันดาลใจผ่านแหล่งท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวได้ทั้งปีเที่ยวได้ทุกวัย

เริ่มจากการเดินทางออกจากสนามบินแม่ฟ้าหลวงจ.เชียงราย แวะรับประทานอาหารเที่ยงเพื่อสัมผัสบรรยากาศเที่ยวชิลชิลชมธรรมชาติที่ ร้าน ๗พยางค์ ที่ของพ่อ น้ำพริกของแม่ ร้านอาหารเหนือ สวนผักปลูกเอง นำมาเป็นวัตถุดิบปรุงอาหาร ให้ลูกค้าได้ทานกันแบบสดใหม่อร่อยรสดีตำหรับอาหารเหนือ แล้วเดินทางไปที่อำเภอเชียงของ เพื่อเช็คอินเข้าสู่บ้านพักโฮมสเตย์แนวอนุรักษ์ธรรมชาติ ลันเจียลอดจ์ (LANJIA LODGE) ที่แปลว่าเย็น สดชื่น ตั้งอยู่ใจกลางธรรมชาติสวยงามเงียบสงบที่ก่อสร้างมานานกว่า 10 ปี ตั้งอยู่ในโครงการหมู่บ้านท่องเที่ยว บ้านกิ่วกาญจน์ หมู่บ้านของ 2 ชนเผ่าม้งและลาหู่ ซึ่งมีการสำรวจลงพื้นที่พูดคุยกับชุมชนชาวบ้านนานถึง 3 ปีก่อนที่จะมีการก่อสร้าง ทั้งนี้เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจกับชุมชนว่าเป็นโครงการที่มีส่วนร่วมพัฒนาเสริมสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยใช้สถาปนิกมาดูแลเรื่องการออกแบบก่อสร้างและให้ชาวบ้านมาช่วยสร้าง มีบ้านพักทั้งหมด 4 หลัง นอกจากการมาพักผ่อนที่นี่ยังมีการจัดกิจกรรมต่างๆเพื่อรับรองนักท่องเที่ยวศึกษาวัฒนธรรมชนเผ่า ฯ ชาวบ้านในพื้นที่มีหน้าที่เป็นทั้งพนักงานต้อนรับ แม่ครัว หมอผี ไกด์เดินป่า คนขับรถสองแถว สาธิตการทำผ้าบาติก รวมทั้ง ชาวเผ่านักแสดงที่มาร้องเล่นเต้นและโชว์เครื่องดนตรีของเผ่า ถือเป็นการสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนในหมู่บ้าน

นักท่องเที่ยวที่มาพัก 90% เป็นยุโรป อเมริกา อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส และ 10% เป็นเกาหลี ญี่ปุ่น สิงค์โปร ออสเตเลีย ส่วนคนไทยยังนับเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ แต่ในระยะหลังๆเริ่มมีคนไทยเข้าพักที่เกิดจากกระแสบล็อกเกอร์ และการรีวิวที่พักผ่านสื่อโซเซียล ทำให้คนไทยรุ่นใหม่ๆอยากที่จะสัมผัสความเป็นธรรมชาติที่แท้จริงๆ ส่วนใหญ่ชอบศึกษา

วัฒนธรรมวิถีชีวิตชนเผ่าและประสบการณ์ใหม่ๆ ได้เห็นวัฒนธรรมความเชื่อของชาวเขา ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ปลูกสวนยางพารา สวนส้ม สวนเงาะ สวนลิ้นจี่ ฯ  ชาวบ้านที่นี่จะพูดได้ 3 ภาษาคือ ภาษาไทย ภาษาม้ง และภาษาลาหู่ แต่จะใช้ภาษาหลักคือภาษาม้ง เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวม้ง มีชาวลาหู่เป็นส่วนน้อย เวลาต้องการสื่อสารอะไรผู้ใหญ่บ้านจะประกาศเป็นภาษาม้ง ทำให้ชาวบ้านต้องเรียนรู้ภาษาไปด้วยกัน

การท่องเที่ยวในหมู่บ้านถ้าได้ยินคำว่า “อาโบอิจา” หมายถึง คำทักทายสวัสดีของชาวลาหู่ ส่วนภาษาม้งจะพูดว่า “ยอยง” กิจกรรมที่ ลันเจีย ลอดจ์ ดำเนินการร่วมกับชุมชนคือ การพานักท่องเที่ยวชมหมู่บ้าน ซึ่งจะมีไกด์ชายชื่อ “พาน-ประพันธ์ นพวัชรวงค์” อายุ 57 ปี และไกด์หญิงชื่อ “จู้-นารีรัตน์ แซ่วือ” อายุ 27 ปีทั้งสองคนเป็นชาวเผ่าม้ง นำนักท่องเที่ยวออกกำลังขาเดินขึ้นลงเขาชมวิถีชีวิตชนเผ่า เยี่ยมชมบ้านหมอผีทั้ง 2 ชนเผ่าม้งและลาหู่ ซึ่งหน้าที่คล้ายๆกันคือ หมอผีเผ่าลาหู่ จะเป็นผู้เรียกขวัญเด็กแรกเกิดและตั้งชื่อให้ และร่วมทำพิธีในงานบุญต่างๆ เพื่อเกิดความเป็นสิริมงคล หากมีการเจ็บป่วย(ที่เกิดจากการกระทำของผี)ก็จะมาหาหมอผีให้ทำพิธีรักษา แต่ถ้ารู้ว่าอาการเจ็บป่วยเกิดจากโรคภัยต่างๆก็จะไปรักษากับหมอแผนปัจจุบันแทน หมอผีเผ่าม้ง เช่นกันจะรักษาคนที่ป่วยจากการกระทำของผี แต่การคัดเลือกทายาทของหมอผีทั้ง 2 เผ่าจะต่างกันคือ หมอผีเผ่าลาหู่จะสืบทอดทางสายเลือดเท่านั้น ส่วนหมอผีเผ่าม้ง จะถูกเลือกโดยผีฟ้า ไม่จำเป็นต้องสืบทอดกันทางสายเลือด

ต่อมาก็คือการเวิร์คชอปทำผ้าบาติก เป็นกิจกรรมเขียนเทียนบนผืนผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นศิลปะภูมิปัญญาของชาวม้งเขียวหญิงสาวจะใส่กระโปรง สาธิตเล่าถึงขั้นตอนและอธิบายการใช้อุปกรณ์ต่างๆในการวาดลวดลายเฉพาะของม้ง เมื่อเขียนเทียนวาดลวดลายเสร็จจึงนำไปย้อมสีและละลายเทียนออก ได้ลวดลายสีขาวบนผ้าพื้นสีน้ำเงินสวยงาม หากต้องการได้ผืนผ้าชิ้นใหญ่เป็นจำนวนมาก สามารถใช้อุปกรณ์แม่พิมพ์ ปั้มลวดลายต่างๆ ทำให้ผลิตผ้าได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเย็บปักถักร้อยของชาวม้งขาว ผู้หญิงจะใส่กางเกง ซึ่งเราสามารถแยกความแตกต่างระหว่างม้งขาว และม้งเขียวได้จากการแต่งกายนั่นเอง

เมื่อพระอาทิตย์ตกเขายามเย็น เราสามารถรับประทานอาหารเย็นพื้นเมืองพร้อมดื่มด่ำธรรมชาติกันอย่างชิลๆ พร้อมชมการแสดงทางวัฒนธรรมจาก 2 ชนเผ่าที่ปกตินิยมแสดงเฉพาะช่วงวันปีใหม่หรือวันสำคัญต่างๆเท่านั้น อาทิ การเป่าเครื่องดนตรีที่เรียกว่า แคน และ เต้ง เครื่องดนตรีชนเผ่าที่ให้เสียงไพเราะประกอบกับลีลาการเต้น ฟ้อนที่น่าประทับใจก่อนเข้าห้องกางมุ่งนอนซึมซับบรรยากาศธรรมชาติบนดอยที่ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ

ในยามเช้าวันใหม่ หลังอาหารเช้าสูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอดมุ่งหน้าเดินทางสู่ อ.เชียงแสน ไปเที่ยวอาร์ตๆชมงานศิลปะและสถาปัตยกรรมพุทธศิลป์ ไหว้พระเสริมศิริมงคลกันที่ วัดพระธาตุผาเงา พระธาตุสำคัญของหมู่บ้านสบคำ มีจุดแวะชม 3 จุดหลักคือบนสุดเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุพุทธนิมิตเจดีย์ ซึ่งสร้างครอบเจดีย์โบราณ อีกทั้งบนนี้ ยังเป็นจุดชมวิวสามแผ่นดินที่งดงามอย่างมาก ชมวิวไหว้พระแล้วไปต่อที่จุดที่ 2 ไฮไลท์คือพระอุโบสถไม้สักทองที่ภายในแกะสลักเรื่องราวพุทธประวัติอย่างสวยงาม และจุดล่างสุดที่อยู่เชิงเขาเป็นที่ตั้งของก้อนหินใหญ่อันเป็นที่มาของชื่อวัดพระธาตุผาเงา หินก้อนนี้มีรูปทรงสูงใหญ่ เมื่อแสงแดดสาดส่องมาจะเกิดเงาขนาดใหญ่ และได้มีการสร้างพระธาตุไว้ด้านบนก้อนหิน ส่วนวิหารที่อยู่ด้านข้างนั้นเป็นที่ประดิษฐาน หลวงพ่อผาเงา ซึ่งเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่และมีความศักดิสิทธิ์ ซึ่งถูกค้นพบในปี พ.ศ. 2519 มีอายุระหว่าง 700-1,300 ปี

ห่างออกมาไม่ไกลนักยังมีสถานที่ท่องเที่ยวย้อนอดีตที่ เมืองโบราณเชียงแสน ด้วยการนั่งรถรางชมเมืองโบราณศูนย์กลางอาณาจักรล้านนา เชียงแสนเป็นเมืองเก่าแก่มากแห่งหนึ่งในภาคเหนือเดิมชื่อเวียงหิรัญนครเงินยาง

ปัจจุบันมีซากกำแพงเมืองโบราณ 2 ชั้น มีโบราณสถานหลายแห่งปรากฏอยู่ทั้งในและนอกตัวเมือง ภายในเขตกำแพงเมืองเก่ามีวัดร้างและโบราณสถานที่สร้างในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 18-21 ในอดีตเมืองเชียงแสนเคยถูกน้ำท่วมหนักและมีดินตะกอนทับถม ชาวบ้านไม่ทราบว่ามีซากวัดเก่าอยู่จึงมาสร้างบ้านเรือนปัจจุบัน จึงเห็นภาพซากโบราณสถานอยู่ติดกับบ้านเรือน เป็นเมืองที่ซ้อนทับกันเป็นร่องรอยระหว่างอดีตกับปัจจุบัน แหล่งรวมวัฒนธรรมโบราณ และจุดกำเนิดของอาณาจักรล้านนา แห่งพญาเม็งราย นั่นเอง

เมื่อมาถึงเมืองเชียงแสนควรแวะมาไหว้พระขอพร หลวงพ่อเชียงแสน สิงห์1 ประดิษฐานเป็นองค์ประธานแห่ง วัดพระธาตุเจดีย์หลวง มีพระเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเชียงแสน องค์เจดีย์สูง 88 เมตร  ฐานกว้าง 24 เมตร ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุกระดูกหน้าอก ถือได้ว่าเป็นวัดที่สำคัญแห่งหนึ่งของเชียงแสน

เดินทางต่อไป อ.แม่สาย จ.เชียงราย ปิดทริปแบบชิลชิล จิบกาแฟแลหน้าผา กันที่ ร้านกาแฟโอโซนผาหมี ดอยผาหมี เป็นแหล่งปลูกกาแฟที่ใหญ่และมีชื่อเสียงอันดับต้นของประเทศไทย เครื่องยอดนิยมอีกอย่างคือ น้ำเสาวรสคั้นสดๆ ร้านนี้ตกแต่งด้วยข้าวโพดดิบห้อยประดับร้าน พร้อมกับพริกแห้งสีสันสดใส มีหลากหลายมุมให้เลือกนั่งได้ชื่นชมบรรยากาศสุดชิล ส่วนอาหารแต่ละเมนูก็ที่โดดเด่นไม่เหมือนที่อื่นอาทิ อาข่าสิบสองปันนา, ไก่ดำ, ปลานึ่งสิบสองปันนา, น้ำพริกถั่วดิน-น้ำพริกอาข่า, ยำผักสมุนไพร, อาข่าสะเบีย, ข้าวปุ๊กงาดำ, ตำอะลู, ซุปผักเลื่อน ฯ ล้วนเป็นอาหารชนเผ่าอาข่าที่มาแล้วอยากให้ลอง อร่อยถูกปากแน่นอน เพราะมาถึงในยามเที่ยงลูกค้าแน่ร้านจนต้องยืนรอ แถมยังเป็นร้านที่อนุรักษ์ธรรมชาติคืองดการใช้ถ้วย จาน ใส่อาหาร แต่นำวัสดุธรรมชาติเช่น กระบอกไม้ไผ่และใบตองมาใช้แทน ส่วนการทำความสะอาดจะไม่ใช้สารเคมีหรือน้ำยางล้างจาน จะใช้การต้มน้ำร้อนลวกและร่มควันฆ่าเชื้อแทน

สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจอยากจะมาเที่ยวที่เชียงรายแต้แต้ สามารถสอบถามรายละเอียดที่กิน ที่พัก ได้ที่ ททท.สำนักงานเชียงราย โทร.0-5374-4674 พร้อมแอดไลน์ @tatchiangrai แล้วกดรับคูปองจากโรงแรมที่พักที่ร่วมรายการ เช่น The Riverie by Katathani, Le Patta Hotel, บ้านกิ่วกาญจน์, ดอยสะโง้, สวรรค์บนดิน ฟาร์ม แอนด์ โฮมสเตย์, บ้านหล่อโย และอื่นๆ อีกมากมาย แถมยังมีส่วนลดอาหารเครื่องดื่มและกิจกรรมสนุกๆ หมดเขต 30 กันยายน 2562 นี้เท่านั้น

ดื่มกาแฟ ส่องวิว ภูกระดึง ที่ ส่วง คาเฟ่กลางทุ่งนาสีเขียว

ร้านส่วง เป็นคาเฟ่กลางทุ่งนาสีเขียว ที่ขายทั้งอาหาร และ เครื่องดื่ม ตัวร้านเปิดโล่งรอบด้าน เผยให้เห็นทุ่งนาสีเขียวขจี สุดสายตา แบบรอบทิศ นอกจากจะมีโต๊ะภายในร้านแล้ว บริเวณชานร้านที่จรดทุ่งนานั้น มีโต๊ะเตี้ยๆ สามารถนั่งชมทุ่งนา พร้อมวิวภูกระดึงสูงใหญ่ ที่ทอดเงามาถึงร้านในยามเย็น ทำให้บรรยากาศนั้นชิลล์ยิ่งขึ้นไปอีก

ใครที่อยากจะชิลล์ หรือทำให้สมองปลอดโปร่ง ร้านนี้คือสถานที่สำหรับคุณแน่นอน

ส่วง เป็น ภาษาอีสาน แปลว่า โล่ง สร่าง ปลอดโปร่ง ทุกความหมายคือความสบายที่คุณจะได้มาสัมผัส

ใครที่แวะไปภูกระดึงสามารถแวะชิมเครื่องดื่ม และทานอาหารกันได้นะครับ ร้านอยู่ก่อนถึงด่านเก็บเงินอุทยานแห่งชาติภูกระดึง นิดเดียว

ปล. ช่วงนี้ร้านยังไม่เสร็จ 100% แต่ก็เปิดรับลูกค้าให้เข้าไปแล้ว อาจจะมีขลุกขลักในเรื่องความช้าของการทำเครื่องดื่มอยู่บ้าง แต่ก็สามารถชมวิว เมาท์มอยกับเพื่อนๆที่ไปกินดื่มด้วยกัน รอได้แบบเพลินๆ

เมนู เครื่องดื่ม กาแฟ ชา นมสด ของร้าน ส่วง ภูกระดึง

 “วัดร่องขุ่น ไลท์ เฟส ตอน ปฐมบท” สุดยอดโชว์มัลติมีเดียระดับโลกสูงเท่าตึก 4 ชั้น เนรมิตร 6 จุดให้มีชีวิต เปลี่ยนสี เปล่งแสงยามค่ำคืนในฤดูหนาว

ในปลายปี 2562 นี้ประเทศไทยจะได้โชว์ความยิ่งใหญ่งดงามตระการตาผ่านผลงานศิลปะของชาติที่เกิดจากความร่วมมือของ 2 ครีเอเตอร์คนสำคัญแห่งวงการอย่าง อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติผู้สร้าง “วัดร่องขุ่น” 1 ใน 10 “วัดที่สวยที่สุดในโลก” และ คุณเกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท   อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) กับโปรเจคยักษ์แห่งปี “วัดร่องขุ่น ไลท์ เฟส ตอน ปฐมบท” (Wat Rong Khun Light Fest, Episode: Begins)

นับเป็นครั้งแรกที่สถาปัตยกรรมพุทธศิลป์ที่มีอัตลักษณ์และคุณค่าได้ถูกนำมาผสมผสานกับเทคโนโลยีดิจิทัลระดับโลก เนรมิตรสุดยอดโชว์มัลติมีเดียที่มีความสูงเท่าตึก 4 ชั้น สร้างปรากฏการณ์เปิดมิติใหม่แห่งความมหัศจรรย์ที่ทั่วโลกรู้จักในชื่อของ “วัดขาว” กำลังจะถูกเปลี่ยนสี เปล่งแสงในยามค่ำคืน ร่วมตื่นตาตื่นใจไปกับอรรถรสการแสดง ผสมผสานเทคนิค 3D Mapping, เลเซอร์โชว์ และปรากฏการณ์ Immersive Experience ฯ สร้าง 6 จุดแลนด์มารค์ภายในวัดร่องขุ่นให้มีชีวิตในยามค่ำคืนเป็นครั้งแรก พร้อมปริศนาธรรมที่แฝงแง่คิดตามคำสอนทางพระพุทธศาสนา ภายใต้คอนเซปต์ “THE ILLUMINATION OF WHITE TEMPLE”

โดยพื้นที่จัดแสดงจุดที่ 1-5 เป็นการเดินชม มีทั้งหมด 6 จุด เริ่มจากจุดที่ 1.ปากพญามาร-ขุมนรก (THE SINS) โชว์แมปปิ้งเลเซอร์ที่ชวนสยองขวัญไปกับความน่ากลัวของขุมนรกและสะพานเชื่อมต่อทอดยาวที่รอรับเพียงดวงจิตที่บรรลุธรรมเพื่อเดินทางสู่พุทธภูมิเบื้องหน้าอันเป็นหนทางสู่สรวงสวรรค์จุดที่ 2.อุโบสถ (THE WAY TO HAVEN) จิตที่ละได้ซึ่งกิเกสตัญหาเจริญสู่แดนทิพย์วิมาน ประหนึ่งบัวหลุดพ้นน้ำเบิกบานจิต จุดที่ 3.บ่อน้ำอธิษฐานจิต (ASTROLOGY) แสงแห่งแรงอธิษฐานนำแสงสว่างมาสู่ภายในจิตใจ จุดที่ 4. ต้นโพธิ์แห่งการตรัสรู้ (ENLIGHTENING) การรู้แจ้งของพระพุทธเจ้า จุดที่ 5.เมรุ (CIRCLE OF LIFE) สัจธรรมแห่งชีวิต วงจรสังสารวัฏตระหนักถึง อนิจจัง (ไม่เที่ยง) ทุกข์ขัง (เป็นทุกข์) อนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน) เพื่อมุ่งสู่สุญญตา (ความว่างเปล่า)

โดยเฉพาะการแสดงไฮไลท์ในจุดที่ 6. การแสดงมัลติมีเดียผสมผสาน LIVE PERFORMANCE ณ หอพระพิฆเนศ (THE BEGINS) เป็นการนั่งชมจำกัดเพียง 1,000 ที่นั่ง ถ่ายทอดเรื่องราวปฐมบทของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ กว่าจะมาเป็นศิลปินแห่งชาติผู้ยิ่งใหญ่และเป็นผู้ก่อตั้ง “วัดร่องขุ่น” จนมีชื่อเสียงโด่งดังในระดับนานาชาติ ตลอดระยะเวลา 22 ปีแห่งความสำเร็จ ที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทยด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวมากกว่า 2 ล้านคนต่อปี

เป็นอีกโปรเจคไฮไลท์ของปีที่อาจจะเป็นแค่เพียงเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่เปิดวัดให้ชมความมหัศจรรย์ของสถาปัตยกรรมพุทธศิลป์ที่สวยงามระดับเวิลด์คลาสของไทยในยามค่ำคืน ที่จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวสร้างรายได้และชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ที่สำคัญยังได้ร่วมทำบุญรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายบัตรเข้าชมมอบให้โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

นอกจากนี้ “วัดร่องขุ่น ไลท์ เฟส ตอน ปฐมบท” ยังเป็นการรวมตัวของสุดยอดฝีมือจากวงการบันเทิงสาขาต่างๆอาทิ แน่น สราวุธ เลิศปัญญานุช นักแต่งเพลงชื่อดัง, ครูโจ้ วาไรตี้, บริษัท ไลท์ซอร์ส ผู้นำการออกแบบแสงในอุตสาหกรรมบันเทิง เป็นต้น

เปิดการแสดงทุกวัน เริ่มวันที่ 22 พ.ย.- 22 ธ.ค. 2562นี้ วันละ 2 รอบ รอบแรก เวลา 18:30 น. และรอบสองเวลา 20:30 น. ใช้เวลา 60 นาทีต่อรอบ (จำกัดเพียง 1,000 ที่นั่ง ต่อรอบเท่านั้น) ซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ ที่ไทยทิกเก็ตเมเจอร์ โทร 02 262 3456 หรือ www.thaiticketmajor.com ราคาบัตรตั้งแต่ 400 บาทถึง 1,150 บาท

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ facebook.com/Watrongkhunlightfest; Instagram: Watrongkhunlightfest; www.watrongkhunlightfest.com;

https://www.youtube.com/watch?v=GGXNa5OrIXY;

เที่ยวเกาะ Roosevelt Island ชมวิวหมู่ตึกแมนฮัตตันสุดตระการตา พร้อมฟินไปกับดอกซากุระบาน

ใครไปเที่ยวนิวยอร์ก ห้ามพลาดที่จะไปเที่ยวที่เกาะ Roosevelt Island (เกาะ รูสเวลท์ ไอซ์แลนด์) เพราะที่นี่คือที่ที่จะได้เห็นหมู่ตึกระฟ้าบนเกาะแมนฮัตตัน แบบเต็มตา เต็มอารมณ์ ส่วนผมนอกจากจะเป็นคนรักตึกแล้ว ที่นี่ยังเป็นหนึ่งในฉากแอคชั่นในเรื่อง Spider-Man ที่ติดค้างในใจว่าถ้าได้มาที่นิวยอร์กต้องมาเยือนสักครั้ง ผมมั่นใจว่าที่ เกาะ Roosevelt Island จะทำให้คุณหลงรักนิวยอร์กมากขึ้นแน่นอน

เกาะ Roosevelt Island เป็นเกาะเล็กๆที่อยู่ระหว่าง ฝั่ง Manhattan กับ Queens (บ้านของ Spider-man ในเรื่อง) เป็นเกาะเล็กๆที่มีแม่น้ำ Hudson และ East river ขนาบ เป็นเกาะเล็กๆที่เงียบสงบ สามารถเดินเที่ยวได้ครบในเวลาไม่นานนัก ซัก 1-2 ชั่วโมง ถ้าคุณไม่ติดใจความสงบ และชิลล์ของที่นี่ซะก่อน เพราะผมติดใจจนมาเที่ยวถึง 2 หนในทริปครั้งนี้

ก่อนที่จะไปชมสถานที่ท่องเที่ยวและวิว เรามารู้ประวัติของที่นี่กันก่อน เพื่อที่จะได้อินกับการเดนเที่ยวกันนะครับ

Roosevelt Island มีหลายชื่อมาก ในสมัยที่ยังเป็นเกาะของชาว Native American มีชื่อว่า Minnahannock และเปลี่ยนชื่อเป็น Varkins Island ในช่วงที่ถูกครอบครองโดยชาวดัช ในช่วงปี 1600s ถูกครอบครองโดยครอบครัว Blackwell จึงตั้งชื่อเป็น Blackwell Island ก่อนขายต่อให้กับ the City of New York ในปี 1828 ในราคา $30,000

ในช่วงปี 19th Century เกาะถูกใช้เป็นพื้นที่สำหรับโรงพยาบาลจิตเวช โรงพยาบาลกักกันโรคติดต่อ โรงเลี้ยงหมู รวมถึงบ้านพักสำหรับผู้ยากไร้ และถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Welfare Island ในปี 1921 หลังจากนั้นถูกเปลี่ยนเป็นที่อยู่อาศัยราคาประหยัด และเปลี่ยนชื่อเป็น Roosevelt Island

  • ในปี 1600s พื้นที่บนเกาะ Roosevelt Island เคยเป็นฟาร์มหมูมาก่อน และเริ่มมีการสร้างบ้านอาศัยในปี 1796 (Blackwell’s House)
  • ในปี 1828 ที่นี่เคยใช้เป็นที่กักกันนักโทษคดีร้ายแรงจาก Manhattan
  • ในปี 1841 มีการสร้างบ้านพักอาศัย และเป็นที่อยู่ของผู้ยากไร้
  • ในปี 1973 เกาะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Roosevelt Island ตามชื่อประธานาธิบดี คนที่ 32  ของ สหรัฐอเมริกา Franklin D. Roosevelt และปรับปรุงอาคารต่างๆเป็นที่พักอาศัย

การเดินทางไป Roosevelt Island

สามารถเดินทางไป Roosevelt Island ได้ 4 วิธี

  1. Q102 Bus – สำหรับเดินทางจากฝั่ง Queens ผ่านทาง Roosevelt Island Bridge
  2. นั่ง Uber – สำหรับเดินทางจากฝั่ง Queens ผ่านทาง Roosevelt Island Bridge
  3. Subway F – สำหรับเดินทางจาก Queens และ Manhattan สามารถเดินทางด้วย Subway สาย F ลงสถานี Roosevelt Island
  4. Tram (กระเช้าลอยฟ้า) – สำหรับเดินทางจากฝั่ง East Manhattan ซึ่งเป็นระบบเดียวกันกับ MTA หรือ Subway ค่าโดยสารเที่ยวละ $2.75 แต่หากใครใช้บัตร metro card รายสัปดาห์หรือรายเดือน ก็สามารถนั่งได้ฟรี

ส่วนผมนั้นมีบัตร metro card 7 วันอยู่ใมมือ เลยเลือกนั่ง Subway สาย F มาลงที่สถานี Roosevelt Island เลย แล้วขากลับเลือกขึ้น Tram กลับไปยังฝั่ง Manhattan ที่สามารถเห็นวิวแม่น้ำ Hudson และ วิวเมืองแบบเต็มตาในมุมสูงอีกด้วย

สะพาน Queensboro Bridge

เมื่อเดินขึ้นมาจาก Subway เราก็จะเห็นอพาร์ทเม้นท์หรูสุดแพง ที่ชาวเกาหลีนิยมมากอยู่กัน และ สะพาน Queensboro Bridge ซึ่งเป็นสะพาน 2 ชั้น เชื่อมระหว่างเกาะแมนฮัตตันกับควีนส์ ที่พาดข้ามเกาะนี้ไปแบบไม่ใยดี ตรงตีนสะพานมีต้นซากุระกำลังบานสะพรั่งสีชมพูสด

Cherry Walk

เดินมาสักพักก็จะถึง Cherry Walk หรือเส้นทางเดินชมดอกซากุระ ที่จะบานอยู่ริม แม่น้ำฮัตสัน ยาวประมาณ 800 เมตร  ก่อนมาก็ลุ้นว่าจะเจอซากุระบานบ้างหรือเปล่า เพราะปีนี้หนาวเย็นนานเป็นพิเศษ แต่พอมาถึงก็มีให้เห็นบ้างประปราย แแต่ส่วนมากยังไม่บาน รู้สึกเสียดายบ้าง แต่ได้ไปเห็นที่ Washington DC มาแล้ว เลยพอทำใจได้ ถ้าใครมาช่วงที่ดอกซากุระบานเต็มที่นี่ก็สวยไม่แพ้ที่ญี่ปุ่นเลยทีเดียว ลองคิดภาพตามนะครับ ซากุระที่บานฟูเต็มต้น ยาวเกือบกิโล ที่มีฉากหลังเป็นหมู่ตึกบนเกาะแมนฮัตตัน แค่คิดก็ฟินแล้วใช่มั้ยครับ ซึ่งถ้าใครมา เที่ยวนิวยอร์ก ช่วง Spring ฤดูใบไม้ผลิแบบนี้ แล้วมีแผนการเดินทางมาเที่ยวที่ Roosevelt Island อย่าลืมเช็คดีๆนะครับ ซึ่งดอก ซากุระ ที่นี่ จะมี 2 สายพันธุ์ จะบานห่างกันประมาณ 2 สัปดาห์

ผมใช้เวลาถ่ายภาพวิว และภาพตัวเอง ที่นี่นานมาก เพราะเป็นบรรยากาศในแบบที่ผมฝันไว้ ผมนั่งบนม้านั่งที่มีตลอดเส้นทาง ปล่อยอารมณ์ แล้วมองไปทางเกาะแมนฮัตตัน จนเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จึงไปต่อสถานที่ต่อไป

Smallpox Hospital

เดินต่อเข้าไปใน Park จะเจอกับซากปรักหักพังของโรงพยาบาล Smallpox Hospital หรือโรงพยาบาลรักษาและกักกันโรคฝีดาษในอดีต ที่นี่ล้อมรั้วไว้ เราสามารถถ่ายรูปได้จากนอกรั้วเท่านั้น ไม่สามารถเข้าไปได้

Franklin D.Roosevelt Four Freedoms State Park

เมื่อเดินต่อมาจะพบกับ Franklin D.Roosevelt Four Freesoms State Park ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานแห่งแรกของท่าน ที่อยู่ใน New York City เปิดตั้งแต่ปี 2012 (แต่การออกแบบยังดูทันสมัยมากๆ) ออกแบบโดย Louis I. Kahn ตั้งอยู่ทางปลายใต้สุดของ Roosevelt Island

Four Freedoms ประกอบด้วย Freedom of Expression, Freedom of Speech, Freedom of worship, Freedom from want และ freedom from fear.

Four Freedoms ประกอบด้วย Freedom of Expression, Freedom of Speech, Freedom of worship, Freedom from want และ freedom from fear.
Four Freedoms ประกอบด้วย Freedom of Expression, Freedom of Speech, Freedom of worship, Freedom from want และ freedom from fear.

รูปปั้นบรอนซ์ Franklin D.Roosevelt ตั้งอยู่ที่ปลายทาง
รูปปั้นบรอนซ์ Franklin D.Roosevelt ตั้งอยู่ที่ปลายทาง
ปลายเกาะเผยให้เห็นแม่น้ำและเกาะ Manhattan สวยๆแบบนี้
ปลายเกาะเผยให้เห็นแม่น้ำวิวสวยๆแบบนี้
จากเกาะ Roosevelt Island สามารถมองเห็นป้าย Pepsi-Cola ที่ Long Island City อย่างชัดเจน
จากเกาะ Roosevelt Island สามารถมองเห็นป้าย Pepsi-Cola ที่ Long Island City อย่างชัดเจน

Cornell Tech Campus

หลังจากผมเดินไปสุดปลายสวน Freedom Park แล้วจึงเดินย้อนกลับมาเพื่อที่จะขึ้น Tram กลับไปแมนฮัตตัน แต่ก่อนกลับเลยแวะเข้าไปเดินชม Cornell Tech Campus วิทยาเขตของ Cornell สถาบันดัง ที่ตั้งอยู่ข้างๆกันกับ Cherry Walk ซึ่งเป็นกลุ่มตึกและ Park ขนาดใหญ่ วันที่อากาศดีๆ จะมีคนมานั่งเล่น นอนเล่น หรือปิคนิคกันเลยก็มี แถมยังมีจุดถ่ายรูปสวยๆกับ Queenboro Bridge อีกด้วย ตอนนี้ก็เที่ยงพอดี ก็เลยถือโอกาสไปกินข้าวเที่ยงในโรงอาหารของมหาวิทยาลัยซะเลย ขอบอกว่าอาหารที่นี่ทั้งถูกและอร่อย ผมเลือกกินพิซซ่าที่สามารถเลือกส่วนผสมของหน้าได้เองตามความชอบ และ ซื้อน้ำ และ ไอศครีม ที่มี logo ของ มหาวิทยาลัยมากินปิดท้าย แถมได้ถ่ายรูปเท่ๆเช็คอินอีกด้วย เท่มากๆขอบอก

ขากลับ เราเลือกนั่ง Tram เป็นเคเบิ้ลคาร์กลับไปที่ฝั่งแมนฮัตตัน ใช้ บัตร metro card 7 วัน ที่อยู่ในมือผ่านเข้าประตูไปได้เลย ผมเลือกจะยืนชิดกระจกด้านซ้ายเพื่อชมวิว แมนฮัตตัน ฝั่ง Downtown ซึ่งก็ไม่ผิดหวังวิวสวยมากจริงๆ แถมฟรีอีกด้วยนะครับ ^^

ทั้งหมดนี้คือส่วนเติมเต็มความฝันของผมที่ตั้งใจใส่ลงในแผนเที่ยวในทริปนิวยอร์กครั้งนี้ เกาะ Roosevelt Island ทำให้ผมมีความสุขมากจริงๆ เกาะเล็กๆแห่งนี้เงียบสงบชิลล์ ต่างกันสุดขั้วกับฝั่งแมนฮัตตัน ถ้าได้มีโอกาสกลับมาเที่ยวอเมริกา และที่ New York อีกครั้ง ผมก็จะใส่ รูสเวลท์ ไอซ์แลนด์ แห่งนี้ลงในแผนการเที่ยวอีก นี่คือหนึ่งสถานที่ที่อยากจะให้ทุกคนได้มาเยี่ยมชม แล้วทุกคนจะหลงรักเหมือนผม