ชวนเที่ยว ฟุกุชิมะ (Fukushima) เมืองชิลๆ ที่น่าลอง

จังหวัดฟุคุชิมะ (Fukushima) หนึ่งในความงดงามทางธรรมชาติของภูมิภาคโทโฮขุ ประเทศญี่ปุ่น เต็มไปด้วยเสน่ห์ทางธรรมชาติที่น่าสนใจ  มีเมืองเล็กๆ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยธรรมชาติที่น่าไปสัมผัสมากมาย อาทิ Shirakawa, Koriyama, Tamura, Aizu ฯลฯ หากมีเวลาปลีกตัวจากความวุ่นวายในตัวเมือง อยากให้ลองมาท่องเที่ยวแบบสบายๆ ทางธรรมชาติดูบ้าง เริ่มจาก

ปราสาทสึรุกะ (Tsuruga Castle)

ปราสาทนกกระเรียนมีทั้งหมด 5 ชั้น โดดเด่นด้วยผนังสีขาวตัวกับสีหลังคากระเบื้องสีแดง ซึ่งเป็นปราสาทสีแดงเพียงแห่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ในญี่ปุ่น ภายในอาคารเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของปราสาทสึรุกะและศิลปะ วัฒนธรรมสมัยก่อนของดินแดนไอซุวาคามัตสึ หากขึ้นไปยังชั้นบนสุดของตัวปราสาทจะได้พบบรรยากาศสวยงามจากมุมสูง ธรรมชาติ ภูเขาที่รายล้อมได้อีกด้วย บรรยากาศรอบปราสาทสวยงามมาก ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ในปราสาทที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นตะวันออก และยังได้ขึ้นทะเบียนเป็นหนึ่งใน 100 ปราสาทขึ้นชื่อของญี่ปุ่น



Yunokami onsen station

สถานียุโนะคามิออนเซ็น (Yunokami Onsen) เป็นสถานีรถไฟเล็กๆ บรรยากาศน่ารัก เป็นเมืองออนเซนชั้นดีแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น อาคารตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม โอบล้อมไปด้วยหุบเขา มีบ่อน้ำร้อนสำหรับแช่เท้าที่ใช้บริการได้ฟรีด้วย เดินทางจากสถานี AIZU-WAKAMATSU สาย Aizu railway for AIZU TAJIMA มาลงที่ Yunokami Onsen Station ใช้เวลาประมาณ 35 นาที

Ashinomaki-Onsen Station (สถานีแมว)

ทาสแมวไม่ควรพลาด สถานีที่มีแมวเป็นคนดูแล โดยก่อนนี้มีนายสถานีสุดคูลทั้ง 3  “บัส, เลิฟ, โคทาโร่” ที่คอยเฝ้าดูแล ปัจจุบัน “บัส” ได้จากไปแล้ว จึงเหลือ “เลฟ และโคทาโร่ คอยดูแลอย่างไม่บกพร่อง หากใครมาท่องเที่ยวสามารถถ่ายรูปกับนายสถานีสุดเท่ได้ แต่ห้ามใช้แฟลช นะคะ  ในสถานีมีของฝาก ทั้งรูป ทั้งพวงกุญแจ หรือสินค้าอื่นๆ เกี่ยวกับน้องแมวเป็นที่ระลึกอีกด้วย

Sazaedo Temple

เป็นวัดรูปทรงหกเหลี่ยม สร้างจากไม้สูงสามชั้นดูสวยแปลกตา เอกลักษณ์ที่แตกต่างไม่เหมือนใครคือภายในเป็นบันไดวนออกแบบให้ทางเข้า และทางออกเป็นคนละเส้นทางกัน ส่วนด้านในตกแต่งสวยงาม มีรูปเคารพของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์หรือเจ้าแม่กวนอิม 33 องค์ให้ผู้คนได้มาสักการะ   ถือเป็นวัดที่สวยและแปลกตาที่สุดเป็นหนึ่งเดียวในโลก วิหารแห่งนี้ยังได้รับการจดทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติอีกด้วย

โรงเรียนซามุไร Nisshinkan

เป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งระดับแนวหน้าในญี่ปุ่น ในการสอนวิถีการเป็นซามุไร มุ่งเน้น การทำสมาธิแบบเซน,พิธีชงชาและยิงธนูญี่ปุ่น เข้มงดทั้งด้านวิชาการ ศิลปะการต่อสู้ และฝึกฝนความอดทนทั้งร่างกายและจิตใจ หากต้องการหากิจกรรมทำสามารถมาที่นี่ได้ มีให้ได้เรียนรู้มากมาย อาทิ ยิงธนู ฟันดาบ นั่งสมาธิ วาดภาพ เป็นต้น

Tadami River Bridge

เส้นทางรถไฟสายทาดามิ เป็นเส้นทางมีชื่อเสียงเรื่องความสวยงามเป็นที่สุด ทัศนียภาพเต็มไปด้วยธรรมชาติที่มีสีสันและมีชีวิตชีวา โดยเฉพาะช่วงจังหวะที่รถไฟกำลังวิ่งข้ามสะพานนั้นถือเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมที่ไม่ควรพลาด ต้องคอยเช็คเวลารถไฟวิ่งผ่านให้ดี มิฉะนั้นคุณอาจพลาดช่วงเวลาที่สวยงามได้ ซึ่งความสวยงามนี้สามารถเยี่ยมชมได้ทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นซากุระ ใบไม้เปลี่ยนสี หรือหิมะตก รับรองได้ว่ามาแล้วจะไม่ผิดหวังเลยจริงๆ

GOLD HOUSE MEGURO

หากมาเที่ยวในช่วงฤดูหนาว ไม่ควรพลาด  GOLD HOUSE MEGURO เป็นบริการพาไปตกปลาน้ำแข็ง ที่ ทะเลสาบอินะวะชิโระ (Inawashiro Lake)  นอกจากนี้ GOLD HOUSE MEGURO ยังมีร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก และเป็นสถานที่ติดต่อกิจกรรมต่างๆ ด้วย ซึ่งต้องนั่งเรือออกไปยังบ้านพักสำหรับตกปลากลางทะเลสาบ ภายในบ้านก็จะมีที่นั่งสำหรับตกปลาอยู่สองฝั่ง หันหน้าเข้าหากัน มีช่องตรงกลางเอาไว้สำหรับหย่อนเบ็ดตกปลา มีฮีทเตอร์ทำความร้อน สามารถนั่งตกได้อย่างสบายใจ ปลาที่ตกได้เรียกว่า ปลา Wakasagi เป็นปลาขนาดเล็ก นิยมนำมาทอดกรอบแบบเทมปุระ กินได้ทั้งตัว

Eiji Tsuburaya Museum

พิพิฑภัณฑ์สำหรับคุณ เอจิ สึบุรายะ (Eiji Tsuburaya) ผู้ให้กำเนิดยอดมนุษย์อุลตร้าแมน ฉายาเจ้าพ่อแห่งสเปเชี่ยลเอฟเฟ็คของญี่ปุ่น (รวมถึง Godzilla) ) ภายในพิพิฑภัณฑ์จะมีประวัติและผลงานต่างๆ ของคุณ เอจิ สึบุรายะ (Eiji Tsuburaya) หุ่นจำลองก๊อตซิล่า และวีดีโอจำลองเรื่องราว สำหรับแฟนๆ ซุปเปอร์ฮีโร่รุ่นเก๋าจากญี่ปุ่นอย่างอุลตร้าแมน ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

Mushi Mushi Land

พิพิธภัณฑ์แมลงที่รวบรวมแมลงมากมาย หลากสายพันธุ์ แปลกๆ ที่ไม่คุ้นเคยให้ได้สัมผัส อาทิ ด้วง แมงมุม แมลงทับ ฯลฯ

ถ้ำอาบูคุมาโดะ (Abukumado Cave)

ถ้ำแห่งนี้เป็นถ้ำหินปูนเพียงแห่งเดียวของญี่ปุ่น มีความยาวราว 600 เมตร มีหินงอกหินย้อยมากจนเรียกได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งในซีกโลกตะวันออกเลยทีเดียว ซึ่งกว่าจะสวยงามและใหญ่โตได้ขนาดนี้ใช้เวลามากถึง 80 ล้านปี  ภายในถ้ำอาบุคุมะโดนั้นเดินง่าย สะดวก  หินงอก หินย้อยรูปร่างสวยงาม มีจุดเด่นในถ้ำหลายจุด อาทิ การแสดงไฟภายในถ้ำ หินสะท้อนแสง  อีกทั้งยังมีหินหน้าตาแปลกๆ อย่าง โยไกโนะโท (Yokai no To – Tower of Ghosts) มีหน้าตาประหลาดทำให้เกิดจินตนาการไปต่างๆ นานา และ ฮาคุจิโนะทาคิ (Hakuji no Taki – White Porcelain Falls) หินรูปร่างเหมือนกับน้ำตก  จุดอลังการที่สุดของถ้ำ คือบริเวณห้องโถงขนาดใหญ่ที่มีความสูงถึง 29 เมตร เรียกว่า ทาคิเนะโกะเท็น (Takine Goten) ซึ่งจะได้เห็นหินงอก หินย้อยขนาดใหญ่ซึ่งมีลักษณะโดดเด่นและหายากได้ที่นี่

Hoshinomura Observatory

โฮชิโนะมุระ เท็นมนได เป็นหอดูดาว ที่อยู่ใกล้บริเวณถ้ำอาบูคุมาโดะ (Abukumado Cave) เป็นหอดูดาวกลางแจ้งที่มีกล้องขนาดใหญ่ ไว้ดูดาว ซึ่งสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน  และภายในมีจัดแสดงแร่หิน หินสีต่างๆ และฟอสซิล ต่างๆ ด้วย

นอกจากสถานที่เที่ยวแล้ว ยังมีอาหารประจำถิ่นที่น่าสนใจอีกด้วย อาทิ

Sky Place Tokiwa:Yasai Curry

ข้าวแกงกะหรี่ผักรวม อาหารอร่อยอีกจานที่มีชื่อเสียงของเมือง Tamura  มาแล้วไม่ควรพลาด อุดมไปด้วยผักสดออแกนนิคหลายชนิดตามฤดูกาล สีสันน่ากิน รับรองไม่เคยทานที่ไหนแน่นอน

Sauce Katsu-don

อาหารอีกจานที่ได้รับความนิยมมากในประเทศญี่ปุ่น ซอสคัตสึด้ง คือข้าวราดหน้าด้วยหมูทงคัตสึธรรมดาๆ แล้วราดด้วย ซอสสูตรพิเศษของร้าน

Bannai Shokudo

ราเม็งสูตรนี้เป็นของร้านชื่อดัง บันไน โชกุโด (坂内食堂 – Bannai Shokudo) แห่งเมืองคิตะกะตะ ราเมงเส้นใหญ่ สดใหม่ที่นวดแป้งเองกับน้ำซุปต้มกระดูกแบบน้ำใสปรุงรสอย่างอร่อย สืบทอดคงามอร่อยนี้กันมานานไม่ต่ำกว่า 50 ปี ความพิเศษของคิตะคาตะราเมง คือเส้นที่หยัก และน้ำซุปที่รสชาติเบาๆ แต่รสชาติจัดเต็มความอร่อย

ที่สุด Rooftop Bar ชมวิวอ่าวพัทยา PIPPA RESTAURANT @ MYTT BEACH HOTEL พัทยา

มา พัทยา ทั้งที ต้องหาที่นั่งดื่ม ทานอาหารอร่อย พร้อมวิวสุดยอดพระอาทิตย์ตกแบบพาโนรามา บอกเลยว่า  PIPPA RESTAURANT นั้นคือสถานที่แรกในใจ เพราะนอกจากจะตั้งอยู่บนชั้นสูงสุดของโรงแรม MYTT BEACH RESORT พัทยา แล้ว ที่นี่ยังมีโซนทั้งทั้งดื่มชิลล์ๆกับคนรัก และ เพื่อนๆ พร้อมทั้งโซนเรสเตอร์รอง ที่สามารถทานอาหารอร่อยได้ทั้งครอบครัว พร้อมดื่มด่ำบรรย่กาศของอ่าวพัทยาได้แบบพาโนรามารอบทิศทุกโซน

ส่วนที่ 1 – Sunset Bar

โซนด้านหน้าสุดที่อ่าวพัทยาปะทะสายตาตั้งแต่มาถึงเลยก็ว่าได้ โซนนี้เอาไว้นั่งดริ๊งค์ ชมวิว จิบเครื่องดื่ม เบียร์ ค็อกเทล พร้อมนั่งชมวิวพัทยาแบบสวยๆ เป็นจุดถ่ายรูปเช็คอินที่ใครเห็นต้องรีองว้าวแน่นอน ที่นี่จะมีดีเจมาเปิดเพลงให้เราฟังด้วนนะ

โซนนี้จะมีชั้น2 ด้วย เดินขึ้นบันไดไปข้างบนก็จะมีเคาท์เตอร์บาร์ให้นั่งชมวิว เห็นวิวเกาะล้านเป็นฉากหลัง ขอบอกว่าที่นี่ขมพระอาทิตย์ตกสวยจับใจจริงๆ

เครื่องดื่มที่นี่มีหลากหลาย ทั้ง cocktail, mocktail, เบียร์, ไวน์ สามารถเลือกเครื่องดื่มแก้วโปรดมานั่งจิบชมวิวทะเลกันเลยครับ ส่วนใครสั่งใกล้ๆบาร์ชงเครื่องดื่ม สาวๆก็จะฟินๆหน่อย เพราะหนุ่มบาร์เทนเดอร์นั้นหน้าตาดีมาก

และนี่คือเครื่องดื่มที่ผมและเพื่อนๆสั่งมาดื่มในค่ำคืนนี้

Casse Noisette 350


West Indie 340


Mojito 350


Rasberry Smash 390


Negroni 350

ส่วนที่ 2 – The Dining

ส่วนนี้เขยิบเข้ามาอีกฝั่งของตึก มีทั้งโซนอินดอร์ ที่มีกระจกกั้นกับโซนเอาท์ดอร์ แต่ความสวยของวิวนั้นไม่ลดหย่อนลงเลย ใครอยากนั่งเย็นๆก็เลือกด้านใน ส่วนใครอยากสัมผัสลมธรรมชาติก็นั่งตรงระเบียงด้านนอกได้ โซนนี้เน้นการรับประทานอาหาร แต่สามารถเลือกเครื่องดื่มมาดริ๊งค์ได้ไม่ผิดกฏอะไร โดยมื้อค่ำนี้ ผมเลือกเมนูที่ให้ความเป็นทะเล และ เมนูไก่ทอด ที่เรียกได้ว่าอร่อยทุกเมนูเลย พร้อมปิดท้ายด้วยขนมหวานจานเด็ด

Samjang Quinoa Carbonara 1050


Seafood Bisque 280


Chicken Waffle Thai Style 320


Hamachi Thai Ceviche 350


KFC Rocket Byte 295


Uni Rice Bomb 650

ปิดท้ายด้วย Chessy Chocolate Souffle 280

โซนที่ 3 – PIPPA Secret Bar

ห้องลับสำหรับคนรักความเป็นสว่สนตัว ถ้าอยากแดนซ์แบบจัดเต็มปลดปล่อยความเป็นตัวตนของคุณ ก็แวะมาที่โซนนี้ได้เลย โดยห้องนี้จะอยู่ด้านหลังของโซนทานอาหาร

รายละเอียดเพิ่มเติม

PIPPA Restaurant
ชั้น 19 โรงแรม Mytt Beach Hotel
10 Moo 9 North Pattaya Soi 3, อำเภอบางละมุง ชลบุรี 20150
เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน เวลา 16.30 – 00.00 น.
โทร : 038 259 510
เว็บไซต์ https://www.pipparestaurant.com/

 

DROP BY DOUGH คาเฟ่เปิดใหม่ ถ่ายรูปสวย ย่านอุดมสุข ชิมโดนัท จิบกาแฟ ถ่ายรูปเท่ๆ ฟินสุดๆ  

หากคิดถึงโดนัท คุณอาจจะคิดว่ามันคือขนมธรรมดา แต่ที่ร้าน DROP BY DOUGH ของ 2 หนุ่ม Blogger ชื่อดังเจ้าของเพจ OATS X Somewhere นั้น โดนัท คือ พระเอกของร้านก็ว่าได้ เพราะที่นี่มี โดนัทที่ถูกสอดไส้ครีมมีทั้งหมด 10 รสชาติ ซึ่งในแต่ละวันจะมีให้ชิมวันละ 6-7 รสชาติหมุนเวียนไปเท่านั้น

 

DROP BY DOUGH คาเฟ่เปิดใหม่ ย่านอุดมสุข ที่เดินจากสถานี BTS อุดมสุข ออกประตู1 นิดเดียว เป็นคาเฟ่อีกหนึ่งร้านที่สาย Cafe Hopper ห้ามพลาดต้องรีบมาเช็คอิน ที่นี่ตกแต่งสไตล์ Scandinavian โดยใช้โต๊ะไม้ เคาท์เตอร์กาแฟและโซฟาสีน้ำเงิน ผนังไม้สีน้ำตาล ตัดด้วยผ้าม่านสีครีมอ่อนๆทำให้ดูอบอุ่น

 

นอกจาก โดนัท ที่เป็นพระเอกแล้ว ที่นี่ยังมีเครื่องดื่ม ทั้ง กาแฟ ชา และ น้ำเลมอน ที่จะสร้างความสดชื่นให้กับคุณได้อย่างแน่นอน ซึ่ง กาแฟ ของร้าน DROP BY DOUGH ใช้เมล็ดกาแฟที่สั่งเบลนด์พิเศษจาก Roots ร้านกาแฟชื่อดัง ที่การันตีเรื่องคุณภาพ และอีกเมนูที่เด็ดติดดาวที่คนๅม่ดื่มกาแฟต้องลอง คือ Homemade Lemonade น้ำเลมอนสดรสชาติเปรี้ยวอมหวาน ที่ได้ดื่มคู่กับโดนัทแล้วเข้ากันมากๆ

โดยวันนี้ แอดเลือกชิมโดนัท 3 รสชาติ ได้แก่

🌹Raspberry Rose

โดนัทรสราสป์เบอร์รี่ โรส หวานอมเปรี้ยว หอมกุหลาบ

 

🍂Kyoto Hojicha

โดนัท รส เกียวโต โฮจิฉะ คนรักชาต้องชอบ เพราะรสไม่หวานเกินไป แถมมีกลิ่นชาขึ้นแตะจมูก

 

🥛Classic Vanilla

โดนัท วานิลลา ไส้ข้างในเป็นครีมวานิลลา หอมมัน ไม่หวานมาก

 

📍ที่อยู่ ร้าน #DROPBYDOUGH

ซอยสุขุมวิท 101/2 ถนนสุขุมวิท แขวง/เขต บางนา กรุงเทพฯ (BTS อุดมสุข ทางออก 1)

พิกัด : g.page/Dropbydough

ร้านเปิดบริการ : ทุกวัน 10.00-18.00 น.

โทร : 081-961-9135

www.facebook.com/dropbydough

 

AtomicPills คาเฟ่ย่าน ซ.อารีย์ อร่อยแคลต่ำ โดย หมอตั้ม MasterChef Thailand

AtomicPills คาเฟ่ของ 3 หมอ หนึ่งในนั้นคือ หมอตั้ม MasterChef Thailand (มาสเตอร์เชฟ ประเทศไทย) ร้านตั้งอยู่ย่านอารีย์ ตัวร้านสวยโดดเด่นด้วยสีเหลืองสด
คาเฟ่สุดเท่แห่งนี้เป็นร้านคนในอาชีพนายแพทย์ ที่อยากจะเปลี่ยนความคิดของคนว่า ขนม ไม่จำเป็นต้องแคลอรี่เยอะ และ ที่สำคัญต้องอร่อย หมอเอิร์ธ หนึ่งในเจ้าของคาเฟ่ บอกว่าแนวคิดนี้เป็นที่มาของชื่อร้าน Atomicpills เม็ดยาที่อยากจะส่งไปทำลายล้างความคิดเดิมๆของคนที่กลัวขนมหวาน ที่มาจากความตั้งใจของพวกเขาเหล่าผู้ก่อตั้งซึ่งคือหมอล้วน!!
AtomicPills เม็ดยาเม็ดนี้จะสร้างความอร่อย และจะไม่รู้สึกผิดกับตัวเองเมื่อกินขนมที่คาเฟ่แห่งนี้

AtomicPills วัน-เวลาเปิด
วันธรรมดา 7.00-19.00 น.
หยุดวันอังคาร
วันเสาร์ – อาทิตย์ 8.00-20.00 น.

🙂 Atomicpills 💊🚀

 

พาชมความหลอนของออฟฟิศ Facebook Thailand ตกแต่ง Halloween ธีมผีไทย

บริษัทที่ขึ้นชื่อว่าเป็นออฟฟิศน่าทำงานที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ชื่อ FACEBOOK นั้นติดอยู่ในอันดับต้นๆ และ ในออฟฟิศสาขาประเทศไทย หรือ Facebook Thailand นั้นจัดอยู่ในบริษัทที่น่าทำงานมากๆด้วยเช่นกัน

สิ่งแวดล้อมของ Facebook Thailand ที่น่าทำงานนั้นนอกจากจะมีออฟฟิศที่สวยแล้ว ที่นี่ยังมีอาหาร ของว่าง ขนม และ เครื่องดื่มให้พนักงานได้บริโภคฟรีๆอีกด้วย

และ ความที่ Facebook Thailand เป็นบริษัทที่มาจากฝั่งอเมริกา ดังนั้นเมื่อใกล้ถึงเทศกาลต่างๆของชาวตะวันตก ที่ออฟฟิศในไทยก็จะถูกตกแต่งให้เข้ากับธีมช่วงเทศกาลนั้นๆ อย่างช่วงตุลาคมนี้ ออฟฟิศ Facebook Thailand ก็ไม่พลาดตกแต่งในธีม Halloween แต่จะตกแต่งให้เหมือนผีฝรั่งก็จะเกร่อไปหน่อย ที่นี่เลยขอเท่ ตกแต่งเป็นความเชื่อแบบผีไทยๆซะเลย

ตั้งแต่เราผ่านประตูเข้ามาก็จะสะดุดตากับเคาท์เตอร์ต้อนรับ ซึ่งประดับด้วยผ้าห่อศพที่มีรอยเปื้อนเลือดขาดวิ่นคลุมเคาท์เตอร์อยู่ ด้านบนของเคาท์เตอร์ ทางมุมซ้าย ถูกวางด้วยตุ๊กตานางรำ พร้อมพาน ที่มักใช้ในการเซ่นไหว้ ทางด้านขวานั้น ถูกวางด้วยหม้อดินเผาที่มีดวงวิญญานร้ายอยู่ด้านใน ซึ่งถูกปิดผนึกด้วยผ้ายันต์ลงอาคม และพันด้วยสายสิญจน์อย่างแน่นหนา

ถัดจากเคาท์เตอร์ที่ใครเห็นก็ขนลุกแล้ว มาในส่วนของแท่นลงทะเบียนผู้มาเยี่ยม แท็บเล็ตถูกตั้งวางบนเสาสูงที่ถูกพันด้วยผ้า 3 สี และ พวกมาลัยดอกดาวเรือง คล้ายกับเสาตกน้ำมันที่มีภูติผีสิงสถิตอยู่ เพิ่มความขลังไปอีกขั้นด้วยการปิดทอง จนผมทนไม่ได้ขอแชะภาพ ขอหวยงวดนี้เต็งๆ

ด้านขวาของแท่นลงทะเบียน มีชุดโต๊ะ-ที่นั่งรับแขก ก่อนที่ผู้เยี่ยมชมจะเข้าประตูไปส่วนด้านใน จุดนี้ไม่วายสร้างความหลอน โดยการวาง ม้วนสายสิญจน์ก้อนใหญ่ ที่พร้อมจะเอาไว้ขึงเพื่อป้องกันผีร้ายที่จะมากล้ำกลาย และประดับด้วยเทียนสีขาว ที่ดับลงแล้ว เหมือนกับว่า เพิ่งได้ทำพิธีไล่ผีผ่านพ้นไป!!

หลังจากเสร็จภารกิจการมาอบรมในวันนี้ ผู้มาเยี่ยมชมจะต้องคืนป้ายห้อยคอที่กล่องคืนบัตร ตรงนี้ยังหลอนส่งท้ายด้วยการแขวนพวงมาลัย และมีแมงมุมตัวยักษ์เกาะอยู่ ทำเอาคล้ายศาลเพียงดินริมถนนที่ร่ำลือกันถึงความเฮี้ยน

และสุดท้าย นี่คือป้ายธีมการฉลองเทศกาลฮาโลวีนของชาว Facebook ในชื่อ Hacktober : Unlock the Horror (Security Awareness Month 2019) และความเท่ทั้งหมดนี้ ทำให้บรรยากาศออฟฟิศของ Facebook Thailand นั้นน่าทำงานขึ้นอีกหลายเลเวลเลยทีเดียว!!

นั่งมอง Gamcheon Culture Village มุมสูงที่คาเฟ่วิวสวย VODA VOM (보다봄) ในเมืองปูซาน เกาหลีใต้ #Coffee #Cafe in #Busan #Korea #CafeHopping

ทริปปูซานครั้งนี้ ผมมีโอกาสได้ใส่หมู่บ้านที่มีความพิเศษเฉพาะตัวลงไปในแผนการเดินทางท่องเที่ยวด้วย นั่นคือ Busan Gamcheon Culture Village ที่นี่มีบ้านสีสันสดใสที่ปลูกอยู่กันอย่างหนาแน่นลดหลั่นจากบนยอดเข้าไล่ลงไปจนถึงด้านล่าง หรืออาจจะเรียกที่นี่ว่า มาชูปิกชู แห่งเมืองปูซานก็ได้ ผมเดินชมหมู่บ้านไปเพลินๆ และมาสะดุดตากับคาเฟ่สีขาวที่มีสีฟ้าตัด และอยู่บนด้านบนของหมู่บ้าน ซึ่งคิวว่าที่นี่อาจจะเป็นร้านกาแฟที่วิวสวยแน่ๆ เมื่อก้าวเข้าไปในร้านก็ไม่ผิดคาด ที่นี่วิวสวยมากๆจริงๆ

ร้านกาแฟ VODA VOM (보다봄) เป็นร้านกาแฟเล็กๆ แต่วิวนั้นสวยมากๆ ตั้งอยู่ที่ Busan Gamcheon Culture Village ซึ่งตัวร้านนั้นตั้งอยู่จุดสูงสุดของหมู่บ้าน Gamcheon Village ซึ่งใกล้ๆกับรูปปั้นตัวการ์ตูน Little Prince ยอดฮิตนั่นเอง ที่คาเฟ่ VODA VOM แห่งนี้ มีที่นั่งที่สามารถชมวิวหมู่บ้าน Gamcheon Village ได้ตระการตามากๆ ซึ่งสามารถเลือกนั่งในตัวร้าน หรือ ที่ดาดฟ้าของร้านก็ได้ ส่วนผมไม่พลาดที่จะขึ้นไปดาดฟ้าเพื่อนั่งจิบกาแฟ แล้วก็ชมวิวบ้านสีสันลูกกวาดที่อยู่ตามเนินเขาที่ลดหลั่นกันไป ทั้งคุ้มทั้งฟิน!!

ที่อยู่คาเฟ่ VODA VOM (보다봄)
หมู่บ้าน Gamcheon Culture Village, Busan
การเดินทางด้วยรสบัส
1. ถ้ามาจาก Goejeong Station (Busan Subway Line 1) ให้ออก Exit 6.
ขึ้นรถเมล์ Sakha สาย 1 , Sakha 1–1 ไปลงป้าย Gamcheon Elementary School
2. ถ้ามาจาก Toseong Station (Busan Subway Line 1), ให้ออก Exit 6.
ขึ้นรถเมล์ Saha 1–1, Seogu 2 หรือ sins Seogu 2–2 ไปลงป้าย Gamcheon Elementary School

  

จิบกาแฟ ชมวิวสะพานควางอัน ริมหาดควางอัลลี ที่คาเฟ่ Angel-in-us #Coffee #Cafe in #Busan #Korea #CafeHopping

ใครที่ไป ปูซาน Busan แล้วแวะไปเที่ยวหาดควางอัลลี เพื่อเดินชิลล์ริมหาด และชมสะพานควางอัน แล้วอยากจะนั่งชิลล์ๆ เพื่อจิบกาแฟ หรือเครื่องดื่มโปรด พร้มกับชมวิวสะพานแบบ 180 องศา ผมแนะนำให้ไปคาเฟ่ Angel-in-us Coffee ร้านกาแฟที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ แต่สาขานี้มีตำแหน่งที่ตั้งที่มีวิวหลักล้าน เพราะร้านตั้งอยู่ริมชายหาดควางอัลลี มีเพียงถนนกั้นเท่านั้น ดังนั้นถ้าเราขึ้นไปนั่งชั้น 2 จะสามารถมองเห็นทะเลกว้าง และ สะพานสีขาวสวย ในวันที่อากาศดี สามารถออกไปนั่งที่ระเบียงด้านนอกเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ได้ด้วย แต่ใครอยากจะนั่งส่วนด้านในร้าน ก็สามารชมวิวได้เช่นเดียวกัน

ใครที่อยากจะตามรอยซีรีส์เกาหลี ร้าน Angel-in-us Coffee สาขาควางอัน นี้ เป็นหนึ่งในสาขาที่ใช้ถ่ายทำละครเรื่อง City Hunter อีกด้วย สาวกซีรีส์ก็ได้ฟินไปอีกระดับ คุ้มสุดๆไปเลย

ที่อยู่คาเฟ่ Angel-in-us Coffee สาขาควางอัน
Address : 209 Gwanganhaebyeon-ro, Suyeong-gu, Busan
Tel : 051-761-1111
Website : www.angelinus.co.kr
How to go :
รถไฟใต้ดินปูซานสาย 2 สีเขียว ลงสถานีควางอัน (Gwangan) ทางออก 3 และ 5
หรือ ลงสถานีกึม-นยอน-ซาน (Geumnyeonsan) ทางออก 1 และ 3 สถานีนี้จะเดินใกล้กว่า
หรือ รถเมล์ สาย 41, 42, 140, 239, 240, 139, 131, 131-1 ลงที่ป้าย Gwangalli Beach (광안리해수욕장)

เที่ยว Boston / New York / Washington D.C. ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day2 ]

ทริปวันที่ 2 วันแห่งความประทับใจ เติมความเข้าใจประวัติศาสตร์อเมริกา Freedom Trail  แถมเยี่ยมชม 2 มหาวิทยาลัยดังระดับโลกอย่าง Harvard University (มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด) และ MIT (Massachusetts Institute of Technology) ได้ตามรำลึกถึง ในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ จตุรัสภูมิพล ใน Boston แล้วปิดท้ายด้วยการชอปปิ้งที่ Woodbury Common Premium Outlets

วันนี้พวกเราตื่นตั้งแต่ตี 4 ด้วยความตื่นเต้น เพราะต้องนั่งรถไปเมืองบอสตัน เมืองที่มีสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความรัก และรำลึกถึง ในหลวง รัชกาลที่ 9 รวมทั้ง บอสตันเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่เกี่ยวกับการก่อตั้งสหรัฐอเมริกา และที่สำคัญ ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยดังระดับโลกอีกด้วย เมืองบอสตันจึงเป็นเมืองที่ปักหมุดต้องมาให้ได้ในทริปนี้ของผม!!

คลิกอ่าน เที่ยว Washington D.C. / New York / Boston ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day4 ]
คลิกอ่าน เที่ยว Boston / New York / Washington D.C. ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day2 ]
คลิกอ่าน เที่ยว New York / Boston / Washington D.C. ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day1 ]

ผมเดินทางโดยรถยนต์ ที่มี น้องเอ๋ คนไทยที่มีสัญชาติอเมริกัน แถมยังเป็นทหารอยู่ที่นี่ด้วย ใจดีพาพวกเราไปสู่ดินแดนประวัติศาสตร์กัน เดินทางจาก นิวยอร์ก ไป บอสตัน โดยรถยนต์ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงนิดๆ รวมเวลาพักระหว่างทางแล้ว เราไปถึงกันเช้ามากซึ่งร้านอาหารในเมืองบอสตันยังไม่ทันเปิด แต่โชคดีมีภัตตาคารอาหารจีน ที่ใหญ่โตโอ่อ่าเปิดแล้ว ไม่แน่ใจว่าที่นี่คือโรงงิ้วเก่าหรือเปล่านะครับ อาหารที่นี่เป็นพวกติ่มซำ ก็จะมีพนักงานเข็นรถเข็นที่บรรจุเข่งติ่มซำหลากหลายเมนูให้เลือกหยิบมาทานกัน รสชาติก็อร่อยดีถูกปากเลยทีเดียว หลังจากอิ่มหนำแล้ว ก็ได้เวลาออกสำรวจเมืองบอสตันอย่างเป็นทางการ

การเที่ยวบอสตันนั้น แนะนำว่าให้เริ่มต้นสำรวจเมืองที่ บอสตันคอมมอน Boston Common & Public Garden ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นสวนสาธารณะแห่งแรกในอเมริกา ที่นี่เหมาะสำหรับเริ่มต้นเส้นทางการศึกษาประวัติศาสตร์ Freedom Trail ซึ้งเราสามารถขอแผนที่ได้จากจุดให้ข้อมูลที่สวนนี้

หลังจากถ่ายรูป เช็คอินแล้ว ผมก็เริ่มต้นสำรวจ Freedom Trail เป็นเส้นทางแห่งอิสรภาพเดินชมอาคารสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์อันนำไปสู่การก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา

ฟรีดอมเทรล หรือ Freedom Trail ในเมือง บอสตัน นั้น ได้ถูกจัดการให้นักท่องเที่ยวอย่างเราๆนั้น เดินเที่ยวชม และศึกษาประวัติศาตร์การสร้างชาติ การปฏิวัติ การเกิดขึ้นของวีรบุรุษที่เราคุ้นชื่อ อย่างง่าย และได้ความรู้อย่างแน่นเอี๊ยดเลยทีเดียว

การเดินชมเส้นทาง Freedom Trial นั้น เมืองบอสตันได้วางอิฐบล็อคบนถนนเป็นเส้นยาวผ่านอาคารบ้านเรือนและสถานที่สำคัญๆตั้งแต่ต้นทางจนถึงจุดสุดท้ายดังนั้นผมรับรองว่าถ้าเดินตามเส้นที่ขีดไว้นี้ไม่มีทางหลงแน่นอน

โดยจุดเริ่มจะอยู่ในส่วนย่านดาวน์ทาวน์กลางเมือง ที่ Boston Common และไปสิ้นสุดที่ Bunker Hill Monument รวมสถานที่ประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น 16 แห่ง

    1. Boston Common
    2. Massachusetts State House
    3. Park Street Church
    4. Granary Burying Ground
    5. King’s Chapel and Burying Ground
    6. Benjamin Franklin statue and former site of Boston Latin School
    7. Old Corner Bookstore
    8. Old South Meeting House
    9. Old State House
    10. Site of the Boston Massacre
    11. Faneuil Hall
    12. Paul Revere House
    13. Old North Church
    14. Copp’s Hill Burying Ground
    15. USS Constitution
    16. Bunker Hill Monument

คลิกอ่าน  ตามรอยเส้นทางสู่อิสรภาพของอเมริกากับ Freedom Trail ใน Boston 

หลังจากพลพรรคร่วมสำรวจ Freedom trail เริ่มหมดแรงกันแล้วแถวๆ Faneuil Hall Marketplace ก็เลยหาอะไรทานกันง่ายๆ ใน Quincy Market พอหายเหนื่อยก็ได้เวลาไปจุดที่น่าสนใจต่อไปใน บอสตัน นั่นก็คือ มหาวิทยาลัยในฝันของผมเอง!! ได้แก่ Harvard University – มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และ MIT – ย่อมาจาก Massachusetts Institute of Technology นั่นเอง ซึ่งทั้ง 2 แห่งเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ และมีชื่อเสียงระดับโลก ถึงแม้ผมจะไม่สามารถเข้าไปเรียนได้แบบในฝัน มาบอสตันคราวนี้ก็ขอเข้าไปสัมผัสความเป็นนักศึกษาของ 2 ที่นี้สักครั้งก็คงแฮปปี้แล้วล่ะครับ

ผมมาถึงที่แรกคือ MIT –  Massachusetts Institute of Technology หรือ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ มหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อเสียงเรื่องการศึกษาในสาขาเคมี ฟิสิกส์ และวิศวกรรมศาสตร์สาขาต่างๆ ผมเป็นคนไอที ที่นี่คือมหาวิทยาลัยในใจที่หนึ่งแน่นอน พวกเราเข้ามาจอดรถที่หน้าอาคาร Maclaurin Buildings ซึ่งอาคารเป็นรูปตัว U รูปแบบสถาปัตยกรรม นีโอคลาสสิค ที่มีโดมขนาดใหญ่เหนืออาคาร ที่นี่เราได้เจอกับเจ้าหน้าที่ในสถาบันพาเราเดินชมห้องเรียน และแนะนำสถานที่ต่างๆ ผมมาสะดุดตากับปฏิมากรรม Alchemist ที่ประกอบด้วยตัวอักษรกลายเป็นรูปของคนนั่งกอดเข่าแนบอก สีขาวสะอาดตา ตั้งอยู่หน้าอาคาร Stratton Student Center หลังจากนั้นผมก็พยายามเดินหาอาคารทรงแปลก Ray and Maria Stata Center แต่หาไม่เจอสักทีเลยตัดใจไปที่อื่นต่อ เพราะเวลาใกล้เย็นเต็มที

ที่ต่อไปในบอสตันที่เราจะไปเที่ยวชมอีกแห่งก็ยังคงเป็นมหาวิทยาลัยเหมือนกัน นั่นคือ Harvard University – มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ขับรถจาก MIT ไม่นาน พวกเราก็มาถึงหน้ามหาวิทยาลัย สังเกตุรอบๆบริเวณของ Harvard นั้นรูปแบบศิลปะอาคารจะต่างจากที่ MIT เลยก็ว่าได้

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยอันเก่าแก่ที่สุดของอเมริกา ก่อตั้งเมื่อปี ค.. 1636 และยังคงมีชื่อเสียงอยู่จนถึงทุกวันนี้ มีศิษย์เก่าที่ได้รับรางวัลโนเบลรวมกัน 75 รางวัล มีศิษย์เก่าที่เป็นประธานาธิบดี 8 คน (เช่น จอห์น เอฟ. เคนเนดี และบารัก โอบามา เป็นต้น

หลังจากเดินเข้ารั้วมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ตัวอาคารส่วนใหญ่เป็นอิฐสีแดง และดูเรียบง่าย แต่สวยงามมากๆในสายตาของผม ซึ่งเดินเข้ามาสักพักเราจะได้เจอกับ Harvard Yard ที่ร่มรื่น มีต้นไม้ใหญ่เต็มไปหมด และมีนักศึกษาจับกลุ่มนั่งทำกิจกรรมอยู่ด้วย ดูแล้วมีชีวิตชีวามากๆ เมื่อหันหน้าเข้า Harvard Yard ขวามือจะเป็น Massachusetts Hall ซึ่งเป็นอาคารที่เก่าแก่ที่สุดในฮาร์วาร์ด และเป็นอันดับสองในอเมริกา ส่วนซ้ายมือจะเป็น Harvard Hall ซึ่งเดิมเป็นห้องสมุด ปัจจุบันใช้เป็นห้องเรียน ตรงกลางมีรูปปั้นของ John Harvard รูปปั้นนี้ได้ชื่อว่าเป็น “The Statue of three lies” เนื่องจากรวมความไม่จริงเกี่ยวกับรูปปั้น John Harvard หรือที่เรียกกันว่า The 3 Lies of Harvard ได้แก่

  1. รูปปั้นนั้นไม่ใช่ John Harvard แต่เป็น Sherman Hoar
  2. John Harvard ไม่ได้เป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดถูกก่อตั้งโดยการลงคะแนนเสียงจาก the Great and General Court of the Massachusetts Bay Colony
  3. มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดไม่ได้ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1638 ตามที่เห็นบนรูปปั้น แต่ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1636

ผมเดินมาถึงรูปปั้น John Harvard ในช่วงที่ไม่มีคิวจึงได้ถ่ายรูปแบบไม่ต้องรอ และ ถ่ายแบบไม่เร่งรีบ โชคดีจริงๆครับ ผมไม่พลาดที่จะถูๆ และ จับเท้าซ้ายของรูปปั้น ที่ถ้าสังเกตจะเห็นว่าปลายรองเท้านั้นเป็นสีทองอร่าม เพราะความเชื่อที่ว่า ถ้าถูแล้ว จะทำให้สามารถสอบเข้าเรียนที่ฮาร์วาร์ดได้ หรือถ้าเป็นนักเรียนที่นั่นแล้ว ก็จะสอบได้คะแนนดี ทุกคนที่มาที่นี่เลยแตะเพื่อถ่ายรูปกันทุกคนรวมทั้งผมด้วย ^_^

เดินถ่ายรูปชมตึก ชมนกชมไม้ ชมนักศึกษาจนเพลินแล้ว พวกเราใช้เวลาอักสักพักก่อนอำลามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ไปเลือกซื้อสินค้าที่ระลึกของมหาวิทยาลัย มีสินค้าเยอะมาก น่าซื้อทุกอย่างเลย ยกตัวอย่างเสื้อยืดที่สกรีนชื่อมหาวิทยาลัยมีหลายแบรนด์ให้เลือก ผมเลยตัดสินใจเลือกแบรนด์ Champion เพราะเนื้อผ้าดี สกรีนสวย แถมแบรนด์แชมเปี้ยนยังเป็นที่นิยมในบ้านเราด้วย สรุปแล้ว ผมได้ เสื้อมา 3 ตัว พร้อมธงสามเหลี่ยมที่แสดงความเป็นน้อง Freshy ปี 1 (เพราะมันคือความใฝาฝันอ่าเนอะ อิอิ) เสร็จแล้วเราจะไปสถานที่สุดท้ายที่สำคัญที่สุดในทริปวันนี้ก็ว่าได้นั่นคือ  King Bhumibol Adulyadej of Thailand Square ซึ่งเดินไม่ไกลจาก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

King Bhumibol Adulyadej of Thailand Square หรือจตุรัสภูมิพล”  ตั้งอยู่บริเวณถนน Iliot ตัดกับถนน Bernett หน้าโรงแรมชาร์ลส์ใกล้กับ Harvard Square ที่นี่มีแท่นจารึกที่ระลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวที่ประสูติที่เมืองบอสตัน ณ โรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น เดิมมีชื่อว่า โรงพยาบาลเคมบริดจ์ (Cambridge Hospital) และเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลที่ใช้สำหรับแพทย์ฝึกหัดจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดซึ่งเคยเป็นสถานที่ที่ พระบรมราชนก ทรงเคยศึกษาแพทย์ศาสตร์

หลังจากน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวง ร.9 แล้ว ก็ถึงเวลาที่ผมจะต้องร่ำลาเมืองบอสตันแห่งนี้แล้ว ที่นี่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งมาก ซึ่งผมมีเวลาจำกัดในการเที่ยวบอสตันใน 1 วัน เท่านั้น จึงเลือกเที่ยวในสถานที่ในฝันก่อน แล้วถ้ามีโอกาสได้มาเยี่ยมเยียนอีกครั้งคงจะได้เที่ยวจัดเต็มที่บอสตันแน่นอน

ก่อนกลับเข้า นิวยอร์ก พวกเราตัดสินใจแวะ เอาต์เล็ทขนาดใหญ่ ระหว่างทาง นั่นคือ Woodbury Common Premium Outlets แหล่งช้อปปิ้งแบรนด์เนมราคาถูกมากอย่างไม่น่าเชื่อ!! มีแบรนด์เยอะมากที่ใช้เวลาทั้งวันก็เดินไม่ครบ ที่นี่รวมสินค้าแบรนด์ดังระดับโลก อาทิเช่น Tory Burch, Nike, Adidas, Celine, Bottega Veneta , Polo Ralph Lauren, Michael Kors, Burberry, Coach, The North Face, Kate spade, Longchamp, Prada, Calvin Klein, Tommy Hilfiger และอีกมากมาย ที่นำมาลดราคาสูงสุดกว่า 70% เป็นการเดินช้อปที่เพลินมาก ท่ามกลางอากาศติดลบ จนลืมถ่ายรูปสถานที่ และนี่คือ 2 รูปที่ได้ถ่ายคือรูปเซลฟี่นั่นเอง55+

การเดินทางของผมคือนั่งรถยนต์ส่วนตัวกลับจากบอสตันเข้านิวยอร์ก ซึ่งก็ง่ายๆ แต่ถ้าใครไม่มีรถยนต์ส่วนตัวก็สามารถนั่งรถบัสจากสถานี 42 St – Port Authority Bus Terminal ได้ง่ายๆเช่นกัน เพราะการันตีจากที่พี่รุ้งสามารถเดินทางคนเดียวมาช้อปปิ้งแบบชิลล์ๆได้แบบไม่หลง 555+ โดยฝากเจ้าของบ้านที่เราไปพักซื้อตั๋วผ่านเว็บไซต์ Groupon ราคาประมาณ 25-30 ดอลลาร์ (ไปกลับ) นำเวาเชอร์ไปขึ้นตั๋วที่เคาน์เตอร์ แล้วก็ไปขึ้นรถตามชานชาลาที่แจ้งไว้ได้เลย ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงกว่าๆ เองก็สามารถละลายเงินดอลล่าร์ให้หมดกระเป๋าได้พริบตา

ทั้งหมดนี้คือการเที่ยว อเมริกา วันที่ 2 ในทริป ที่เมืองบอสตัน ถือว่าประทับใจมากๆ ต้องขอบคุณน้องเอ๋ ทหารอเมริกันชาวไทยใจดีสุดๆ ที่ขับรถพาพวกเราไปเที่ยวถึงบอสตัน

รอติดตามอ่าน เที่ยว New York / Boston / Washington D.C. ง่ายๆ เช็คอินสุดฟิน ทริปในฝัน [ Day3 ] เร็วนี้นะครับ ^_^